How to
หอยแครงลวกสุก หอยแครงเจ้านี้ไม่ได้มีร้านรวงเป็นที่เป็นทาง แต่เป็นเจ้ารถเข็นซึ่งอาศัยขายอยู่ริมทางเท้ามานานถึง 37 ปี ใครๆ ต่างรู้จักกันดีในชื่อว่าหอยแครงเจ๊ภา ทำเลที่ตั้งหาไม่ยาก อยู่ห่างวงเวียนใหญ่แค่ประมาณ 150 เมตร ตรงปากซอยลาดหญ้า 1 (ซอยสารภี 2) ถ้านำรถมาให้ขึ้นไปจอดบนห้าง Platform วงเวียนใหญ่ (หรือคือเซ็นทรัลและโรบินสัน ลาดหญ้าเดิม) ซึ่งตั้งอยู่ก่อนถึงปากซอย จอดได้ฟรี 3 ชั่วโมง เดินออกจากห้างเลี้ยวซ้ายไม่กี่ก้าว พอถัดจากปากซอยก็ถึงร้านแล้ว สังเกตไม่ยากจากรถเข็นที่มีหอยแครงเป็นกองพะเนินเทินทึกอยากจะกินของอร่อยถ้าได้เพื่อนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ปิ่นโตเถาเล็กมีเพื่อนๆ น้องๆ ซึ่งเป็นนักชิมตัวยงอยู่หลายคน คอยผลัดกันแนะนำร้านเด็ดๆ มาให้อยู่เสมอ คราวนี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่หนึ่งแต่มีถึงสามรายที่ชี้เป้าหอยแครงเจ้าอร่อยร้านเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย แสดงว่าเจ้านี้ต้องมีอะไรดีแน่ อย่ากระนั้นเลย รีบตามไปชิมกันเถอะ เจ๊ภาจะเข็นรถออกมาตั้งริมทางตอนบ่าย 4 โมงของวันอังคารไปจนถึงวันอาทิตย์ โดยหยุดทุกวันจันทร์และทุกวันพระ (ดังนั้นเดือนหนึ่งๆ จะหยุด 8-9 วัน) และจะขายไปถึง 3 ทุ่มโดยประมาณ ก่อนไปจึงอย่าลืมตรวจสอบก
วันนี้ขอแนะนำร้าน เอมโอช Coffer by The Story โดยมี คุณพุทธชาติ ธารีสังข์ เป็นเจ้าของร้าน ตั้งใจขยับขยาย ร้านออกมาด้านหน้า ทำให้เป็นร้านกาแฟ ที่เป็นอีกทางเลือก ของคนที่ชื่นชอบในรสชาติของกาแฟ เมื่อเข้ามาในร้านจะหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟ สายพันธุ์ อาราบิก้า ในส่วนการตกแต่งร้านมีเสน่ห์ ดึงดูดมากกกก โดดเด่นด้วยแต่งสไตล์ Loft ที่เกิดจากการดัดแปลงโกดังหรือโรงงานเก่าให้เป็นที่พักอาศัย เกิดขึ้นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความที่มาจากโกดัง สิ่งปลูกสร้างจึงเป็นแบบเพดานสูง ดูโปร่งโล่ง เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็ก อิฐ ปูนเปลือย คานปูน ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและเรียบง่าย แต่มีความเท่ในตัว รอบตัวร้านเน้นกระจก ให้แสงจากธรรมชาติ สาดเข้ามา ภายในร้านส่วนที่ต้องการแสงสว่างในตัวร้านก็จะใช้ไฟที่ไม่สว่างมาก แต่จะเน้นติดไฟเฉพาะจุด เหมาะแก่การนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ นั่งคุยกัน บริเวณเคาน์เตอร์บาร์ มีมุมดอกไม้น่ารักน่ารัก โชว์เครื่องชงกาแฟ ชั้นวางเค้กหน้าต่างๆ ที่ เห็นแล้วต้องกลืนน้ำลาย มีตู้ไอศครีมชนิดต่่างๆ สร้างสีสันให้กับร้าน ส่วนเมนูเครื่องดื่ม มีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นEspresso Americano Cappuccino latt
วันนี้มาสัมภาษณ์ คุณลันนภัสถ์ ปนันณีรัตน์ หรือ คุณแอน เจ้าของแผงส้มโอรายใหญ่ในตลาดไท ขายมานานกว่า 9 ปี คุณแอน เล่าว่า ก่อนที่จะมาขายส้มโอ เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน ทำได้สักประมาณ 4-5 ปี แล้วเปลี่ยนมาขายส้มโอ เพราะที่บ้านมีกิจการค้าขายและทำสวน ที่เลือกมาขายส้มโอก็เพราะว่าเป็นอาชีพที่อิสระ และส้มโอเป็นผลไม้ทน ปลูกง่าย ถึงแม้จะให้กำไรไม่มากนักแต่ก็มีขายเรื่อยๆ ยิ่งเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จะให้ผลดก คุณลันนภัสถ์ ปนันณีรัตน์ หรือ คุณแอน ตอนนี้มีขายหลักๆ เป็น พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ขาวแตงกวา ทองดี และพันธุ์พื้นเมืองที่มีตลอดทั้งปีคือ ทองดีท่าข่อย เป็นของดีจังหวัดพิจิตร ทองดีท่าข่อยเป็นพันธุ์ที่หาง่าย ต้นทุนไม่สูง มีผลผลิตตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่ที่ร้านจะขายของจังหวัดพิจิตรเป็นหลัก วิธีการเลือกส้มโอให้อร่อยนั้น คุณแอนบอกว่า ที่ร้านขายเป็นของจังหวัดพิจิตรที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอยู่แล้ว แต่สำหรับลูกค้ามาเลือก ส่วนใหญ่ถ้าซื้อเป็นลูกก็จะสังเกตที่ผิว ไม่เป็นแผล ลูกสวย แต่ถ้าเป็นแม่ค้าซื้อไปปอกขายก็จะเลือกที่น้ำหนักถ่วงมือ เปลือกบาง แต่ถ้ามีลูกที่ขายไม่ได้ที่ร้านก็จะนำออกมาปอกขายเองหน้าร้าน ก็จะขายราคาถูก อย่างแพ
มีภารกิจสำคัญที่สุพรรณบุรีครับ งานก่อนเที่ยงก็ต้องออกเดินทางแต่เช้า ทะลุถนนงามวงศ์วาน ไปรัตนาธิเบศร์ แล้วเข้าบางบัวทอง-สุพรรณบุรี วางแผนเดินทางไว้อย่างนั้น เมื่อออกเช้าก็ต้องมีเป้าหมายที่ร้านอาหารเช้า เส้นทางสายที่ว่าถูกความคุ้นเคยกระตุ้นความทรงจำให้นึกถึง 2 ร้าน คือ “อ้าเลือดหมู” ช่วงงามวงศ์วาน หรือรัตนาธิเบศร์ไม่รู้แต่อยู่เยื้องๆ โรงแรมริชมอนด์ อีกร้านชื่อ “ยายตุ่มแกงป่า” ร้านนี้ไปเส้นบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอ เพราะมีป้ายใหญ่บะเร่อเท่อเรียงรายบอกอยู่ทุกระยะ ขับรถมาเรื่อยๆ ที่สุดก็เลย ร้าน “อ้าเลือดหมู” ถนนที่ทำใหม่มีสะพานข้ามแยก สะพานกลับรถมากมาย ทำให้ช่วงนั้นยากที่จะสังเกต เช้าๆ รถน้อยขับทะลุไปเรื่อยๆ ก็เลย ด้วยเหตุฉะนี้ เลยเป็น “ยายตุ่ม” ซิครับ มาหลายครั้งแล้ว น่าจะเคยเขียนถึงไปแล้ว แต่ยังไงก็ต้องแวะ อาจจะเป็น “รสนิยมส่วนตัว” ที่รู้สึกว่าน้ำพริกแกงป่าสูตรยายแกนี่ถูกใจไปเสียทุกที ตามป้ายไปเรื่อยๆ กระทั่งเลี้ยวเข้าปั๊มร้าง ปั๊มน้ำมันเก่าที่ปิดกิจการไปแล้ว “ร้านยายตุ่ม” อยู่ในนั้น แม้บรรยากาศของปั๊มร้างจะดูเงียบหงอย ไม่คึกคักเหมือนที่เคยชินกับปั๊มอื่นๆ แต่ที่ทำให้ร้านยา
หลังหย่าขาดจากสามีเพราะฝ่ายชายปันใจไปมีครอบครัวใหม่ แถมยังต้องชดใช้หนี้สินทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในอดีต แต่สุดท้ายด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ต้องสู้เพื่อลูก 3 คนเเละครอบครัว ขอเดินหน้าสานต่อธุรกิจขนมเค้ก ปั้นแบรนด์ใหม่ “หอมมนต์” บริหารกิจการสไตล์แม่เลี้ยงเดี่ยว ลุยขายแฟรนไชส์ลงทุนน้อย อาศัยไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่เปลี่ยนไป ชอบทานเบเกอรี่ ส่งผลดีต่อธุรกิจ รายได้ทะยาน 200 ล้าน คุณประภาภรณ์ ไชยมาตร หรือคุณผึ้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอมมนต์เบเกอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่แบรนด์ “หอมมนต์” เท้าความว่า ในอดีตเคยเป็นแม่ค้าขายส่งเสื้อผ้าแฟชั่น จบการศึกษาเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เคยโดนโกงหมดตัว ชีวิตลำบากในช่วงมีลูกคนแรก อาศัยชอบกินขนมเค้ก หาสูตรทางอินเตอร์เน็ต และลงทุนทำเค้กขาย ใช้ชื่อยี่ห้อว่า Sweet’n Soft ตระเวนขายตามตลาดนัด ในราคา 3 ชิ้น 100 บาท กระแสการตอบรับดีเกินคาด ส่งยี่ปั๊วทั่วประเทศ กิจการดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2560 ครอบครัวนี้เกิดปัญหา ฝ่ายสามีไปมีครอบครัวกับผู้หญิงคนใหม่ นอกจากยังมีหนี้สินทางธุรกิจที่ต้องชดใช้อีกหลายล้านบาท “ครอบครัวระหองระแหงมาตั้งแต่ปี 2556 กระท
นับเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมขนาดใหญ่ของประเทศ สำหรับพื้นที่อำเภอ “หนองเสือ” จังหวัดปทุมธานี ซึ่งกล้วยหอมจากแหล่งที่ปลูกบริเวณนี้ มีทั้งส่งขายห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และเสิร์ฟบนสายการบิน คุณสมชาย วาเพ็ชร อดีตข้าราชการ กรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดกาญจบุรี วัย 46 ปี ปัจจุบันลาออกจากงานประจำ มาสวมบทบาทเจ้าของสวนกล้วยหอม 90 ไร่ และมอบหมายให้น้องชายคุณอิงครัต วาเพ็ชร เด็กหนุ่มไฟแรงวัย 22 ปี ดูแลเรื่องการขายหน่อกล้วย สองพี่น้องขยันขันแข็ง ขายทั้งกล้วย ขายทั้งหน่อกล้วย รายได้ยังไม่หักรายจ่ายทั้งปีราว 5 ล้านบาท คุณสมชาย เผยว่า เรียนจบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีการเกษตร จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนหน้านี้ทำงานที่กรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดกาญจบุรี นาน 10 ปี หลังจากนั้นลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว คือ โรงเหล้ากลั่นสุราชุมชน ที่จังหวัดเชียงราย ผลิตเหล้าขาวซึ่งทำจากข้าวเหนียวหมัก ราวปี 2555 เริ่มสนใจอยากปลูกกล้วยหอม เลยยกกิจการทั้งหมดให้น้องสาวดูแล คุณสมชาย บอกต่อว่า บ้านที่อาศัยอยู่แถวปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมขนาดใหญ่ มองเห็นศักยภาพผลไม้ชนิดนี้ว่าราคาดีไม่มีตก ตามร
สวัสดีค่ะทุกคน เมนูครั้งนี้ วินขออนุญาตออกตัวถึงความเห่อของใหม่ ถึงการเพิ่งซื้อเครื่องทำวอฟเฟิลมานั่นเองค่ะ หลายๆ คนอาจจะมีติดบ้านไว้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เมื่อก่อนคิดว่าวอฟเฟิลก็เหมือนแพนเค้กนั่นแหละ ไม่มีเครื่องทำวอฟเฟิลก็ทำแพนเค้กทานเอาก็เหมือนกัน แต่ช่วงนี้ไปเจอสูตร Vegan วอฟเฟิลมาหลายสูตรน่าลองเลยไปยืมของคนอื่นมาทำ ปรากฏว่าติดใจความนุ่ม และความคริสปี้ (Crispy) ของวอฟเฟิล จนต้องไปถอยมาติดบ้านไว้ แล้วก็ต้องแบ่งปันสูตรง่ายแสนง่าย มาแบ่งให้เพื่อนๆ เลือกทำกันค่ะ สูตรแรก เป็นข้าวโอ้ต กับ ควินัว (Oat & Quinoa waffle with chocolate chips) ส่วนผสมมีตามนี้ค่ะ ข้าวโอ๊ต 60 กรัม ควินัว 60 กรัม นมถั่วเหลือง หรือ นมอัลมอนด์ 120 กรัม เมเปิ้ลไซรัป 30 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา ช็อกโกแลตชิพ ½ ถ้วย ผลไม้ที่ชอบ เลือกใส่ได้ตามชอบ ส่วนผสม วิปปิ้งครีม กะทิ 40 กรัม เมเปิ้ลไซรัป 40 กรัม กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา วิธีการทำ เปิดเครื่องทำวอฟเฟิลให้อุ่นรอพร้อมไว้ ปั่นข้าวโอ๊ตกับควินัวให้ละเอียด
“Summer Street” (ซัมเมอร์สตรีต) ร้านอาหารซีฟู้ดสุดแนว ที่มีจุดขายไม่ใช่แค่เมนูซีฟู้ดสดรสเด็ดเท่านั้น แต่ยังใส่บรรยากาศที่ร้อยรับไปกับไลฟ์สไตล์คนเมือง 3 นักออกแบบ ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ คุณก้าบ คุณวี และ คุณออย ร่วมกันก่อตั้ง Summer Street ขึ้น โดยเบื้องต้นไม่คิดว่าจะกลายเป็นร้านดังไกลเกินย่านซอยอารีย์ และไม่คิดว่าจะมีจำนวนลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อลิ้มรส เพราะจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจนี้ก็เพื่อเติมบรรยากาศสร้างร้านเล็กๆ ริมถนน ให้คนเมืองได้มีสถานที่ดื่มกิน ซีฟู้ดริมถนน ของคนมีดีไซน์ คุณวี เปิดฉากเล่าเรื่องราวกับการเริ่มต้นสู่ร้าน Summer Street ว่าแต่เดิมนั้น พื้นที่แห่งนี้คือร้านขายส้มตำ ซึ่งตนเองและเพื่อนทั้งสองคือลูกค้าขาประจำ เมื่อทราบว่ากิจการส้มตำกำลังจะยุติลง ด้วยความสนใจในเส้นทางค้าขายอาหาร กอปรกับชื่นชอบบรรยากาศย่านนี้ จึงเป็นเหตุให้เช่าทำเลต่อ “ผมและคุณออยร่วมกันเปิดบริษัทรับงานด้านออกแบบอยู่ใกล้ๆ นี้เอง พอเวลาต้องการพักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะลงมานั่งดื่มนั่งทานที่ร้านส้มตำ แห่งนี้ประจำ ซึ่งพอเจ้าของร้านเปรยๆ ว่าจะหยุดกิจการ แต่ในขณะเราชอบบรรยากาศของร้าน ตอนนั้นจึงคุยกันว่าจะเช่
มะม่วงหิมพานต์ นับเป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีชื่อเสียง และยังเป็นของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ตแต่ที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 50 ปี ต้องยกให้ยี่ห้อ “เมธี” ซึ่งมีกำลังการผลิตเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกือบ 3 หมื่นกิโลกรัม ต่อปี ยอดขายต่อปีมากกว่า 30 ล้านบาท ร้อยละ 95 เปอร์เซ็นต์จำหน่ายในประเทศ และร้อยละ 5 เปอร์เซ็นต์จำหน่ายต่างประเทศ เจาะกลุ่มตลาดบน และนักท่องเที่ยว บริหารงานโดยสองสามีภรรยา คุณเมธี- คุณบุญมา จตุเมธเมธี ผู้ก่อตั้งบริษัท เมธีภูเก็ต จำกัด คุณเมธี และคุณบุญมา เดิมทั้งคู่เป็นช่างทอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์นาน 14 ปี ราว พ.ศ. 2515 ตัดสินใจลาออกมาประกอบอาชีพขายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เพราะเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ดำเนินธุรกิจลักษณะซื้อมา-ขายไป โดยรับจากเกษตรกรในท้องถิ่น เงินลงทุนก้อนแรก 30,000 บาท ซึ่งกิจการเติบโตดีขึ้นเรื่อยๆ พ.ศ. 2532 รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ดังนั้น ทางโรงงานเปิดโชว์รูมและเริ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ต่อมา พ.ศ. 2544 เริ่มจัดตั้งดำเนินงานในรูปแบบบริษัท สำหรับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของบริษัท เมธีภูเก็ต ปราศจากคอเลสเตอรอล และไขมันทรานส์ (กรดไขม
Yimsoo Cafe (ยิ้มสู้คาเฟ่) ร้านน่านั่งบรรยากาศสุดชิลล์ ตั้งอยู่ที่ซอยอรุณอมรินทร์39 จังหวัด กทม.เปิดให้บริการ 7.00 – 18.00 น. เสิร์ฟออร์แกนิคและอาหารอร่อย มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ไว้อวดลงโซเชียล พร้อมปลั๊กไฟและรหัสไวไฟให้ใช้งานไม่อั้น ก่อตั้งขึ้นโดยมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ สถานที่ดีๆ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิ สากลเพื่อคนพิการ และผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ “ยิ้มสู้คาเฟ่” เท้าความว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2538 – 2541 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ หลายธุรกิจล้มละลาย มีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก จึงได้เขียนหนังสือ ”สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส” ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักธรรมคำสอนของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์(ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) และ ซิสเตอร์โรสมัวร์(แม่อธิการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) หลักธรรมคำสอนของทั้ง 2 ท่าน ช่วยให้มีกำลังใจต่อสู้ชีวิตจนประสบผลสำเร็จ รวมถึงได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่ศาสตราจารย์วิริยะได้รับโอกาสทางสังคม ยังมีผู้พิการอีกจำนวนมากที่ประสบความทุกข์ยากลำบาก และปราศจากก
