Featured
แม้เคยอยู่ในกระแสมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ระยะหลังต้องยอมรับว่ามีช่วง“ขาลง” บ้าง ทางผู้บริหาร “รุ่นลูก” จบใหม่ จึงขอเข้ามาดูแลรับช่วงต่อจาก “รุ่นแม่” แบบเต็มตัว เรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร “หอมปลาเผา” รัชดาฯ ซอย 18 นี้มี คุณเต๋า–ธนภูมิ จูงพล อายุ 24 ปีเศษ ผู้บริหารกิจการเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว เป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูล เริ่มให้ฟัง ตัวเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยค้าขายออนไลน์มาตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนหน้านี้เข้ามาช่วยงานที่ร้านอาหาร “หอมปลาเผา” ของคุณแม่ “นันณภัส จูงพล” บ้าง แต่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเป็นพิเศษ พอเรียนจบจึงได้เข้าไปช่วยแบบเต็มตัว “คุณพ่อเสียตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้อง คุณแม่เป็นคนดูแลพวกเราสามคนพี่น้องมาตลอด เช้าไปทำงานบริษัทแถวสีลม ตกเย็นกลับมาหรือช่วงวันหยุดจะต้องทำอาหารอร่อยๆ ให้ลูกทาน เรียกว่าเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน เต็มตัวเลยครับ” คุณเต๋า เล่าก่อนยิ้มกว้าง และว่า กระทั่งเมื่อราวสี่ปีที่แล้ว คุณแม่คิดอยากเปิดร้านอาหารงานที่ตัวเองรัก เพื่อหารายได้เสริมอีกทาง จึงเริ่มมองหาทำเล กระทั่งมาลงตัวที่รัชดาฯ ซอย 18 ก่อนจะแบ่งหน้าที่กันใน
จากการที่คณะกรรมการค่าจ้างประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแยกตามกลุ่มจังหวัด 7 กลุ่ม ตั้งแต่ 5-22 บาท ส่งผลให้ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 315.97 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2561 นี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนแรงงานของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภาคเกษตร และภาคบริการ ซึ่งมีการใช้แรงงานจำนวนมากและมีต้นทุนแรงงานในสัดส่วนที่สูง คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภายหลังประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ สสว. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง SME-CGE ของ สสว. และศึกษาโครงสร้างต้นทุนค่าแรงจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (SME Input-Output Table) พบว่าอัตราส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 1 จะส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.16 ดังนั้นการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.54 ทำให้ต้นทุนสินค้าขยับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.05 ซึ่งนับว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าไม่มาก โดยปัจจุบันต้นทุนค่าแรงงานเ
จากกรณีที่โลกออนไลน์แห่แชร์เรื่องราวของผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายหนึ่ง ทวีตข้อความร้องเรียน การทำงานของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังจากตนเองไปร้องเรียนเรื่องเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เบอร์โทรศัพท์มือถือของตนมา แล้วแอดไลน์มาด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยผู้ใช้งานทวิตเตอร์ดังกล่าวระบุว่า “ไปคอมเพลน XXXมาเรื่องยาม มาวันนี้โดนแอดไลน์มาด่าทางเบอร์ที่ให้ XXX ไป ขอไม่เล่ารายละเอียดเพราะทุกคนที่รับเรื่องดีมาก แต่เรื่องข้อมูลส่วนตัวอย่างเบอร์โทร คิดว่าบริษัทขนาดนี้ไม่ควรหละหลวมแบบนี้” ล่าสุด พบว่าห้างดังกล่าว ได้แจ้งกับผู้ร้องเรียนว่า “เรียน คุณลูกค้า ทางศูนย์การค้าต้องขออภัยท่านลูกค้าเป็นอย่างสูง โดยเราได้รีบดำเนินการสอบสวน รปภ. คนดังกล่าว และได้ลงโทษตามระเบียบของบริษัทให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานโดยทันที เซ็นทรัลเวิลด์รู้สึกเสียใจ และขอขอบพระคุณสำหรับข้อมูลอันเป็นประโยชน์ โดยจะนำไปพัฒนาการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น” ที่มา ข่าวสดออนไลน์
อีกหนึ่งเรื่องราวน่ารัก ที่ผู้สื่อข่าวได้พบเจอกับตัวเอง หลังจากที่คุณพีระพงษ์ พงษ์นาค ช่างภาพค่ายมติชน ได้มีโอกาสโดยสารแท็กซี่ มิเตอร์ คันหนึ่ง โดยได้ระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “นั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ชอบใจกับการขายของของพี่เขามากๆ จากการสัมภาษณ์ พี่เขาขับแท็กซี่มา 2 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะเอาของมาขายได้ปีกว่า เพราะที่บ้านขายของชำ และที่แปลกสุดคือมีเมล็ดผักและดอกไม้ของ “เจียไต๋” ขายด้วย พี่เขาบอกว่าชอบปลูกผักไว้กินเอง เดี๊ยวนี้ผักตามตลาดไม่สะอาดเลยปลูกกินเอง เราอยู่ในยุคต้องดิ้นรน” ทั้งนี้สินค้าที่ขายในรถแท็กซี่คันดังกล่าวนั้นมีทั้ง ยาดม ยาอม ขนมขบเคี้ยว หนังสือการ์ตูน บัตรเติมเงิน บริการชาร์จแบตโทรศัพท์ ผ้าปิดตา ยางรัดผม เมล็ดผัก รวมถึง โมเดลตุ๊กตากระดาษ ที่ีมา ข่าวสดออนไลน์
เป็นเรื่องราวที่ได้รับการแชร์ในโลกออนไลน์ เมื่อสมาชิกเฟซบุ๊ก “ธีรภัทร์ มีเดช” ได้ถ่ายภาพบัตรจอดรถยนต์ ซึ่งระบุในใบอย่างชัดเจนว่า “บำรุงวัด 80 บาท บัตรค่าบำรุงจอดรถยนต์ชั่วคราว ทางวัดจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นของทางผู้ฝากรถ” ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุว่า “จอดรถทำบุญ 15 นาที 🔴ค่าจอดรถ 80 บาท ผมคำนวณรายได้ให้ดู ที่จอด ประมาณ 80 คัน ราคาต่อครั้ง 80 บาท 1 ที่จอด ได้ประมาณ 2 ครั้งต่อ 1 ที่ เดือนละ 30 วัน ยังไม่นับงานศพ 80X80X2x30=384,000 บาท ************** #ผมว่ามันบ้าไปแล้วคับ… 😩ผมมาทำบุญยินดี ร่วมบุญมากกว่า 80 บาท 📌สงสัยว่า มัน แพงกว่าห้างได้อย่างไร 🔴ช่วย “แชร์ “ ให้ถึงกรรมการวัดหน่อยครับ” ที่มา ข่าวสดออนไลน์
สุดฮอตสำหรับ ‘อิซาน บานุชาลี’ นักแสดงหนุ่มน้อยจากแดนภารตะที่รับบทเป็น ‘มารุติ’ หรือ หนุมานน้อย จากซีรีส์ “หนุมาน สงครามมหาเทพ” ทางช่อง 8 ล่าสุดได้เดินทางมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกเพื่อพบกับบรรดาแฟนคลับ พร้อมจัดงานมีตแอนด์กรี๊ด ที่ บมจ.อาร์เอส ให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกันแบบทั่วถึง เรียกว่างานนี้เหล่าแม่แม่ทั้งหลายฟินไปตามๆ กันเลยทีเดียว อิซาน บานุชาลี กล่าวว่า “รู้สึกตื่นเต้นมากครับ เพราะเป็นการเดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก ทันทีที่ผมเดินทางถึงสนามบิน ได้เห็นแฟนคลับและแม่แม่ มารอรับกันตั้งแต่เช้า ทำให้ดีใจมากๆ โดยเฉพาะในงานมีตแอนด์กรี๊ด ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์เต็มตัว เพราะนอกจากจะได้เจอกับแฟนๆแล้ว ทุกคนที่มาร่วมงานยังได้รับรูปพร้อมลายเซ็นจากมือของผม พร้อมกับถ่ายรูปคู่ ซึ่งเป็นความพิเศษที่ผมตั้งใจมอบให้ทุกคน ที่สำคัญยังมีการจับลัคกี้ดอลเพื่อรับรางวัลพิเศษจากผมอีกด้วย ยังไม่หมดนะครับ เพราะก่อนจะเดินทางกลับ พวกเราทุกคนยังได้ถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกันเป็นที่ระลึกอีกด้วยครับ ผมต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่รักและเอ็นดูมารุติ ฝากติดตามซีรีส์ หนุมานสงครามมหาเทพ ด้วยนะครับ รับรองมีฉากสนุกอีกเยอะ แต่ต้องขอป
จากกรณี เหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ สูงกว่า 5 ชั้น ใช้เป็นโกดังเก็บวัสดุของเล่นเด็ก เลขที่ 88 ภายในซ.วาณิช 1 (ตลาดสำเพ็ง) ถ.เยาวราช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นานกว่า 4 ชม. โดยขณะเกิดเหตุพบว่า มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับบาดเจ็บจากการช็อกอากาศ 1 ราย ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ต่อมา นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ มีคำสั่งให้ปิดอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นเวลา 30 วัน พร้อมประกาศเป็นเขตอันตรายห้ามเข้า ตามที่มีการนำเสนอไปแล้วนั้น อ่านข่าวเก่า(ระทึกสำเพ็ง! เพลิงไหม้อาคารพาณิชย์-ควันดำพวยพุ่ง นักท่องเที่ยว-ชาวบ้านแตกตื่น) ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายจักรพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ พ.ต.อโชคชัย คณะเจริญ ผกก.สน.จักรวรรดิ และเจ้าหน้ากองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าตรวจสอบโครงสร้างของอาคารดังกล่าวและสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ โดยดร.ธเนศ กล่าวว่า อาคารดังกล่าวเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอายุกว่า 50 ปี สามารถทนต่อความร้อนได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยสุด 2 ชั่วโมง มากสุด 4-
ข้าวเหนียวหน้าหมู ยังเป็นอาชีพทำเงินให้กับคนค้าขายหลายต่อหลายคน ตรงกับประโยคที่ “เส้นทางเศรษฐี” มักใช้เกริ่นขึ้นต้นในหลายอาชีพว่า ทำง่าย ขายคล่อง เห็นได้จาก เจ๊อ้อย ข้าวเหนียวหน้าหมู คนสู้ชีวิต หนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของ คุณธัญรัศม์ นาคประเสริฐ หรือ เจ๊อ้อย วัย 62 ปี แต่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ๊อ้อยเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานออฟฟิศ แต่เงินเดือนที่ได้ไม่พอใช้จ่าย จึงหันมาเอาดีทางด้านค้าขาย สับเปลี่ยนอยู่หลายอย่าง ทั้งอาหาร และของหวาน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ “ชีวิตสะบักสะบอมอยู่พอสมควร เพราะอยู่ในช่วงพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ขายของได้กำไรวันละร้อยบาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ลูก 3 คน แม่ 1 คน มิหนำซ้ำยังต้องผ่อนบ้านอีก” เจ๊อ้อย เล่าต่อ หลังจากนั้นเปลี่ยนมาขายข้าวเหนียวหน้าหมู เพราะเห็นว่าเป็นอาหารหลัก คนนิยมกิน ช่วงแรกรับหมูฝอย หมูแผ่น จากร้านอื่นมาขาย แล้วทอดหมู ทอดไก่เสริมเอา “โชคดีได้ผลตอบรับจากลูกค้าจึงทำธุรกิจของเรารุ่งเรืองมาตลอด” ปัจจุบันเจ๊อ้อยยึดอาชีพนี้มาร่วม 20 ปี ถามถึงการทำข้าวเหนียวหน้าหมู เจ๊อ้อย บอก ไม่รู้จักแม้กระทั่งหวดนึ่งข้าวเหนียว เพราะจับแต่ปากกามาตลอด “โดย
ใครที่อยากเลี้ยงไก่ เป็นอาชีพ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” นำมาให้เลือก 2 สายพันธุ์ ซึ่งบอกก่อนเลยว่า เป็นสองสายพันธุ์ ที่สามารถทำตลาดพรีเมี่ยมได้ ด้วยคุณลักษณะของตัวไก่เอง ทั้งเนื้ออร่อย ไม่เละเหมือนไก่ขุน ไม่เหนียวเหมือนไก่ชน แต่มันจะผสมๆ กัน ตัวแรกคือ ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ มีลักษณะเด่น เป็นไก่พื้นเมืองพันธุ์แท้ ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด และสามารถกินอาหารที่เกษตรกรหาได้ในท้องถิ่น มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี และให้ไข่ดกกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ โดยตัวผู้จะมีลักษณะ หลังดำ ปีกดำ แข้งดำ หน้าแดง/ดำ สร้อยคอและสร้อยหลังมีสีน้ำตาลปนดำ หรือสีเม็ดมะขาม ส่วนตัวเมีย มีลักษณะ ปีก/หลังดำ แข้งดำ หน้าแดง/ดำ ไม่มีสร้อยคอและสร้อยหลัง ” สำหรับการเลี้ยง พื้นที่ 1 งาน สามารถเลี้ยงได้ถึง 50 – 100 ตัว มีรั้วล้อมรอบให้ไก่สามารถเดินออกกำลังกายได้ มีประตูเข้าออกทางเดียว มีที่จุ่มเท้า และรองเท้าบูธสำหรับใส่เดินในคอก ส่วนโรงเรือนข้างในแนะนำให้ใส่มุ้งกันยุงและแมลงชนิดอื่น ที่สำคัญสะดวกต่อการต้อน และการทำวัคซีน เริ่มต้น นำลูกไก่ที่มีอายุ 1 วัน มาเลี้ยง หลังจาก 1 เดือนไปแล้วจะให้อาหารธรรมชาติ
ระยะหลังมานี้ ได้เห็นคนรุ่นใหม่หลายคน เรียนจบปริญญาตรี มุ่งหน้าบ้านเกิด ยึดอาชีพของบรรพบุรุษ โดยตั้งใจว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า ของครอบครัวให้ก้าวล้ำไปอีก เช่นเดียวกับ คุณพัชรพร แก่นนาคำ วัย 27 ปี ผู้ผลิตกระเป๋าคล้า จากอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เธอเรียนจบเทคโนโลยีสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พอเรียนจบปุ๊บ ก็ไม่ได้ร่อนใบสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่กลับมายึดอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว นั่นคืองานหัตถกรรมจากคล้า คล้า เป็นไม้เนื้ออ่อน ขึ้นเป็นกอ นำมาจักสานเป็นเสื่อ แต่คนทางภาคอีสาน มักนำมาสานกระติ๊บ ซึ่งครอบครัวของคุณพัชรพร ก็สานกระติ๊บ เสื่อ กระเป๋า เป็นหลัก เมื่อเธอเข้ามาทำ ก็พยายามดัดแปลงรูปแบบให้ทันสมัย จับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น อีกทั้ง เศษเล็กเศษน้อยของวัตถุดิบ ก็นำมาทำกระเป๋าใบเล็กๆ พวงกุญแจ ราคาก็ถูกลง ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น งานที่คุณพัชรพร ทำอยู่นี้นับเป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง เพราะต้นคล้าสดที่ตัดมา ต้องนำมาผ่านกรรมวิธีลอกเปลือก และตากแดดอีกนานนับสัปดาห์ กว่าจะได้กระเป๋าหนึ่งใบ นั่งสาน 1-2 วัน และเย็บอีก 1 วัน ซึ่งงาน
