แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
วุ้นกาดต้นพยอม จ.เชียงใหม่ ขายดีวันละ 5,000 ถ้วย มีลูกค้าต่อคิวรอซื้อยาวเป็นกิโลฯ เจ้าของร้าน คือ คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น หญิงวัยเกษียณ ที่ยึดอาชีพขายวุ้นมายาวนาน 30 ปี คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น เล่าว่า ยึดอาชีพค้าขายมาตั้งแต่ปี 2530 โดยมีสามี “นายวีรเดช” เป็นผู้ช่วย ครั้งแรกเปิดขายที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่นานนักย้ายมาขายในตลาดนัด อำเภอสารภี กระทั่งปัจจุบันขายหน้า 7-11 ที่กาดต้นพยอม ราคาขาย เริ่มแรกถ้วยละ 50 สตางค์ ขยับมาเป็นถ้วยละ 1 บาท เพิ่มเป็น 1.25 บาท ปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 1.50 บาท หรือ 7 ถ้วย 10 บาท วุ้นร้านนี้ มีให้เลือก 23 รสชาติ เป็นสูตรที่ป้าวุ้นคิดเอง แบ่งเป็นหน้ากะทิ 10 รส ได้แก่ โอวัลติน, สังขยา, กาแฟ, ใบเตย ฯลฯ และรสชาติที่ไม่มีกะทิ เช่น น้ำเขียว น้ำแดง น้ำส้ม ส่วนแบบที่มีเนื้อ เช่น เฉาก๋วย กีวี ลิ้นจี่ สับปะรด แมงลัก ลูกเกด เป็นต้น ทุกรสชาติเจ้าของร้าน กล่าวว่า ทำออกมาใกล้เคียงกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบเกือบทุกรส และเป็นรสที่ทำขายมาตั้งแต่เริ่มต้น เกือบทุกรส บางวันเปลี่ยนภาชนะทำใส่ในเปลือกไข่ แทนใส่ถ้วย เด็กชื่นชอบ เอกลักษณ์วุ้นร้านป้านิภา จะเป็นถ้วยเล็กๆ
นับเป็นร้านบันเบอร์เกอร์ หรือเบอร์เกอร์นึ่งสดสไตล์ญี่ปุ่น ขวัญใจนักศึกษาตัวจริง เพราะบุกตลาดหนุ่มสาวรั้วมหาวิทยาลัยด้วย 8 สาขา แถมผุดไอเดียปลอบใจใครมีผลการเรียนติด F มากินฟรีเมนูเบนโตะ ล่าสุดเป็นรายแรก และรายเดียวที่รับทำบันตามสั่งติดโลโก้ได้ โกยรายได้แต่ละเดือนนับล้านบาท หลังจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คุณธนากร ปมุติโต หรือคุณเบียร์ ได้บินลัดฟ้าไปหาประสบการณ์ชีวิตในร้านอาหารไทยที่ประเทศสหรัฐอเมริกานาน 5 ปี จากนั้นนำความรู้มาช่วยกิจการครอบครัวร้านส้มตำไก่ย่างจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ล่าสุดตัดสินใจเปิดกิจการเป็นของตัวเองด้วยการประยุกต์อาหารต่างชาติที่มีลักษณะคล้ายซาลาเปา ให้กลายเป็นเมนูถูกปากวัยรุ่นไทย อย่าง เบอร์เกอร์นึ่งสด สไตล์ญี่ปุ่น ไอเดียชิคๆ โกยรายได้หลักล้านต่อเดือน คุณธนากร ปมุติโต หรือคุณเบียร์ เท้าความว่า จบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไปหาประสบการณ์ชีวิตในร้านอาหารไทยที่ประเทศสหรัฐอเมริกานาน 5 ปี พอกลับมาก็ช่วยคุณแม่ที่เปิดร้านส้มตำ โดยช่วยวางระบบทำงานในครัวอยู่นาน 1 ปี หลังจากนั้นมาทำธุรกิจของตัวเอง ในช่วงแรกเปิดสนามบอลที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต หลังจากสนามบอลเร
หอยแครงลวกสุก หอยแครงเจ้านี้ไม่ได้มีร้านรวงเป็นที่เป็นทาง แต่เป็นเจ้ารถเข็นซึ่งอาศัยขายอยู่ริมทางเท้ามานานถึง 37 ปี ใครๆ ต่างรู้จักกันดีในชื่อว่าหอยแครงเจ๊ภา ทำเลที่ตั้งหาไม่ยาก อยู่ห่างวงเวียนใหญ่แค่ประมาณ 150 เมตร ตรงปากซอยลาดหญ้า 1 (ซอยสารภี 2) ถ้านำรถมาให้ขึ้นไปจอดบนห้าง Platform วงเวียนใหญ่ (หรือคือเซ็นทรัลและโรบินสัน ลาดหญ้าเดิม) ซึ่งตั้งอยู่ก่อนถึงปากซอย จอดได้ฟรี 3 ชั่วโมง เดินออกจากห้างเลี้ยวซ้ายไม่กี่ก้าว พอถัดจากปากซอยก็ถึงร้านแล้ว สังเกตไม่ยากจากรถเข็นที่มีหอยแครงเป็นกองพะเนินเทินทึกอยากจะกินของอร่อยถ้าได้เพื่อนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ปิ่นโตเถาเล็กมีเพื่อนๆ น้องๆ ซึ่งเป็นนักชิมตัวยงอยู่หลายคน คอยผลัดกันแนะนำร้านเด็ดๆ มาให้อยู่เสมอ คราวนี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่หนึ่งแต่มีถึงสามรายที่ชี้เป้าหอยแครงเจ้าอร่อยร้านเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย แสดงว่าเจ้านี้ต้องมีอะไรดีแน่ อย่ากระนั้นเลย รีบตามไปชิมกันเถอะ เจ๊ภาจะเข็นรถออกมาตั้งริมทางตอนบ่าย 4 โมงของวันอังคารไปจนถึงวันอาทิตย์ โดยหยุดทุกวันจันทร์และทุกวันพระ (ดังนั้นเดือนหนึ่งๆ จะหยุด 8-9 วัน) และจะขายไปถึง 3 ทุ่มโดยประมาณ ก่อนไปจึงอย่าลืมตรวจสอบก
วันนี้ขอแนะนำร้าน เอมโอช Coffer by The Story โดยมี คุณพุทธชาติ ธารีสังข์ เป็นเจ้าของร้าน ตั้งใจขยับขยาย ร้านออกมาด้านหน้า ทำให้เป็นร้านกาแฟ ที่เป็นอีกทางเลือก ของคนที่ชื่นชอบในรสชาติของกาแฟ เมื่อเข้ามาในร้านจะหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟ สายพันธุ์ อาราบิก้า ในส่วนการตกแต่งร้านมีเสน่ห์ ดึงดูดมากกกก โดดเด่นด้วยแต่งสไตล์ Loft ที่เกิดจากการดัดแปลงโกดังหรือโรงงานเก่าให้เป็นที่พักอาศัย เกิดขึ้นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความที่มาจากโกดัง สิ่งปลูกสร้างจึงเป็นแบบเพดานสูง ดูโปร่งโล่ง เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็ก อิฐ ปูนเปลือย คานปูน ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและเรียบง่าย แต่มีความเท่ในตัว รอบตัวร้านเน้นกระจก ให้แสงจากธรรมชาติ สาดเข้ามา ภายในร้านส่วนที่ต้องการแสงสว่างในตัวร้านก็จะใช้ไฟที่ไม่สว่างมาก แต่จะเน้นติดไฟเฉพาะจุด เหมาะแก่การนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ นั่งคุยกัน บริเวณเคาน์เตอร์บาร์ มีมุมดอกไม้น่ารักน่ารัก โชว์เครื่องชงกาแฟ ชั้นวางเค้กหน้าต่างๆ ที่ เห็นแล้วต้องกลืนน้ำลาย มีตู้ไอศครีมชนิดต่่างๆ สร้างสีสันให้กับร้าน ส่วนเมนูเครื่องดื่ม มีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นEspresso Americano Cappuccino latt
มีภารกิจสำคัญที่สุพรรณบุรีครับ งานก่อนเที่ยงก็ต้องออกเดินทางแต่เช้า ทะลุถนนงามวงศ์วาน ไปรัตนาธิเบศร์ แล้วเข้าบางบัวทอง-สุพรรณบุรี วางแผนเดินทางไว้อย่างนั้น เมื่อออกเช้าก็ต้องมีเป้าหมายที่ร้านอาหารเช้า เส้นทางสายที่ว่าถูกความคุ้นเคยกระตุ้นความทรงจำให้นึกถึง 2 ร้าน คือ “อ้าเลือดหมู” ช่วงงามวงศ์วาน หรือรัตนาธิเบศร์ไม่รู้แต่อยู่เยื้องๆ โรงแรมริชมอนด์ อีกร้านชื่อ “ยายตุ่มแกงป่า” ร้านนี้ไปเส้นบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอ เพราะมีป้ายใหญ่บะเร่อเท่อเรียงรายบอกอยู่ทุกระยะ ขับรถมาเรื่อยๆ ที่สุดก็เลย ร้าน “อ้าเลือดหมู” ถนนที่ทำใหม่มีสะพานข้ามแยก สะพานกลับรถมากมาย ทำให้ช่วงนั้นยากที่จะสังเกต เช้าๆ รถน้อยขับทะลุไปเรื่อยๆ ก็เลย ด้วยเหตุฉะนี้ เลยเป็น “ยายตุ่ม” ซิครับ มาหลายครั้งแล้ว น่าจะเคยเขียนถึงไปแล้ว แต่ยังไงก็ต้องแวะ อาจจะเป็น “รสนิยมส่วนตัว” ที่รู้สึกว่าน้ำพริกแกงป่าสูตรยายแกนี่ถูกใจไปเสียทุกที ตามป้ายไปเรื่อยๆ กระทั่งเลี้ยวเข้าปั๊มร้าง ปั๊มน้ำมันเก่าที่ปิดกิจการไปแล้ว “ร้านยายตุ่ม” อยู่ในนั้น แม้บรรยากาศของปั๊มร้างจะดูเงียบหงอย ไม่คึกคักเหมือนที่เคยชินกับปั๊มอื่นๆ แต่ที่ทำให้ร้านยา
สวัสดีค่ะทุกคน เมนูครั้งนี้ วินขออนุญาตออกตัวถึงความเห่อของใหม่ ถึงการเพิ่งซื้อเครื่องทำวอฟเฟิลมานั่นเองค่ะ หลายๆ คนอาจจะมีติดบ้านไว้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เมื่อก่อนคิดว่าวอฟเฟิลก็เหมือนแพนเค้กนั่นแหละ ไม่มีเครื่องทำวอฟเฟิลก็ทำแพนเค้กทานเอาก็เหมือนกัน แต่ช่วงนี้ไปเจอสูตร Vegan วอฟเฟิลมาหลายสูตรน่าลองเลยไปยืมของคนอื่นมาทำ ปรากฏว่าติดใจความนุ่ม และความคริสปี้ (Crispy) ของวอฟเฟิล จนต้องไปถอยมาติดบ้านไว้ แล้วก็ต้องแบ่งปันสูตรง่ายแสนง่าย มาแบ่งให้เพื่อนๆ เลือกทำกันค่ะ สูตรแรก เป็นข้าวโอ้ต กับ ควินัว (Oat & Quinoa waffle with chocolate chips) ส่วนผสมมีตามนี้ค่ะ ข้าวโอ๊ต 60 กรัม ควินัว 60 กรัม นมถั่วเหลือง หรือ นมอัลมอนด์ 120 กรัม เมเปิ้ลไซรัป 30 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา ช็อกโกแลตชิพ ½ ถ้วย ผลไม้ที่ชอบ เลือกใส่ได้ตามชอบ ส่วนผสม วิปปิ้งครีม กะทิ 40 กรัม เมเปิ้ลไซรัป 40 กรัม กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา วิธีการทำ เปิดเครื่องทำวอฟเฟิลให้อุ่นรอพร้อมไว้ ปั่นข้าวโอ๊ตกับควินัวให้ละเอียด
“Summer Street” (ซัมเมอร์สตรีต) ร้านอาหารซีฟู้ดสุดแนว ที่มีจุดขายไม่ใช่แค่เมนูซีฟู้ดสดรสเด็ดเท่านั้น แต่ยังใส่บรรยากาศที่ร้อยรับไปกับไลฟ์สไตล์คนเมือง 3 นักออกแบบ ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ คุณก้าบ คุณวี และ คุณออย ร่วมกันก่อตั้ง Summer Street ขึ้น โดยเบื้องต้นไม่คิดว่าจะกลายเป็นร้านดังไกลเกินย่านซอยอารีย์ และไม่คิดว่าจะมีจำนวนลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อลิ้มรส เพราะจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจนี้ก็เพื่อเติมบรรยากาศสร้างร้านเล็กๆ ริมถนน ให้คนเมืองได้มีสถานที่ดื่มกิน ซีฟู้ดริมถนน ของคนมีดีไซน์ คุณวี เปิดฉากเล่าเรื่องราวกับการเริ่มต้นสู่ร้าน Summer Street ว่าแต่เดิมนั้น พื้นที่แห่งนี้คือร้านขายส้มตำ ซึ่งตนเองและเพื่อนทั้งสองคือลูกค้าขาประจำ เมื่อทราบว่ากิจการส้มตำกำลังจะยุติลง ด้วยความสนใจในเส้นทางค้าขายอาหาร กอปรกับชื่นชอบบรรยากาศย่านนี้ จึงเป็นเหตุให้เช่าทำเลต่อ “ผมและคุณออยร่วมกันเปิดบริษัทรับงานด้านออกแบบอยู่ใกล้ๆ นี้เอง พอเวลาต้องการพักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะลงมานั่งดื่มนั่งทานที่ร้านส้มตำ แห่งนี้ประจำ ซึ่งพอเจ้าของร้านเปรยๆ ว่าจะหยุดกิจการ แต่ในขณะเราชอบบรรยากาศของร้าน ตอนนั้นจึงคุยกันว่าจะเช่
มะม่วงหิมพานต์ นับเป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีชื่อเสียง และยังเป็นของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ตแต่ที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 50 ปี ต้องยกให้ยี่ห้อ “เมธี” ซึ่งมีกำลังการผลิตเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกือบ 3 หมื่นกิโลกรัม ต่อปี ยอดขายต่อปีมากกว่า 30 ล้านบาท ร้อยละ 95 เปอร์เซ็นต์จำหน่ายในประเทศ และร้อยละ 5 เปอร์เซ็นต์จำหน่ายต่างประเทศ เจาะกลุ่มตลาดบน และนักท่องเที่ยว บริหารงานโดยสองสามีภรรยา คุณเมธี- คุณบุญมา จตุเมธเมธี ผู้ก่อตั้งบริษัท เมธีภูเก็ต จำกัด คุณเมธี และคุณบุญมา เดิมทั้งคู่เป็นช่างทอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์นาน 14 ปี ราว พ.ศ. 2515 ตัดสินใจลาออกมาประกอบอาชีพขายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เพราะเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ดำเนินธุรกิจลักษณะซื้อมา-ขายไป โดยรับจากเกษตรกรในท้องถิ่น เงินลงทุนก้อนแรก 30,000 บาท ซึ่งกิจการเติบโตดีขึ้นเรื่อยๆ พ.ศ. 2532 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ดังนั้น ทางโรงงานเปิดโชว์รูมและเริ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ต่อมา พ.ศ. 2544 เริ่มจัดตั้งดำเนินงานในรูปแบบบริษัท สำหรับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของบริษัท เมธีภูเก็ต ปราศจากคอเลสเตอรอล และไขมันทรานส์ (กรดไขม
เสิร์ชเอ็นจิ้น Google ขึ้นหมุดหมายวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เป็นวัน “กำเนิดผัดไทย” โดยอ้างว่าอดีตนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้คิดสูตรสำรับนี้ขึ้น และยังสนับสนุนให้คนไทยกินผัดไทยในวันนี้เมื่อ พ.ศ. 2485 หรือกว่าเจ็ดสิบปีก่อน ดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยอมรับเอาการนิยามความหมายนี้มาใช้ต่อๆ กันตราบจนปัจจุบัน ในวันที่ผัดไทยกลายเป็นอาหาร “ไทย” ระดับแนวหน้า เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกประเทศ แต่หากเราแค่หยุดคิดหยุดพิจารณาดูสักนิด ก็จะพบว่าผัดไทยนั้นมีหน้าตาเหมือน “ชาก๋วยเตี๋ยว” (炒粿條) คือก๋วยเตี๋ยวผัดแบบจีนที่นิยมกินกันตั้งแต่ซัวเถายันเกาะปีนัง ด้วยส่วนผสมและรสชาติละม้ายผัดไทยมากๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับสูตรหมี่ผัดในเมืองไทยสมัยเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน ที่ปรุงรสเปรี้ยว เค็ม หวาน เป็นสามรส และใส่ถั่วงอก ใบกุยช่าย เหมือนเป๊ะกับผัดไทยที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดีทุกวันนี้ แถมเมื่อลองสืบค้นกันไปละเอียดๆ เข้า ก็จะไม่พบเอกสารต้นตอคำกล่าวของจอมพล ป. ปรากฏอยู่ที่ไหนเลยนะครับ จนชวนให้สงสัยว่า ท่านจอมพลจะมีเอี่ยวเรื่องนี้จริงๆ ละหรือ? ผัดไทยจึงเป็นสำรับไทยอันมีชื่อเสียงที่มีความเป็นมาค่อนข้า
จากแม่บ้านชอบกินสเต๊ก ปิ๊งไอเดียคิดสูตรเองเปิดร้านขาย ลงทุนเกือบแสน วันแรกขายได้ 1,200 บาท อาศัยหัดสังเกตพฤติกรรมลูกค้าจากเศษอาหารที่เหลือในจาน จำได้หมดว่าลูกค้าคนไหนชอบทานอะไร หรือ ไม่ชอบทานอะไร เรียกว่าพัฒนาธุรกิจไม่หยุด กิจการดี ทะยานขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายขยับเป็นวันละ 7,000 บาท ใช้เวลา 7 ปี ขายแฟรนไชส์ได้ 120 สาขา คุณชัญญปัญ ศรีโสภา หรือคุณอุ๊ เล่าว่า เป็นแม่บ้านที่ชอบทานสเต๊ก บ่อยครั้งมักจะโชว์ฝีมือทำเมนูนี้ทานกันบ่อยๆ ในครอบครัว แต่กว่าสูตรจะคงที่ใช้เวลาพัฒนาเกือบปี หลังจากทุกคนประจักษ์แล้วว่ารสชาติสเต๊กคุณอุ๊นั้น “อร่อย” หญิงสาว เผยว่า เกิดความคิดอยากลองเปิดร้านขาย ในปี 2554 เปิดร้านตั้งชื่อว่า “โชกุนสเต๊ก” โดยลงทุนเกือบ 1 แสนบาท ร้านแรกตั้งอยู่ใกล้บิ๊กซีคลองสาม เครื่องมืออุปกรณ์ครบครัน “อุ๊ลงทุนเกือบแสน เปิดร้านวันแรก ขายได้เพียง 1,200 บาท อาศัยไม่ย่อท้อ พัฒนาทักษะและฝีมือเรื่อยมา วันที่สองขายได้เพียง 700 บาท เลยมานั่งวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ด้วยการเก็บจานอาหารของลูกค้าที่ทานเสร็จ หยิบดูทีละจานว่ามีอะไรเหลือบ้าง หากจานไหนผักเหลือเยอะ แสดงว่าให้ผักมากเกินไป หรือบางจานมีมันเหล
