Featured
เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสเข้าร่วมงานในโครงการ ‘สืบสานงานเงิน’ ที่ ‘สยามเจมส์ กรุ๊ป’ จัดขึ้น ที่จังหวัดน่าน โดยงานในวันนั้นเป็นกิจกรรมรอบ Mini Matching ที่ทางสยามเจมส์จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเพื่อเซ็นสัญญาจำหน่ายสินค้า ส่วนผู้ประกอบการที่ยังไม่มีความพร้อมแต่สามารถพัฒนาได้จะให้เข้าร่วมโครงการกับสยามเจมส์ต่อไป ภายในงานมีผู้ประกอบการเครื่องเงินและช่างฝีมือเข้าร่วมทั้งหมด 19 ราย (จากทั่วประเทศ 33 ราย) แบ่งเป็นสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ 9 ราย และประเภทแฟชั่น 10 ราย สำหรับ ‘เครื่องเงิน’ ในประเทศไทยนั้น ช่างไทยเรามีฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลกโดยเฉพาะผู้ประกอบการจากภาคเหนือ ทั้งความละเอียดในเนื้องาน เนื้อเงินคุณภาพ ลวดลายที่ทันสมัย สร้างสรรค์ผ่านรูปแบบเครื่องประดับ ต่างหู กำไล สร้อยคอ ก็ดี หรือจะเป็นเครื่องใช้ตั้งโชว์นั้นสวยงามไม่แพ้กัน ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองส่งผลให้เครื่องเงินไทยนั้นส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีมูลค่าการตลาดมากถึง 1,700 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว แน่นอนว่าภายในงาน มีร้านเครื่องเงินเก่าแก่และหน้าใหม่มาร่วมงานกันคึกคัก ต่างชูจุดเด่นของร้านอย่างไม่ยอมกัน เริ่
เวลาเราพูดถึง “รสชาติ” ของอาหารแถบหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ หรือภาคนั้นภาคนี้ บางทีมันก็ยากที่จะอธิบายชัดๆ ลงไปว่า มัน “ต้อง” เป็นยังไงแน่นะครับ เพราะว่ารสมือที่ต่างกันของบรรดาแม่ๆ พ่อๆ แต่ละบ้านนั่นเอง ที่เป็นตัวแปร ทำให้แม้แต่อาหารของบ้านตรงข้ามเรา ก็ยังรสไม่เหมือนบ้านเราเลย ดังนั้น มิไยจะต้องเอ่ยถึงภาพรวมของ ตำบล อำเภอ ว่าจะกำหนดเหมารวมได้อย่างไร ว่ามันต้องมีลักษณะเด่นตรงไหน ยิ่งมาสมัยนี้ ที่การขนส่งวัตถุดิบรวดเร็วทั่วถึง ไม่ว่าใครก็สามารถจับจ่ายซื้อหาผักหญ้า เครื่องเทศสมุนไพรข้ามภูมิภาค มาใส่ในหม้อในกระทะของตนได้อย่างแทบไร้ขีดจำกัด มิติความเป็น “ท้องถิ่น” ของอาหารก็ยิ่งพร่าเลือนเข้าหากัน จนแทบไม่สามารถจะนิยามเฉพาะเจาะจงลงไปได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าแม้เราไม่สามารถผูกมัดจำกัดรสชาติอาหารที่กำลังเปลี่ยนไปได้แน่ๆ แต่หลายครั้ง เมื่อเรา “จับ” เค้าโครงหรือไวยากรณ์หลักของอาหารบางท้องถิ่นได้ มันก็พอจะนับเป็นความสนุกรื่นรมย์ในการกินอยู่ไม่น้อยทีเดียวแหละครับ ท่ามกลางความดาดๆ เหมือนๆ กันไปหมด ก็คงมีแต่ความแตกต่างที่เราพอจับรสชาติได้ การล่วงรู้ที่มาของวัตถุดิบ ความเ
ตั้งแต่ต้นศักราชใหม่เป็นต้นมา พบข้อมูลวิเคราะห์จากบรรดา “กูรู” ทางเศรษฐกิจของไทย หลายต่อหลายท่าน ต่าง “ฟันธง” ไปในทางเดียวกันว่า ปี 2561 น่าจะเป็นปีที่ SMEs ไทย ต้องเพิ่มความระมัดระวัง และอาจถึงขั้น “อยู่ยาก” ด้วยภาพรวมของประเทศมีความผันผวนสูงมาก อันเกิดจากปัจจัยประกอบหลายด้าน อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ราคาพลังงานมีแนวโน้มขาขึ้น ปัจจัยเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ อัตราเงินเฟ้อที่ไม่แน่นอน มีความผันผวน ผนวกกับหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการ เป็นต้น และถึงแม้ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยหลายหน่วยงาน จะพยายามออกนโยบายและกลยุทธ์มากมาย โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทย นั้น เป็น “ฟันเฟือง” ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านราย มีภาคแรงงานกระจายอยู่กว่า 11 ล้านคน และนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากแต่ความพยายามดังกล่าวนั้น หลายฝ่ายต่างลงความเห็น ยังไม่ทำให้สถานการณ์ของเหล่า SMEs ไทย ดีขึ้นมากนัก ดังเห็นได้จากตัวอย่างในหลายธุรกิจ ที่ต่
ถูกอกถูกใจ แบบติดลมบนไปแล้ว สำหรับ “พายหมูแดง” สูตรฮ่องกง เจ้าแรกของไทย ภายใต้แบรนด์ APRIL’S BAKERY (เอพริล เบเกอรี่) เพราะผลตอบรับดีเกินคาด หลังจากประกาศขายแฟรนไชส์ไม่นาน ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าร่วมธุรกิจในฐานะ แฟรนไชซีแล้ว กว่า 50 ราย และเป้าหมายตั้งไว้จะไปให้ถึง 100 รายทั่วประเทศ คุณณธนพร เอื้อวันทนาคูณ อนุญาตให้เรียกแบบกันเองว่า คุณอร เจ้าของกิจการ APRIL’S BAKERY (เอพริล เบเกอรี่) กรุณาสละเวลามาพูดคุยด้วยบุคลิกยิ้มแย้มเป็นกันเอง เริ่มต้นแนะนำตัว พื้นเพเป็นชาวนครสวรรค์ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ด้านบริหารธุรกิจ เคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสายการบินต่างชาติอยู่ 2 ปีเศษ ก่อนลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยความเป็นคนช่างทานและชอบทำอาหาร จึงขอทุนทางบ้านมาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ อยู่คอมมูนิตี้มอลล์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และอาจเพราะไม่ศึกษาให้รอบด้านเสียก่อน เปิดได้ไม่ถึง 1 ปี ไม่มีกำไรเลย กิจการของตัวเองอย่างแรกจึงต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม ระหว่างเปิดร้านดังกล่าวอยู่นั้น มีโอกาสได้ฝึกหัดทำเบเกอรี่หลายชนิด จึงทำออกมาแล้วนำไปฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านพระราม 3 คุณอร เล่าต่อ ช่วงนั้นทำขนม
คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED เปิดตัว โครงการปฏิบัติการเร่งเครื่อง SME สู่ 4.0 Train the Coach: Accelerator 4.0 ซึ่งเป็น 1 ใน 9 มาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อการยกระดับ เอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นสู่ยุค 4.0 โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโค้ชหรือที่ปรึกษาด้านธุรกิจและด้านเทคโนโลยี สสว. จึงจัดงานสัมมนา SME Digital Transformation 4.0 และจัดกิจกรรม จุดประกายแนะแนว (Executive – Trigger Camp) : พลิกเกมธุรกิจ ภายใต้โครงการ Train the Coach โดยศูนย์ให้บริการเอสเอ็มอีครบวงจร (OSS) ของ สสว. เป็นการเปิดตัวกลุ่ม Biz Transformer ผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ และแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการได้เห็นภาพทัศน์ใหม่ๆ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคอุตสาหกรรม 4.0 หรือยุคดิจิตอล จนนำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ ในการปรับเปลี่ยนแปลงองค์กร กระบวนทัศน์ อันจะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเน
คุณอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะอำนวย การจัดประชุมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซียน ครั้งที่ 1 หรือ 1st ASEAN Coffee Industry Development Conference : (ACID 2018) เปิดเผยถึงความคืบหน้ าของการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ACID 2018 (ACID 2018 THAILAND EXCELLENT COFFEE) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพกาแฟไทยตั้งแต่ต้นน้ำ- ปลายน้ำ ว่า กิจกรรมการประกวดฯ นับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ คุณอนันต์ ดาโลดม เนื่องจากในเบื้องต้นทางคณะผู้จัดงานฯ ตั้งเป้าผู้ส่งผลผลิตเมล็ดกาแฟเข้าประกวดเพียง 40 ตัวอย่าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟของเกษตรกร ประกอบกับ การประกวดรายการนี้เป็นรายการใหญ่ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการพระราชทานถ้วยรางวัล ทำให้เกษตรกรเกิดการตื่นตัวในการส่งเมล็ดกาแฟเข้าร่วมประกวดจำนวนมากถึง 70 ตัวอย่าง แม้การจัดการประกวดฯ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก แต่การคัดเลือกและการตัดสินถือว่ามีความเข้มข้นสูง โดยในการคัดเลือกรอบแรก คณะกรรมการได้ใช้เกณฑ์ การให้ คะแนนตามมาตรฐานของสมาคมกาแฟพิเ
จากโครงการ “เชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารให้กับประเทศไทยในระดับมหภาคโดยยกระดับมาตรฐานอาหารไทยจากระดับชุมชน เพื่อเป็นสิ่งชูโรงดึงดูดการท่องเที่ยว พร้อมสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างเป็นรูปธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน นั้น คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เนื่องด้วยปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงไป นอกจากจะมีจุดหมายเพื่อพักผ่อน หรือเยี่ยมญาติ/ครอบครัวแล้ว กิจกรรมการกินไปพร้อมกับการท่องเที่ยวในทริปนั้นๆ ยังเป็นพฤติกรรมหลักที่พบเห็นกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ การได้ลิ้มรสอาหารที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ยังเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างความประทับใจในการเดินทางได้ไม่น้อย เนื่องจากได้มีโอกาสรับประทานอาหารที่หารับประทานไม่ได้ทั่วไป ซึ่งการต้องเดินทางไปยังที่นั้นๆเพื่อรับประทานอาหารพื้นถิ่นจึงเป็นการสร้างกระแสดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ เป็นการใช้อาหารเพ
เมื่อเร็วๆนี้ Change.org เว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่ให้คนทุกคนสามารถเริ่มเรื่องรณรงค์ของตัวเอง ได้เผยแพร่ ข้อเรียกร้องเพื่อการณรงค์ในประเทศไทย จากผู้ที่ใช้ Change.org นามว่า Noppanan Arunvongse Na Ayudhaya ได้เรียกร้องให้มีการประกาศให้ “ปลากัด เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ” เหมือนกับที่ประเทศออสเตรเลีย ที่มีจิงโจ้เป็นสัตว์ประจำชาติ หรือ ประเทจีน ที่มี แพนด้า เป็นเอกลักษณ์ และจุดขายที่นำมาต่อยอดพัฒนาเป็นสินค้าต่างๆ สำหรับสาเหตุ ที่ต้องการให้ ปลากัด ต้องเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ นั้น เจ้าของเรื่องรณรงค์ดังกล่าว บอก นอกจากประเด็นเรื่องเอกลักษณ์และความภูมิใจแล้ว เมื่อปลากัด ได้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติจะทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง สามารถนำปลากัดสายพันธุ์ไทยไปจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ง่ายขึ้น ซึ่งหมายความว่า ไทยจะสามารถเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน ของปลากัด ออกใบรับรองต่างๆ ได้ เอื้อให้สามารถแข่งขันในเวทีประกวดระดับโลกในนาม ‘ปลาไทย’ ได้ และเอื้อให้รายได้จากการค้าปลากัดกับต่างชาติเพิ่มขึ้น “เคยมีการเสนอแนวคิดนี้แล้วครั้งหนึ่งและมีแนวโน้มว่าจะสำเร็จ แต่แล้วเรื่องกลับถูกปัดตกไป โดยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 คณะกรรมการเอ
คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและกลางย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกลุ่ม Strong / Regular ได้ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ สสว. ได้พาผู้ประกอบการ 20 ราย เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมการงานแสดงสินค้า Ambiente India 2018 ครั้งที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการ Pragati maidan กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานแสดงสินค้าระดับสากล การันตีโดยผู้จัดงานมืออาชีพจาก Messe Frankfurt เป็นงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับของตกแต่งบ้าน และสินค้าค้าสำหรับใช้ในโรงแรม ของขวัญของชำร่วย ภายในงานนี้ผู้ประกอบการไทย นอกจากได้รับความสนใจจากผู้ซื้ออินเดียแล้ว ยังได้รับความสนใจจากเนปาล อิหร่าน อิตาลี ฮ่องกง เกาหลี และฟินแลนด์ สินค้าที่ได้รับความสนใจมาก คือ สเปรย์แคปซูลน้ำหอมสำหรับกำจัดกลิ่นเหม็นอับชื้น ซึ่งใช้นวัตกรรมในการผลิต และโดนใจกลุ่มโรงแรมในอินเดีย สามารถใช้กับผ้าม่าน ผ้าปูเตียง ผ้าปูโต๊ะ พรม และเครื่องใช้อื่น ๆ ที่มีผ้าเป็นส่วนประกอบ สำหรับการออกงานครั้งนี้ ผู้ประกอบการได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และกลิ่นเฉพาะสำหรับตลาดอินเดียทำให้ตอบโจ
ธุรกิจเครื่องสำอาง นับเป็นธุรกิจที่ติดอันดับ “ดาวรุ่ง” ในผลวิจัยทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจความงามในอาเซียน ด้วยมีการขยายตัวของตลาดสูงมาก ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำยันปลายน้ำ ได้แก่ ธุรกิจผลิตเครื่องสำอาง ธุรกิจนำเข้า จำหน่าย และค้าปลีกเครื่องสำอาง โดยอุตสาหกรรมความงามของไทยมีมูลค่าสูงกว่า 1.8 แสนล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 7.8 ต่อปี เมื่อเป็นธุรกิจที่อยู่ในเทรนด์ดาวรุ่ง ตลาดเติบโตสูง คู่แข่งย่อมเยอะ เห็นได้จากมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ยิ่งในยุค 4.0 ช่องทางการทำตลาดง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องลงทุนมีหน้าร้าน การเริ่มต้นไม่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต ประตูแห่งโอกาสดูเหมือนเปิดกว้างสำหรับเถ้าแก่หน้าใหม่ แต่ใช่ว่าจะคว้าความสำเร็จมาได้ง่ายๆ และแม้บางรายเริ่มต้นเหมือนจะไปได้สวย แต่ก็ “ปัง”แค่ระยะสั้นๆ ไม่ได้เติบโตอย่างยั่งยืน “สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะที่ขายเครื่องสำอางผ่านออนไลน์ล้มเหลว หรือเติบโตแบบไม่ยั่งยืน คือ สินค้าไม่มีคุณภาพ เพราะไปจ้างโรงงานผลิต หรือ โออีเอ็ม ไ
