ต้นเดือนกุมภาพันธ์คงเป็นช่วงท้ายๆ ที่ต้นงิ้วจะบานดอกสีแดง สีเหลือง สีส้มฉูดฉาด บนต้นสูงใหญ่ของมันให้เห็นในป่าเขาท้องทุ่งแทบทุกภูมิภาค
ต้นงิ้วนั้นมีหนามแหลมตามโคนต้นและกิ่งก้าน จนถูกเปรียบเปรยเป็นดั่งทัณฑพฤกษ์ในสิมพลีนรก สำหรับบังคับลงโทษผู้ประพฤติผิดในกาม ให้ปีนป่ายขึ้นไปถูกหนามงิ้วคมกริบยาว 16 องคุลีทิ่มแทงร่างกาย
หากแต่ในความเป็นจริง ไม่เคยมีใครต้องปีนต้นงิ้วเพื่อเก็บดอกเก็บฝัก แม้ในเขตภาคเหนือจะมีวัฒนธรรมกินเกสรดอกงิ้วแห้ง แต่เขาก็เก็บเอาจากดอกสดที่หล่นร่วงโคนต้นเท่านั้น
ใต้ต้นงิ้วในดินแดนล้านนาแทบทุกต้นว่างเปล่า ปราศจากดอกงิ้ว ด้วยว่าผู้คนรีบรุดมาแกะเก็บเอาเกสรดอกไปตากแห้ง ทันทีที่มันร่วงลงมา
ความรู้เรื่องวัฒนธรรมกินดอกงิ้ว เคยหยุดนิ่งอยู่ที่ว่ามีแต่คนเหนือเท่านั้นที่รู้จักกิน จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เห็นพี่ มาณพ แก้วหยก คนมอญบ้านศาลาแดงเหนือ ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ผู้ซึ่งสนใจศึกษาภูมิปัญญารากเหง้าชาวมอญเมืองปทุมธานี และเพียรถ่ายทอดเรื่องราวอันมีคุณค่าเหล่านั้นต่อเนื่องนานหลายสิบปี ได้เผยแพร่ภาพและบรรยายรสชาติแกงชามหนึ่งของชาวบ้านศาลาแดงเหนือ นั่นก็คือ “แกงดอกงิ้ว”
ที่น่าตื่นเต้นมาก คือมันเป็นแกงดอกงิ้ว “สด”
ลำพังดอกงิ้วนั้น ผมรู้ว่ากินได้แน่ เพราะหนังสือตำรับสายเยาวภาของสายปัญญาสมาคม (พ.ศ.2478) มีบอกไว้ในหมวดผักดอกว่า “ดอกงิ้ว กินสุก แกง ต้ม” แถมผมยังเคยเอากลีบดอกและเกสรสดๆ มาแกงแบบหัวปลี ตลอดจนนึ่งผสมในซุบผักแบบลาวภาคเหนือ
แต่การกินดอกงิ้วสดของชาวบ้านศาลาแดงเหนือนั้น “คนมอญบ้านศาลาแดงเหนือจะเก็บเอาที่ต้นริมถนนลาดยางสายเชียงรากน้อย-ปทุมธานี หน้าวัดป่างิ้ว…ชาวบ้านชอบกินแกงดอกงิ้ว จึงเอาเกสรและขั้วดอกงิ้วมาแกง แต่กลีบดอกทิ้งไป โดยมักจะแกงกับปลาสวายในแม่น้ำเจ้าพระยา หรือถ้าหาปลาสดไม่ได้ แกงกับกุ้ง ปลาทู หรือปลาแห้งก็ได้” พี่มาณพเล่าเรื่องกินดอกงิ้วให้ฟังอย่างละเอียด
พี่มาณพยังบอกอีกว่า สมัยก่อน เมื่อคนมอญบ้านศาลาแดงเหนือไปค้าขายโอ่งทางเรือในภาคเหนือ ได้เห็นดอกงิ้วร่วงจากต้นงิ้วริมตลิ่งแม่น้ำ จึงเก็บดอกงิ้วมาแกงแบบดอกสด และเอาดอกงิ้วมาตากแดดให้แห้ง เมื่อค้าขายโอ่งหมดลำเรือ ล่องกลับมาบ้าน ก็เอาดอกงิ้วแห้งมาฝากญาติพี่น้อง โดยก่อนจะแกงดอกงิ้วแห้งนี้ ต้องเอาไปแช่น้ำก่อน
“ทุกวันนี้ คนไทยที่มีบ้านอยู่หน้าวัดป่างิ้วหลายคน ก็เริ่มเก็บดอกงิ้วไปแกง เพราะได้กินแกงดอกงิ้วของคนมอญ แล้วติดใจ” เรื่องนี้บ่งถึงการยอมรับปรับเปลี่ยนนิสัยการกินที่น่าสนใจทีเดียว
ดังนั้น ผมขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปเก็บดอกงิ้วร่วงใหม่ๆ จากต้นใกล้บ้านมาได้ถุงย่อมๆ กลับมาจัดแจงเด็ดกลีบดอกออก ตัดปลายช่อเกสร ขริบริมขั้วดอกส่วนที่เริ่มแห้งทิ้งไปบ้าง ล้างน้ำเร็วๆ ให้หมดฝุ่น หาปลาช่อนนามาหั่นชิ้นไว้สักหนึ่งถ้วย
ส่วนพริกแกงนั้น พี่มาณพบอกให้ “เอาเกลือทะเลใส่ในครก 1 ช้อนชา ใส่พริกแห้งเม็ดใหญ่แช่น้ำ 3-4 เม็ด ตะไคร้หั่น 1-2 ต้น ตำให้แหลก 80% และใส่หอมแดง 3-4 หัว ใส่กะปิอย่างดี 1 ช้อนแกง ตำให้ละเอียดดี” และให้เตรียมน้ำคั้นมะขามเปียกไว้ปรุงรสเปรี้ยว กับน้ำปลาร้า ถ้าแกงยังไม่เค็มพอ ผมแอบนึกเสียดาย ที่ผมไม่มีกะปิกุ้งน้ำจืดแบบที่คนบ้านศาลาแดงเหนือทำเองกันแทบทุกครัวเรือน ไม่อย่างนั้นคงเข้าใกล้รสชาติแกงมอญแบบดั้งเดิมมากกว่านี้แน่ๆ
ตอนแกง ผมละลายพริกแกงในหม้อน้ำ ยกตั้งไฟจนเดือด แล้วผมใส่ดอกงิ้วสดไปก่อน กลัวว่าขั้วดอกจะใช้เวลานานกว่าจะสุกนุ่ม พอเห็นว่ามันเริ่มได้ที่ดีแล้ว จึงใส่ชิ้นปลาช่อน ปรุงรสเปรี้ยวอ่อนๆ ด้วยน้ำคั้นมะขามเปียก โดยผมต้องเติมน้ำปลาร้าและน้ำปลาอีกเล็กน้อยครับ เพื่อให้แกงเค็มพอดีๆ
“แกงดอกงิ้ว” หม้อนี้ไม่ต้องใส่น้ำตาลเลย ตามที่พี่มาณพกำชับไว้ มันมีรสอมหวานจากดอกงิ้วเจืออยู่อย่างน่าประหลาดใจ ขั้วดอกซึ่งเป็นส่วนที่มีเนื้อมากที่สุดนั้น พอสุกแล้วก็นุ่มนวลมากๆ เป็นความรู้ใหม่ในการกินดอกงิ้วตามฤดูกาล ที่น่าประทับใจจริงๆ เลยครับ
วิธีกินดอกงิ้วของคนมอญบ้านศาลาแดงเหนือ ซึ่งแตกต่างจากที่คนภาคเหนือกินนี้ ทำให้เราตระหนักถึง “วัฒนธรรมอาหาร” ว่ามีความเฉพาะเจาะจงไปในแต่ละพื้นที่ และสำหรับกรณีดอกงิ้ว เมื่อเอาความรู้จากหลายภาคส่วนมาสังเคราะห์รวมกัน ย่อมทำให้ทราบว่า คนเรากินดอกงิ้วสดได้ทั้งดอก เพียงแต่ว่าแต่ละแห่งเลือกกินไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง
ที่พิเศษกว่านั้น พี่มาณพบอกว่า การเก็บเกสรดอกงิ้วตากแห้งของคนมอญบ้านศาลาแดงเหนือนั้น เขาจะเก็บ “ขั้วดอก” ติดไปกับช่อเกสรด้วย นี่ก็เป็นความรู้ใหม่หมาดอีกประการหนึ่งที่น่าทดลองทำอย่างยิ่ง
เลยเป็นเหตุให้ผมต้องสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์ ขี่ไปที่งิ้วต้นเดิมอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับพกเอากระสอบผ้าใบใหญ่ติดรถไปด้วยเลยทีเดียวครับ
ผู้เขียน : กฤช เหลือลมัย
ที่มา : มติชนออนไลน์
