ครัวมอญ : ปลาหมอต้มเค็มหวาน
—————————————–
ปลาหมอเป็นปลาน้ำจืดที่มีก้างเยอะ แต่เนื้อหวาน อร่อย ใช้ทำกับข้าวได้หลากหลาย เช่น แกงส้ม ต้มยำ ทอด หรือฉู่ฉี่ แต่วันนี้ ผู้เขียนขอเสนอ เมนู ต้มเค็มหวาน ซึ่งขั้นตอนในการทำไม่ยุ่งยากอะไรมาก
ขั้นตอนการทำมีดังนี้
– เมื่อได้ปลาหมอมาก็ขอดเกล็ดตัดครีบ เอาไส้พุงและดีปลา ออกให้หมด ถ้าปลาตัวไหนมีไข่ก็เก็บไว้จากนั้นล้างทำความสะอาด ให้หมดเมือก
– ตั้งหม้อใส่น้ำกะว่าพอเดือดจะท่วมตัวปลา
-พอน้ำเดือดใส่ปลาหมอพร้อมตะไคร้ทุบหั่นเป็นท่อน เกลือแกง น้ำตาลปี๊บ มะขามเปียก ใบมะกรูด หอมแดง ปิดฝาหม้อ รอเดือดจนน้ำงวดเข้าเนื้อปลาจนสุก
-ชิมดูปรุงรสให้ได้ หวาน เค็ม เปรี้ยว สามรส
ปลาหมอต้มเค็มหวาน กินแกล้มกับน้ำพริกกะปิ น้ำพริกมะดัน หรือน้ำพริกมะขาม และอื่นตามชอบ..
แอดมิน…เม้ยกวาญย์ฮะกอ
ขอบคุณ เพจ รามัญคดี – MON Studies
Latest Posts
ย้อนรู้จักผู้ก่อตั้ง Happy Munchy แบรนด์เล็กๆ ที่เริ่มต้นจาก 3 แม่คนดัง สู่ดราม่าโลกออนไลน์ ‘ออมุก’ ในเซเว่นฯ จากเรื่องราวของ ‘Happy Munchy (แฮปปี้มันช์ชี่)’ แบรนด์ไทยเจ้าของสินค้าตัวดังอย่าง ‘ออมุก’ สไตล์เกาหลี ที่กำลังเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียล รู้หรือไม่ แบรนด์นี้เป็นธุรกิจ SMEs จากความร่วมมือของ 3 คุณแม่คนดัง ตุ๊ก-นิรัตน์ชญา การุณวงศ์วัฒน์ แห่งเพจเลี้ยงลูกชื่อดัง Little Monster, นิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์ นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และแตน-ธันยวดี วะสีนนท์ นักธุรกิจหญิงผู้คร่ำหวอดในธุรกิจอาหาร ที่มีจุดเริ่มต้นง่ายๆ อย่างการแก้ปัญหา “ลูกทานยาก” จนเกิดเป็นสินค้าอาหารสำหรับเด็กที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นที่รู้จักในเวลาไม่นาน เดินหน้าแตกไลน์สินค้าและขยายตลาดสู่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กับสินค้า “ออมุก” สไตล์เกาหลี อาหารง่ายๆ ที่เพียบด้วยคุณประโยชน์ เหมาะกับคนทุกวัย ก็ได้รับการตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน เส้นทางของ Happy Munchy เริ่มต้นจากปัญหาของ ตุ๊ก นิรัตน์ชญา ที่พบปัญหาลูกสาวไม่ยอมทานอะไรเลย นอกจากหมูฝอย เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการตามช่วงวัย เมื่อได้คุยกับ แตน ธันยวดี และน
วันที่ 26 ก.ค. นางอุไรวรรณ วรวิเชียรวงษ์ อายุ 72 ปี คนรักสุนัข เจ้าของสวนแผ่นดินทอง อ.เมือง จ.นครพนม ได้รับแจ้งจากนายสัตวแพทย์รณชัย เขตสุภา เจ้าของโรงพยาบาลสัตว์รณชัย ว่ามีสุนัขถูกรถชนบาดเจ็บสาหัส โดยมีพลเมืองดีใจบุญช่วยชีวิตไว้ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลสัตว์รักษาดังกล่าว กระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขอให้นำสุนัขเร่ร่อนไม่มีเจ้าของตัวนี้ไปทำการเผาในเมรุเผาซากสัตว์ที่วัดให้ด้วย ต่อมานางอุไรวรรณ และนายสัตวแพทย์รณชัย จึงนำซากสุนัขที่เสียชีวิตตัวนี้ ชื่อเจ้าดำ เพศเมีย อายุประมาณ 4-5 ปี บรรจุใส่กล่องไปเผาที่วัดธาตุฝุ่น ชุมชนน้อยใต้ ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม โดยมีพระอธิการนิรันดร์ บุญญาคโม เจ้าอาวาสวัด ทำพิธีทอดผ้าและสวดบังสุกุลให้กับเจ้าดำด้วย ท่ามกลางคนรักสุนัขที่ไปร่วมพิธีดังกล่าว หลังมีการสร้างเมรุเผาสัตว์ แล้วเสร็จและทำบุญเตาเผายังไม่ถึง 1 สัปดาห์ นางอุไรวรรณ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้ร่วมกับนายสัตว์แพทย์รณชัย เล็งเห็นปัญหาว่าสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้ชิดกับคนมากที่สุด ก็คือหมาและแมว มักจะพบปัญหาเมื่อประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต บางครั้งจะมีบางคนหิ้วซากสุนัขไปชำแหละรับประทานกัน เพราะมีราคาแพง หรือปล่
“ป้าบุญคาเฟ่” ร้านอาหารที่สร้างปรากฏการณ์ลูกค้าแห่เข้าใช้บริการจนล้นทะลัก สร้างกระแสบอกต่อถึงบรรยากาศร่มรื่น สวยงาม เครื่องเล่นจัดเต็มสำหรับน้องๆ หนูๆ มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปไม่มีเบื่อ อาหารอร่อย สะอาด และบริการประทับใจที่เป็นเสน่ห์ที่ใครก็ตาม เมื่อมาเยือนต่างตกหลุมรัก ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จ เกิดจากแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ “เอาใจเขา มาใส่ใจเรา” เพื่อให้ทุกคนที่เข้ามายังดินแดนแห่งนี้ มีแต่ความสุข และอยากใช้เวลาอยู่ให้นานที่สุด คุณอำพล ยุติศรี เจ้าของธุรกิจ “ป้าบุญคาเฟ่” เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เวลานั้น รับราชการอยู่เมืองพัทยา ทำหน้าที่ดูแลวางระบบจัดสวนสาธารณะครบวงจรในพื้นที่เมืองพัทยาและอยากจะหารายได้เสริมจากงานประจำ ทำให้ริเริ่มเปิดร้านอาหารเล็กๆ ในพื้นที่ของ “ป้าบุญ” ตั้งอยู่ในเมืองพัทยา ใช้ชื่อร้านว่า “ครัวบ้านป้าบุญ” เพื่อให้เกียรติเจ้าของสถานที่ ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์การทำธุรกิจร้านอาหารมาก่อนเลย แต่สิ่งสำคัญที่คุณอำพลใช้เป็นแกนหลักในการสร้างร้านอาหารตามความฝัน คือต้องการแก้ไขปัญหาที่ตัวเองเคยประสบเมื่อไปใช้บริการร้านอาหารต่างๆ ด้
กะเพรา – โหระพา ผักสวนครัว เหมือนจะเป็นผักที่หาได้ทั่วไป ไม่มีราคาค่างวดอะไร เพราะซื้อที่ตลาดก็ไม่แพง แต่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ กลับพบว่า ใครที่ปลูกขาย มักจะได้เงินกับผักสองชนิดนี้เสมอ เพราะจัดเป็นผักคู่ครัวคนไทยมานานแสนนาน เช่นเดียวกับ คุณวินัย ศรีบัวทิม วัย 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/4 หมู่ 3 ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ที่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก และการทำนา ก็จะมีช่วงว่างเป็นระยะๆ และใช้เวลาว่างปลูกกะเพรา โหระพา ไว้ราว100 ร้อยต้น รอบๆบ้าน สามารถขายเป็นรายได้เสริม เป็นค่ากับข้าว ได้ทุกวัน ตกวันละ 300 บาท เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ แต่หากไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร คุณวินัย เล่าให้ฟังว่า ทั้งกะเพรา และโหระพา เป็นพืชดูแลง่าย ไม่ค่อยเป็นโรค เก็บขายได้ทั้งปี แต่เพื่อให้เจริญงอกงามดี ก็แค่ใส่ปุ๋ยให้ 20 วัน ต่อครั้ง อาจจะใช้สูตร เสมอ หรือสูตร 46-0-0 ก็ได้ ถ้าต้นไหนแก่จัด ก็ตัดทิ้ง และการที่ตัดกิ่งมาเด็ดใบขาย ก็เท่ากับเป็นการตัดแต่งกิ่งไปในตัว อีกไม่นานก็แตกกิ่งใหม่ เมื่อตัดมาแล้ว ล้างน้ำ 1 ครั้ง จากนั้น เด็ดใบ เด็ดช่อ ใส่ฝาชี (หงาย) ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ทำให้ใบผักไม่เน่า ราคารับซื้อ (เด็ดใบแล้ว) อยู่ที



