How to
อดีตสาวโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ผันตัวขายซาลาเปาจิ๋ว ลองผิดลองถูกปรับสูตรด้วยตัวเอง ใส่เทคนิคสร้างความต่างลงไปด้วยการฉายแสงสปอตไลท์ก่อนนึ่ง จนกระทั่งกลายเป็นซาลาเปารสชาติถูกปาก ราคาเป็นมิตร เพราะขายถูกลูกละ 1 บาท ขึ้นแท่นของดีจังหวัดนครราชสีมา คุณวงเดือน ซิลเวอร์ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า อดีตเคยเป็นพนักงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ กระทั่งพี่ชายชวนไปขายซาลาเปา ย่านรังสิต กรุงเทพฯ โดยรับผิดชอบฝ่ายขนส่ง ผ่านไปปีกว่า มีความคิดอยากจะสร้างธุรกิจของตนเอง พี่ชายเลยมอบสูตรการทำซาลาเปาติดตัวมา แม้มีสูตร และคลุกคลีอยู่กับซาลาเปานานนับปี แต่เนื่องจากคุณวงเดือน ไม่เคยสัมผัสกรรมวิธีการผลิต ฉะนั้นเธอเลยอาศัยการลองผิดลองถูก ราว 2 เดือน กว่าจะเป็นซาลาเปาจิ๋ว ลูกเล็ก น่ารับประทาน สำหรับอุปกรณ์ที่สำคัญ เจ้าของร้าน บอกว่า มีลังนึ่ง มีเครื่องตีแป้ง และอุปกรณ์ทำครัวทั่วไป ด้านกระบวนการผลิต ขั้นแรก นำวัตถุดิบในส่วนของเนื้อแป้ง มีนำแป้งสาลี น้ำตาลทราย เนย ผงฟู มาตีให้เนียน แบ่งแป้งออกเป็นก้อนเล็ก โดยแป้งประมาณ 1.5 กิโลกรัม แบ่งได้ราว 700 ชิ้น ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม แล้วกดทับแป้งให้แผ่ออก บรรจุไส้ ซึ
น้ำสลัดข้น ปริมาณ 1 โถปั่น ส่วนประกอบ ไข่ไก่ทั้งฟอง (เบอร์ 1) 2 ฟอง น้ำมะนาวสด 4 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวาน ½ ถ้วยตวง พริกไทยป่น 1½ ช้อนชา เกลือป่น 1½ ช้อนชา น้ำมันรำข้าว 2 ถ้วยตวง น้ำสลัดโหระพา – แก้หวัด ช่วยย่อย ใบโหระพาทอด 50 กรัม (1 กำ) น้ำสลัดขมิ้นชัน – ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ขมิ้นชันสด (ปอกเปลือก) 5 กรัม น้ำสลัดกระเจี๊ยบ – บำรุงเลือด กระเจี๊ยบเคี่ยวจนนิ่ม 30 กรัม น้ำสลัดอัญชัน – บำรุงสายตา ดอกอัญชันสด ประมาณ 30 กรัม วิธีทำน้ำสลัดข้น ตอกไข่ไก่ใส่ชาม แล้วเทไข่ไก่ น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว พริกไทย เกลือ และส่วนประกอบ สมุนไพรที่ต้องการ(ตามปริมาณที่กำหนดตามสูตรข้างต้น) ลงในเครื่องปั่น ปั่นส่วนผสมให้ขึ้นฟู แล้วค่อยๆ เทน้ำตาลลงไป ปั่นให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่นมข้นหวานลงไป ปั่นให้ส่วนผสมเข้ากัน ค่อยๆ เทน้ำมันลงไปช้าๆ ปั่นให้ส่วนผสมเข้ากันจนเป็นเนื้อครีมข้น
เจ้าของร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น HOTTO BUN ผุดไอเดียปลอบใจนักศึกษาที่มีผลการเรียนติด F ด้วยการให้กินฟรี! เมนู “เบนโตะ” ตั้งใจไม่อยากให้เศร้า เพราะชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป ภายหลังที่ออกเคมเปญนี้มา 1 เดือน มีนักศึกษาเข้ามาใช้บริการแต่ละวัน 10 รายต่อสาขาเท่านั้น คุณธนากร ปมุติโต หรือคุณเบียร์ เจ้าของร้านอัธยาศัยดีวัย 37 ปี เปิดร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น 2 ปีขยายได้ 8 สาขา คือ สาขาธรรมศาสตร์ รังสิต สาขาท่ามหาราช สาขาเชียงใหม่ /กาแฟโสด สาขาม.กรุงเทพ สาขามหิดล ศาลายา สาขา ม.ขอนแก่น สาขา ABAC บางนา สาขา ม.เกษตร บางเขน โทร (086) 327 – 0271 คุณเบียร์ เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันเปิดร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น เมนูเด่น คือ เบอร์เกอร์บัน ขนมปังใช้วิธีการนึ่งแทนการอบ ให้ความรู้สึกเหมือนแป้งซาลาเปานุ่มๆ คล้ายๆ หมั่นโถ มีหลากหลายไส้ ไส้ยอดฮิต คือ หมูอบรสเข้มรสชาติจัดจ้าน ไม่ต้องขอซอสเพิ่มเลยทีเดียว ปัจจุบัน เบอร์เกอร์บัน มีเสิร์ฟที่ร้านนี้ร้านเดียวเท่านั้น และด้วย 8 สาขาที่เจาะตลาดนักศึกษา ทำให้เจ้าของร้าน เข้าอกเข้าใจ ลูกค้ากลุ่มนี้ดี เขาจึงออกเคมเปญ ติด F ให้กินฟรี! ขึ้นมา “ร้าน HOTTO
เคยนั่งคุยกับผู้บริหารหลายคนที่รับผิดชอบและดูแลเกี่ยวกับเรื่องการรับสมัครพนักงาน พวกเขาเล่าให้ผมฟังในทำนองคล้ายกันว่าตอนนี้ผู้บริหารรุ่นเบบี้บูมเมอร์กำลังลงจากตำแหน่ง และผู้บริหารในรุ่นเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กำลังจะขึ้นมา ขณะเดียวกัน ในบางองค์กรตอนนี้ผู้บริหารรุ่นเบบี้บูมเมอร์เหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สำหรับองค์กรภาครัฐ ผู้บริหารเบบี้บูมเมอร์ยังมีอยู่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ายังเยอะอยู่พอสมควร แต่กระนั้น ในจำนวนเหล่านี้ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าผู้บริหารบางคนมีทักษะความสามารถค่อนข้างสูง มีความชำนาญเฉพาะทาง เฉพาะด้าน ซึ่งยากที่จะหาคนรุ่นใหม่มาทำงานได้ทันที โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย, ช่างสิบหมู่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมประเพณีโบราณของประเทศ ผลเช่นนี้ จึงทำให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงประกาศต่ออายุราชการให้กับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เหล่านั้น แต่ผมไม่รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะกลับมาทำงานสักกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงกระนั้น ก็ทำให้เห็นช่องว่างของการพัฒนาบุคลากรอย่างมาก คล้ายกับว่าเราสร้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี 2 พี่น้อง ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ธาตุ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ยึดอาชีพเก็บลูกตาลขาย มีรายได้งามตกวันละ 2,000 บาท จึงเดินทางไปตรวจสอบพบนายสมหมาย ภิญโญ อายุ 35 ปี และนายอรุณ ภิญโญ อายุ 30 ปี ซึ่งยึดอาชีพขายลูกตาลสด และของป่าตามฤดูกาล นอกเหนือจากการทำไร่นา โดยในแต่ละวันจะพากันไปปีนเก็บลูกตาลอ่อนจากต้น ที่ปลูกตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของให้เก็บฟรี ก่อนนำมาเฉาะบรรจุใส่ถุงๆ ละประมาณ 10 ลูก ขายในราคาถุงละ 30 บาท ซึ่งวางขายตามตลาดนัดตำบลธาตุ เป็นตลาดนัดชุมชน แต่ละวันมีแม่ค้า-แม่ค้า เดินทางมาจากต่างอำเภอ และชาวบ้านในพื้นที่ตำบลธาตุ จะพากันนำสินค้าหลากหลายมาวางขาย โดยเฉพาะสินค้าตามฤดูกาล เช่น เห็ดนานาชนิด, ผักป่า และในแต่ละวัน 2 พี่น้อง จะมีรายได้จากการขายลูกตาลสดอ่อนประมาณ 1,500–2,000 บาท นายสมหมาย เล่าว่า สินค้าตามฤดูกาลที่สร้างกำไรดีและขายง่ายที่สุดคือลูกตาลอ่อน ต้นทุนมีแค่ค่าน้ำมันรถกับค่าแรงลูกน้อง ส่วนลูกตาลตนไปเอาตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของนาให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย วิธีเอาลูกตาลใช้ไม้ไผ่ยาวเท่ากับความสูงของต้นตาลที่ปลายไม้ไผ่ ติดเสียมลับให้คมเพื่อกระแทกทะลายลูกตาล วันหนึ่งจะมีรายไ
ที่บริเวณริมถนนสาย 304 นครราชสีมา-ปักธงชัย ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีพ่อค้า แม่ค้า มาตั้งแผงลอยเพื่อขายเห็ดป่ากันอย่างคึกคัก ภายหลังจากที่ช่วงนี้ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีเห็ดป่าออกดอกเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงได้พากันเข้าป่าไปหาเก็บเห็ดเพื่อนำมาวางแผงขายริมถนนเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ นางพิมพิสา กรปักษ์ อายุ 44 ปี แม่ค้าขายเห็ดรายหนึ่ง บอกว่า ช่วงหน้าฝนจะมีเห็ดป่าหลายชนิด เช่น เห็ดโคนชี เห็ดโคนใหญ่ เห็ดข้าวไค เห็ดแป้ง เห็ดน้ำหมาก เห็ดหน้าวัว และเห็ดถาด เป็นต้น ออกดอกเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านจะพากันออกไปหาเก็บเห็ดในป่าสวนรุกขชาติปรุใหญ่ตั้งแต่เช้ามืด บางคนก็หาได้มาก บางคนก็หาได้น้อย แล้วนำมาวางแผงริมถนนสาย 304 เพื่อขายให้กับผู้ที่ขับรถสัญจรผ่านไป-มา โดยจะจัดเป็นกองๆ ขาย ซึ่งเห็ดโคนจะได้รับความนิยมมากที่สุด ชาวบ้านจะขายในราคากองละ 250-300 บาท ส่วนเห็ดชนิดอื่นๆ ก็จะขายกองละ 100-200 บาท แล้วแต่กองเล็กกองใหญ่ โดยแต่ละวันตนจะขายได้เฉลี่ยประมาณ 1,500 บาท ซึ่งเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอย่างดี ด้านนางระจิต ซาโต้ ลูกค้าที่มาซ
อดีตเจ้าของร้านเสริมสวย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หลังแพ้สารเคมีหนักมาก ได้ผันตัวไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง ควบคู่กับเลี้ยงกุ้งก้ามแดงหรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด แต่แล้วเธอก็พบว่า รายได้จากการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดนี้ นั้นมากกว่า จิ้งโกร่ง 2 เท่าตัว เพราะนอกจากขายส่งร้านอาหาร และขายลูกกุ้ง ยังมีโรงงานมารับซื้อถึงฟาร์ม บางครั้งกุ้งไม่พอขาย ล่าสุดไม่สนใจว่า ในตลาดจะฮิตหรือไม่ฮิต เพราะทำเงินให้ชิลล์ๆ เดือนละกว่า 3 หมื่นบาท คุณภันฑิรา วิเศษลา หรือคุณหมี ปัจจุบันอายุ 38 ปี เธอเป็นเจ้าของฟาร์มกุ้ง “ภันฑิราฟาร์ม” เลขที่ 71 หมู่ 8 บ้านหนองฟ้าแลบ ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย คุณหมี เล่าว่า อาชีพแรก เป็นช่างเสริมสวย แต่ด้วยวิถีชีวิตประจำวัน ต้องอยู่กับสารเคมีตลอด กระทั่งร่างกายเริ่มทนไม่ไหว หนที่สุดปิดกิจการ แล้วลองไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง เป็นแมลงชนิดหนึ่งสามารถรับประทานได้ มีลักษณะคล้ายกับจิ้งหรีด เนื้อเยอะกว่า ตัวใหญ่กว่า นิยมนำไปทอด หญิงสาวอดีตเจ้าของร้านเสริมสวย หันมาเลี้ยงจิ้งโกร่ง เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หรือราวปี 2556สำหรับพื้นที่เลี้ยงจิ้งโกร่ง เธอบอกว่า 6 บ่อ ประมาณ 2 งาน ทุกๆ 2 เดือน จะเก็บจิ้งโกร่งขายได้ 1 คร
อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณ เกิดที่นครศรีธรรมราช ผันตัวมาสวมบทบาทเกษตรกร และใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดระนอง ด้วยการปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ปลูกผักสวนครัว และบรรดาผลไม้สารพัด บนที่ดิน 170 ไร่ แถมลดต้นทุนด้วยการทำปุ๋ยใช้เอง จนเได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2555 ปัจจุบันเก็บผลผลิตขาย มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสน ด.ต.สมนึก โมราศิลป์ บ้านเลขที่ 1/9 บ้านห้วยปลิง หมู่ที่ 7 ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง เผยว่า ในอดีตเคยรับราชการตำรวจ และเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อปี 2543 โดยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบเรื่องเกษตร จึงไปศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ช่วงแรกปลูกพืชระยะสั้นบนพื้นที่ 2 ไร่ อาทิ พริก แตงกวา มะเขือ ใบโหระพา กล้วย ขิง ข่า ต่อมาขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 100 ไร่ รวมเบ็ดเสร็จ ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 2,200 ต้น ปาล์มน้ำมันของ ด.ต. สมนึก ถูกบำรุงดูแลรักษาเป็นอย่างดี ให้ผลผลิตเดือนละ 2 ครั้ง แถมยังได้มาตรฐาน GAP ก่อเกิดรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคุ้มค่า และด้วยความต้องการอยากทำเกษตรผสมผสาน เกษตรกรคนเก่ง เลยปลูกยางพารา ผลไม้ ผักสวนครัว อย่างอื่นร
ประเทศไทยนับเป็นแหล่งผลิตทุเรียนอับดันต้นๆ ของโลก เมื่อปี 58 ผลผลิตทุเรียนได้ราว 603,332 ตัน ซึ่งภาคตะวันออก ยกตัวอย่าง จังหวัดจันทบุรี นับว่ามีผลผลิตทุเรียนมากที่สุดในไทย รองลงมา คือ ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามลำดับ ทุเรียนที่จังหวัดจันทบุรี หรือทุเรียนภาคตะวันออก จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด ในเดือนกรกฎาคม –สิงหาคม ส่วนทุเรียนใต้จะออกสู่ตลาด ราวเดือนกันยายน – ตุลาคม คุณวีรวัฒน์ จีรวงศ์ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และยังเป็นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ที่ อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร ประสบความสำเร็จ จากการจำหน่ายทุเรียนเมื่อปีที่แล้ว 90 ตัน โกยรายได้ไปราว 4 ล้านบาท ปี 60 ตั้งเป้า จะมีผลผลิต 120 ตัน รายได้ 5 ล้าน คุณวีรวัฒน์ เล่าว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร คุณพ่อมาซื้อที่ดินที่จังหวัดชุมพร เมื่อปี 2505 จำนวน 100 ไร่ ปัจจุบันซื้อเพิ่มเป็น 200 ไร่ ปลูกทุเรียน 70 ไร่ ปาล์ม 100 ไร่ มังคุด ส้มโชกุน ลองกอง และยังลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปผลไม้ด้วยกรรมวิธีฟรีซดายน์ ขายออนไลน์ รายได้แต่ละเดือนนับล้าน ปัจจุบันคุณวีรวัฒน์ อา
ลิ้นจี่ เป็นผลิตผลสินค้าเกษตรอย่างหนึ่งที่มักประสบปัญหาราคาไม่แน่นอน เกษตรกรมีความเสี่ยงในด้านการผลิตคือผลแตกและร่วง ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้อยและมีความเสี่ยงด้านการตลาด เกษตรกรมักขายได้ราคาต่ำ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่มักจะประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการคือผลแตกและผลร่วง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่ลิ้นจี่ติดผลเจริญเติบโตใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย ประมาณปลายเดือนเมษายน – พฤษภาคม ซึ่งช่วงนี้สภาพอากาศร้อนและเจอฝนตกสลับกัน 2-3 ครั้ง จึงทำให้ผลลิ้นจี่แตกและร่วง ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บผลผลิตจำหน่าย ทำให้ได้ราคาต่ำ และที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ลิ้นจี่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้นำเอานวัตกรรมการห่อช่อผลลิ้นจี่ด้วยกระดาษโคบอน สามารถแก้ไขปัญหาลิ้นจี่แตก/ร่วง และประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานสินค้า ทำให้ราคาลิ้นจี่ที่ห่อช่อผลมีราคากิโลกรัมละ 80 บาท ในขณะที่ลิ้นจี่ที่ไม่ห่อช่อผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น โดยมีส่วนต่างของราคาถึง 50 บาทต่อกิโลกรั
