How to
เคยนั่งคุยกับผู้บริหารหลายคนที่รับผิดชอบและดูแลเกี่ยวกับเรื่องการรับสมัครพนักงาน พวกเขาเล่าให้ผมฟังในทำนองคล้ายกันว่าตอนนี้ผู้บริหารรุ่นเบบี้บูมเมอร์กำลังลงจากตำแหน่ง และผู้บริหารในรุ่นเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กำลังจะขึ้นมา ขณะเดียวกัน ในบางองค์กรตอนนี้ผู้บริหารรุ่นเบบี้บูมเมอร์เหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สำหรับองค์กรภาครัฐ ผู้บริหารเบบี้บูมเมอร์ยังมีอยู่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ายังเยอะอยู่พอสมควร แต่กระนั้น ในจำนวนเหล่านี้ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าผู้บริหารบางคนมีทักษะความสามารถค่อนข้างสูง มีความชำนาญเฉพาะทาง เฉพาะด้าน ซึ่งยากที่จะหาคนรุ่นใหม่มาทำงานได้ทันที โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย, ช่างสิบหมู่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมประเพณีโบราณของประเทศ ผลเช่นนี้ จึงทำให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงประกาศต่ออายุราชการให้กับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เหล่านั้น แต่ผมไม่รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะกลับมาทำงานสักกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงกระนั้น ก็ทำให้เห็นช่องว่างของการพัฒนาบุคลากรอย่างมาก คล้ายกับว่าเราสร้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี 2 พี่น้อง ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ธาตุ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ยึดอาชีพเก็บลูกตาลขาย มีรายได้งามตกวันละ 2,000 บาท จึงเดินทางไปตรวจสอบพบนายสมหมาย ภิญโญ อายุ 35 ปี และนายอรุณ ภิญโญ อายุ 30 ปี ซึ่งยึดอาชีพขายลูกตาลสด และของป่าตามฤดูกาล นอกเหนือจากการทำไร่นา โดยในแต่ละวันจะพากันไปปีนเก็บลูกตาลอ่อนจากต้น ที่ปลูกตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของให้เก็บฟรี ก่อนนำมาเฉาะบรรจุใส่ถุงๆ ละประมาณ 10 ลูก ขายในราคาถุงละ 30 บาท ซึ่งวางขายตามตลาดนัดตำบลธาตุ เป็นตลาดนัดชุมชน แต่ละวันมีแม่ค้า-แม่ค้า เดินทางมาจากต่างอำเภอ และชาวบ้านในพื้นที่ตำบลธาตุ จะพากันนำสินค้าหลากหลายมาวางขาย โดยเฉพาะสินค้าตามฤดูกาล เช่น เห็ดนานาชนิด, ผักป่า และในแต่ละวัน 2 พี่น้อง จะมีรายได้จากการขายลูกตาลสดอ่อนประมาณ 1,500–2,000 บาท นายสมหมาย เล่าว่า สินค้าตามฤดูกาลที่สร้างกำไรดีและขายง่ายที่สุดคือลูกตาลอ่อน ต้นทุนมีแค่ค่าน้ำมันรถกับค่าแรงลูกน้อง ส่วนลูกตาลตนไปเอาตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของนาให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย วิธีเอาลูกตาลใช้ไม้ไผ่ยาวเท่ากับความสูงของต้นตาลที่ปลายไม้ไผ่ ติดเสียมลับให้คมเพื่อกระแทกทะลายลูกตาล วันหนึ่งจะมีรายไ
ที่บริเวณริมถนนสาย 304 นครราชสีมา-ปักธงชัย ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีพ่อค้า แม่ค้า มาตั้งแผงลอยเพื่อขายเห็ดป่ากันอย่างคึกคัก ภายหลังจากที่ช่วงนี้ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีเห็ดป่าออกดอกเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงได้พากันเข้าป่าไปหาเก็บเห็ดเพื่อนำมาวางแผงขายริมถนนเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ นางพิมพิสา กรปักษ์ อายุ 44 ปี แม่ค้าขายเห็ดรายหนึ่ง บอกว่า ช่วงหน้าฝนจะมีเห็ดป่าหลายชนิด เช่น เห็ดโคนชี เห็ดโคนใหญ่ เห็ดข้าวไค เห็ดแป้ง เห็ดน้ำหมาก เห็ดหน้าวัว และเห็ดถาด เป็นต้น ออกดอกเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านจะพากันออกไปหาเก็บเห็ดในป่าสวนรุกขชาติปรุใหญ่ตั้งแต่เช้ามืด บางคนก็หาได้มาก บางคนก็หาได้น้อย แล้วนำมาวางแผงริมถนนสาย 304 เพื่อขายให้กับผู้ที่ขับรถสัญจรผ่านไป-มา โดยจะจัดเป็นกองๆ ขาย ซึ่งเห็ดโคนจะได้รับความนิยมมากที่สุด ชาวบ้านจะขายในราคากองละ 250-300 บาท ส่วนเห็ดชนิดอื่นๆ ก็จะขายกองละ 100-200 บาท แล้วแต่กองเล็กกองใหญ่ โดยแต่ละวันตนจะขายได้เฉลี่ยประมาณ 1,500 บาท ซึ่งเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอย่างดี ด้านนางระจิต ซาโต้ ลูกค้าที่มาซ
อดีตเจ้าของร้านเสริมสวย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หลังแพ้สารเคมีหนักมาก ได้ผันตัวไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง ควบคู่กับเลี้ยงกุ้งก้ามแดงหรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด แต่แล้วเธอก็พบว่า รายได้จากการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดนี้ นั้นมากกว่า จิ้งโกร่ง 2 เท่าตัว เพราะนอกจากขายส่งร้านอาหาร และขายลูกกุ้ง ยังมีโรงงานมารับซื้อถึงฟาร์ม บางครั้งกุ้งไม่พอขาย ล่าสุดไม่สนใจว่า ในตลาดจะฮิตหรือไม่ฮิต เพราะทำเงินให้ชิลล์ๆ เดือนละกว่า 3 หมื่นบาท คุณภันฑิรา วิเศษลา หรือคุณหมี ปัจจุบันอายุ 38 ปี เธอเป็นเจ้าของฟาร์มกุ้ง “ภันฑิราฟาร์ม” เลขที่ 71 หมู่ 8 บ้านหนองฟ้าแลบ ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย คุณหมี เล่าว่า อาชีพแรก เป็นช่างเสริมสวย แต่ด้วยวิถีชีวิตประจำวัน ต้องอยู่กับสารเคมีตลอด กระทั่งร่างกายเริ่มทนไม่ไหว หนที่สุดปิดกิจการ แล้วลองไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง เป็นแมลงชนิดหนึ่งสามารถรับประทานได้ มีลักษณะคล้ายกับจิ้งหรีด เนื้อเยอะกว่า ตัวใหญ่กว่า นิยมนำไปทอด หญิงสาวอดีตเจ้าของร้านเสริมสวย หันมาเลี้ยงจิ้งโกร่ง เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หรือราวปี 2556สำหรับพื้นที่เลี้ยงจิ้งโกร่ง เธอบอกว่า 6 บ่อ ประมาณ 2 งาน ทุกๆ 2 เดือน จะเก็บจิ้งโกร่งขายได้ 1 คร
อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณ เกิดที่นครศรีธรรมราช ผันตัวมาสวมบทบาทเกษตรกร และใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดระนอง ด้วยการปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ปลูกผักสวนครัว และบรรดาผลไม้สารพัด บนที่ดิน 170 ไร่ แถมลดต้นทุนด้วยการทำปุ๋ยใช้เอง จนเได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2555 ปัจจุบันเก็บผลผลิตขาย มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสน ด.ต.สมนึก โมราศิลป์ บ้านเลขที่ 1/9 บ้านห้วยปลิง หมู่ที่ 7 ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง เผยว่า ในอดีตเคยรับราชการตำรวจ และเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อปี 2543 โดยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบเรื่องเกษตร จึงไปศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ช่วงแรกปลูกพืชระยะสั้นบนพื้นที่ 2 ไร่ อาทิ พริก แตงกวา มะเขือ ใบโหระพา กล้วย ขิง ข่า ต่อมาขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 100 ไร่ รวมเบ็ดเสร็จ ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 2,200 ต้น ปาล์มน้ำมันของ ด.ต. สมนึก ถูกบำรุงดูแลรักษาเป็นอย่างดี ให้ผลผลิตเดือนละ 2 ครั้ง แถมยังได้มาตรฐาน GAP ก่อเกิดรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคุ้มค่า และด้วยความต้องการอยากทำเกษตรผสมผสาน เกษตรกรคนเก่ง เลยปลูกยางพารา ผลไม้ ผักสวนครัว อย่างอื่นร
ประเทศไทยนับเป็นแหล่งผลิตทุเรียนอับดันต้นๆ ของโลก เมื่อปี 58 ผลผลิตทุเรียนได้ราว 603,332 ตัน ซึ่งภาคตะวันออก ยกตัวอย่าง จังหวัดจันทบุรี นับว่ามีผลผลิตทุเรียนมากที่สุดในไทย รองลงมา คือ ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามลำดับ ทุเรียนที่จังหวัดจันทบุรี หรือทุเรียนภาคตะวันออก จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด ในเดือนกรกฎาคม –สิงหาคม ส่วนทุเรียนใต้จะออกสู่ตลาด ราวเดือนกันยายน – ตุลาคม คุณวีรวัฒน์ จีรวงศ์ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และยังเป็นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ที่ อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร ประสบความสำเร็จ จากการจำหน่ายทุเรียนเมื่อปีที่แล้ว 90 ตัน โกยรายได้ไปราว 4 ล้านบาท ปี 60 ตั้งเป้า จะมีผลผลิต 120 ตัน รายได้ 5 ล้าน คุณวีรวัฒน์ เล่าว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร คุณพ่อมาซื้อที่ดินที่จังหวัดชุมพร เมื่อปี 2505 จำนวน 100 ไร่ ปัจจุบันซื้อเพิ่มเป็น 200 ไร่ ปลูกทุเรียน 70 ไร่ ปาล์ม 100 ไร่ มังคุด ส้มโชกุน ลองกอง และยังลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปผลไม้ด้วยกรรมวิธีฟรีซดายน์ ขายออนไลน์ รายได้แต่ละเดือนนับล้าน ปัจจุบันคุณวีรวัฒน์ อา
ลิ้นจี่ เป็นผลิตผลสินค้าเกษตรอย่างหนึ่งที่มักประสบปัญหาราคาไม่แน่นอน เกษตรกรมีความเสี่ยงในด้านการผลิตคือผลแตกและร่วง ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้อยและมีความเสี่ยงด้านการตลาด เกษตรกรมักขายได้ราคาต่ำ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่มักจะประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการคือผลแตกและผลร่วง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่ลิ้นจี่ติดผลเจริญเติบโตใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย ประมาณปลายเดือนเมษายน – พฤษภาคม ซึ่งช่วงนี้สภาพอากาศร้อนและเจอฝนตกสลับกัน 2-3 ครั้ง จึงทำให้ผลลิ้นจี่แตกและร่วง ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บผลผลิตจำหน่าย ทำให้ได้ราคาต่ำ และที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ลิ้นจี่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้นำเอานวัตกรรมการห่อช่อผลลิ้นจี่ด้วยกระดาษโคบอน สามารถแก้ไขปัญหาลิ้นจี่แตก/ร่วง และประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานสินค้า ทำให้ราคาลิ้นจี่ที่ห่อช่อผลมีราคากิโลกรัมละ 80 บาท ในขณะที่ลิ้นจี่ที่ไม่ห่อช่อผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น โดยมีส่วนต่างของราคาถึง 50 บาทต่อกิโลกรั
ชาวบ้านหาเห็ดถอบโกยรายได้ก่อนทำนาหอบแมงมันขาย กทม. กก. 2,000 บาท เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นางชรีพร ยอดฟ้า อาสาสมัครแรงงานนอกระบบ (อสร.) จังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ขณะนี้อาหารพื้นถิ่นยอดนิยมของพะเยาและภาคเหนือยังมีต่อเนื่อง จนทำให้เพื่อนร่วมงานต่างจังหวัดต้องการซื้อหานำไปทำอาหาร เช่น แมงมัน ในพื้นที่ขายราคา กก.ละ 1,500 กว่าจะเก็บได้หนึ่ง กก. ต้องใช้เวลาเก็บพอสมควรและเก็บในเวลากลางคืน ต้องเก็บทีละตัวใส่ขวดไว้ไม่ให้แมงมันบินหนี ขณะเดียวกันคนเก็บแมงมันก็ต้องเสี่ยงถูกแม่พันธุ์แมงมันตัวเล็กกัดแสบคันไปทั้งตัว ซึ่งมีเพื่อนร่วมงานของตนในกรุงเทพมหานครฯ ได้สั่งซื้อแมงมันเพื่อนำไปทำเป็นอาหารจำนวน 1 กก. จากแมงมันตัวเป็นๆ นำมาเด็ดปีกคั่วให้สุกหอม สามารถรับประทานได้ทันที หรือนำไปทำเป็นรายการน้ำพริกแมงมันเคียงกับผักลวกเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งแมงมันที่เด็ดปีกและคั่วสุกแล้วราคา กก.ละ 2,000 บาท ตนต้องหอบขึ้นรถโดยสารไปด้วย ด้านนางชิน ใจเย็น ผู้ประสานงานฮักบ้านเกิดพะเยา อ.ปง จ.พะเยา เปิดเผยว่า ในพื้นที่ ต.ขุนควร ขณะนี้ชาวบ้านที่นิยมเข้าป่าหาเห็ดถอบ หรือ เห็ดเผาะ แจ้งว่า หลังจากที่มีอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกัน 2-3
มาแล้ว “คลินิกแก้หนี้” ที่เปิดประตูอ้าแขนรับเฉพาะ “ลูกหนี้รายย่อย” ที่ตกอยู่ในกลุ่มเป็นหนี้เสียของเจ้าหนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยและเทศทั้งหลาย 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเปิดดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป คลินิกแก้หนี้ ถือเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลหรือกดเงินสด และบัตรเครดิต โดยนำร่องกับกลุ่มลูกหนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนน็อนแบงก์ จะเป็นสเต็ปต่อไป โครงการแก้หนี้รายย่อยนี้ มีแนวคิดริเริ่มและแรงผลักดันหลักจาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปักธงตั้งแต่นั่ง “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” เมื่อปี 2558 ว่า ต้องการแก้ปัญหาคนไทยก่อหนี้กันเยอะขึ้น เพราะปี 2558 เป็นช่วงที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งกว่า 82-83% ของจีดีพี หรือทะลุ 11 ล้านล้านบาทและ 2-3 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็ยังรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย เพราะปัจจุบันภาคครัวเรือนมีความเปราะบางทางการเงินมากมาผสมกับภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จะยิ่งกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสัง
คุณเบิร์ด พีอาร์หนุ่มร่างใหญ่ของตลาดไท พาผู้เขียนไปสำรวจตลาดมะละกอสุก พร้อมพูดคุยกับ คุณเดือนเพ็ญ วิเศษวงศา เจ้าของร้าน “ปิ่นแก้ว มะละกอ” โทร. (081) 922-6827 และ (085) 228-6564 ผู้ค้ามะละกอสุก รายใหญ่ของตลาดไท คุณเดือนเพ็ญ วิเศษวงศา เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวเธอทำสวนมะละกอพันธุ์แขกดำ อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี คุณแม่ปิ่นแก้วของเธอได้มาเปิดแผงค้ามะละกอที่ตลาดไท เมื่อปี 2538 ตามคำเชิญของผู้บริหารตลาดไทในยุคนั้น เรียกได้ว่า ร้านปิ่นแก้ว เป็นผู้ค้ามะละกอรุ่นบุกเบิกของตลาดไทได้เลย หลังเรียนจบ คุณแม่ได้มอบกิจการ ร้านปิ่นแก้ว มะละกอ ให้เธอบริหารงานมาตลอด จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว คุณเดือนเพ็ญ วิเศษวงศา และสามี เจ้าของ “ร้านปิ่นแก้ว มะละกอ” ระยะแรก ร้านปิ่นแก้ว จำหน่ายมะละกอพันธุ์แขกดำเป็นหลัก จวบจนกระทั่ง ปี 2550 กระแสตลาดมะละกอสุกได้เปลี่ยนแปลงไป มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เริ่มเข้ามาเป็นพระเอกแทน เพราะมีลักษณะเด่นถูกใจตลาดและผู้บริโภคหลายประการ ยกตัวอย่าง เช่น มีผิวสวย คุณภาพการเก็บรักษาที่ทนทานมากกว่า อายุการจำหน่ายที่นานขึ้น โดดเด่นด้านรสชาติความอร่อย มีรสหวานกว่าแขกดำ ขายได้ราคาสูงกว่
