How to
ชาวบ้านหาเห็ดถอบโกยรายได้ก่อนทำนาหอบแมงมันขาย กทม. กก. 2,000 บาท เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นางชรีพร ยอดฟ้า อาสาสมัครแรงงานนอกระบบ (อสร.) จังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ขณะนี้อาหารพื้นถิ่นยอดนิยมของพะเยาและภาคเหนือยังมีต่อเนื่อง จนทำให้เพื่อนร่วมงานต่างจังหวัดต้องการซื้อหานำไปทำอาหาร เช่น แมงมัน ในพื้นที่ขายราคา กก.ละ 1,500 กว่าจะเก็บได้หนึ่ง กก. ต้องใช้เวลาเก็บพอสมควรและเก็บในเวลากลางคืน ต้องเก็บทีละตัวใส่ขวดไว้ไม่ให้แมงมันบินหนี ขณะเดียวกันคนเก็บแมงมันก็ต้องเสี่ยงถูกแม่พันธุ์แมงมันตัวเล็กกัดแสบคันไปทั้งตัว ซึ่งมีเพื่อนร่วมงานของตนในกรุงเทพมหานครฯ ได้สั่งซื้อแมงมันเพื่อนำไปทำเป็นอาหารจำนวน 1 กก. จากแมงมันตัวเป็นๆ นำมาเด็ดปีกคั่วให้สุกหอม สามารถรับประทานได้ทันที หรือนำไปทำเป็นรายการน้ำพริกแมงมันเคียงกับผักลวกเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งแมงมันที่เด็ดปีกและคั่วสุกแล้วราคา กก.ละ 2,000 บาท ตนต้องหอบขึ้นรถโดยสารไปด้วย ด้านนางชิน ใจเย็น ผู้ประสานงานฮักบ้านเกิดพะเยา อ.ปง จ.พะเยา เปิดเผยว่า ในพื้นที่ ต.ขุนควร ขณะนี้ชาวบ้านที่นิยมเข้าป่าหาเห็ดถอบ หรือ เห็ดเผาะ แจ้งว่า หลังจากที่มีอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกัน 2-3
มาแล้ว “คลินิกแก้หนี้” ที่เปิดประตูอ้าแขนรับเฉพาะ “ลูกหนี้รายย่อย” ที่ตกอยู่ในกลุ่มเป็นหนี้เสียของเจ้าหนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยและเทศทั้งหลาย 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเปิดดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป คลินิกแก้หนี้ ถือเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลหรือกดเงินสด และบัตรเครดิต โดยนำร่องกับกลุ่มลูกหนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนน็อนแบงก์ จะเป็นสเต็ปต่อไป โครงการแก้หนี้รายย่อยนี้ มีแนวคิดริเริ่มและแรงผลักดันหลักจาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปักธงตั้งแต่นั่ง “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” เมื่อปี 2558 ว่า ต้องการแก้ปัญหาคนไทยก่อหนี้กันเยอะขึ้น เพราะปี 2558 เป็นช่วงที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งกว่า 82-83% ของจีดีพี หรือทะลุ 11 ล้านล้านบาทและ 2-3 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็ยังรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย เพราะปัจจุบันภาคครัวเรือนมีความเปราะบางทางการเงินมากมาผสมกับภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จะยิ่งกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสัง
คุณเบิร์ด พีอาร์หนุ่มร่างใหญ่ของตลาดไท พาผู้เขียนไปสำรวจตลาดมะละกอสุก พร้อมพูดคุยกับ คุณเดือนเพ็ญ วิเศษวงศา เจ้าของร้าน “ปิ่นแก้ว มะละกอ” โทร. (081) 922-6827 และ (085) 228-6564 ผู้ค้ามะละกอสุก รายใหญ่ของตลาดไท คุณเดือนเพ็ญ วิเศษวงศา เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวเธอทำสวนมะละกอพันธุ์แขกดำ อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี คุณแม่ปิ่นแก้วของเธอได้มาเปิดแผงค้ามะละกอที่ตลาดไท เมื่อปี 2538 ตามคำเชิญของผู้บริหารตลาดไทในยุคนั้น เรียกได้ว่า ร้านปิ่นแก้ว เป็นผู้ค้ามะละกอรุ่นบุกเบิกของตลาดไทได้เลย หลังเรียนจบ คุณแม่ได้มอบกิจการ ร้านปิ่นแก้ว มะละกอ ให้เธอบริหารงานมาตลอด จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว คุณเดือนเพ็ญ วิเศษวงศา และสามี เจ้าของ “ร้านปิ่นแก้ว มะละกอ” ระยะแรก ร้านปิ่นแก้ว จำหน่ายมะละกอพันธุ์แขกดำเป็นหลัก จวบจนกระทั่ง ปี 2550 กระแสตลาดมะละกอสุกได้เปลี่ยนแปลงไป มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เริ่มเข้ามาเป็นพระเอกแทน เพราะมีลักษณะเด่นถูกใจตลาดและผู้บริโภคหลายประการ ยกตัวอย่าง เช่น มีผิวสวย คุณภาพการเก็บรักษาที่ทนทานมากกว่า อายุการจำหน่ายที่นานขึ้น โดดเด่นด้านรสชาติความอร่อย มีรสหวานกว่าแขกดำ ขายได้ราคาสูงกว่
การขยายพันธุ์พืช สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การปักชำกิ่ง ปักชำใบ การติดตา การเสียบยอด ฯลฯ ซึ่งเป็นการขยายพันธุ์ที่ทำกันมานานแล้ว ในปัจจุบันนี้การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากเป็นการขยายพันธุ์ที่ได้จำนวนหรือปริมาณมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนต้นพันธุ์เดิม เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชที่หายาก อีกทั้งเป็นการขยายพันธุ์ที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติในห้องปลอดเชื้อโรค การคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ต้องการ เมื่อได้ต้นพันธุ์แล้วจะต้องเปลี่ยนถ่ายขวดขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น จนถึงการย้ายออกมาปลูกในแปลงเพาะขยายพันธุ์ ตัวอย่างการขยายพันธุ์พืชด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เช่น พันธุ์ไผ่ กล้วย อินทผลัม ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยไม้ กุหลาบ ฯลฯ อินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ หน่อไม้ฝรั่งให้ผลผลิตที่ดี แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง คุณวรณัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยทำงานเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่า หลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่นที่ 48 สอบเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการ ที่กรมส่งเสริม
ปีนี้นับว่า “ดอกมะลิ” มีราคาค่อนข้างผันผวน เพราะอากาศที่ร้อน เเละฝนที่ตกลงมาหลายพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งราคาดอกมะลิมีตั้งแต่ราคาลิตรละ 300 – 500 บาท หากขายเป็นกิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 500 – 1,000 กว่าบาทเลยทีเดียว คุณสามารถ นาคทั่ง เกษตรกรมะลิเงินล้าน ปัจจุบันอายุ 49 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจากเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร รุ่นที่ 1 ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมมาตลอด 20 กว่าปี ทั้งคุมเครื่องจักร อยู่แผนกไฟฟ้า ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้จัดการโรงงาน รับเงินเดือนแสนกว่าบาท แต่ด้วยแรงกดดันและปัญหาสุขภาพรุมเร้า คือ หมอนรองกระดูกเสื่อม วิธีการรักษาที่ให้ผลดี คือ ต้องเดิน ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้มีความคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ อยากหาสิ่งใหม่ให้กับชีวิต หนที่สุดลาออกมาเป็นเกษตรกร ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แถมรายได้ไม่น้อยหน้าเงินเดือนเลยทีเดียว “ผมมีสายเลือดเกษตรกรเต็มตัว เพราะพ่อแม่เป็นชาวนา แต่เนื่องจากทำงานโรงงานมาตลอด ขาดประสบการณ์และความรู้ด้านการทำเกษตร เลยศึกษาอยู่นานว่าจะปลูกพืชอะไรดี ซึ่งหลังจากที่ได้เก็บข้อมูลก็พบว่า พืชใบ และไม้ดอก ดูแลไม่ยาก ทำเงินได้ไว
บัณฑิตสาวคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทายาทเจ้าของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์พรีเมี่ยม ตราปลามังกร จังหวัดกาญจนบุรี ไอเดียเก๋ สร้างโรงเพาะเห็ดไซซ์มินิ ขนาดกว้าง 1.70 เมตร ยาว 1.70 เมตร สูง 2.10 เมตร โครงสร้างทำด้วยเหล็กทาสีกันสนิม หลังคาผ้าใบเต็นท์ ด้านข้างคลุมด้วยสแลนกันแดด โยกย้ายเคลื่อนที่ได้สะดวกสบาย อายุการใช้งาน 4 – 5 ปี 1 โรงสามารถเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานดำได้ 504 ก้อน หลังเห็ดเปิดดอกเพียง 3 วัน ก็สามารถทำเงินได้ยาวๆ สนนราคาโรงละ 10,000 บาท คุณสาธนี สกุลวัฒนะ หรือคุณนุ่น หญิงสาวอัธยาศัยดีวัย 26 ปี พี่สาวคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน ทายาทเจ้าของบริษัท ปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรไทย หรือเคทีเอฟ จำกัด และเจ้าของออร์แกนิก แลนด์ ริม ถ.กำแพงแสน-พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ซึ่งคุณนุ่น คือ เจ้าของไอเดีย โรงเพาะเห็ดมินิ หรือ บ้านเห็ด คุณนุ่น เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จบคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทางครอบครัว ทำธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์พรีเมี่ยม มานานกว่า 20 ปี จำหน่ายตามสหกรณ์ และร้านค้าทั่วไป จุดเด่น มีแร่ธาตุอาหารสูง ใช้ได้กับทุกพืช ผัก ผลไม้ และต้นไม้ทุกชนิด มีส่วนผสมของไม้ยางยูคาลิปตัส ทะลายปา
“ภูแล” เป็นชื่อพันธุ์สับปะรดที่โด่งดังของทางจังหวัดเชียงราย ถึงวันนี้หลายคนคงรู้จักชื่อเสียงของสับปะรดภูแลเป็นอย่างดี และด้วยความที่มีผลขนาดเล็ก เนื้อสีเหลืองทอง กลิ่นหอม แกนสับปะรดกรอบรับประทานได้ มีรสชาติหวานปานกลาง จึงเป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผลที่มีขนาดเล็กมาก เวลาปอกเปลือกมักนิยมเหลือก้านผลไว้ถือรับประทานได้อย่างสะดวก ตลาดพระราม 5 ตั้งอยู่ริมถนนนครอินทร์ นับเป็นตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีสินค้าจำหน่ายทุกชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง ของใช้ และบริการอื่น ซึ่งที่นั่นมีร้านหั่นสับปะรดภูแลขายอยู่ด้วย คุณจุ่น เป็นพ่อค้าร้านสับปะรดภูแลที่ขายมาพร้อมกับการตั้งต้นของตลาดแห่งนี้ เขาเป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบัน ทำงานประจำอยู่ที่สวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) หลังจากเลิกงานในทุกวัน หรือวันหยุดจะมาช่วยครอบครัวขายสับปะรดที่ตลาดพระราม 5 เหตุผลที่คุณจุ่นต้องมาขายสับปะรด เพราะต้องการหารายได้เสริมให้แก่ครอบครัว ดังนั้น ในครั้งแรกเขาจึงเดินทางไปที่ตลาดสี่มุมเมือง เพื่อหาซื้อสับปะรดมาขาย แต่ความไม่แน่นอนมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง คุณจุ่นไม่สามารถคาดเดาว่าในครั้งไหนเขาจะมีสับปะรดมาขาย จากนั้นเขาจึงเบนเ
ทันทีที่คุณทรวง ซึ่งจ่าย ชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เปลี่ยนจากอาชีพปลูกผักแล้วหันมาเลี้ยงไก่ขาย กระทั่งนำมาสู่การต่อยอดย่างไก่ขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว อีกทั้งในขณะนั้นอำเภอวิเชียรบุรียังไม่มีผู้ใดย่างไก่เป็นอาชีพ จึงนับได้ว่า คุณทรวง เป็นบุคคลแรกในอำเภอวิเชียรบุรี ที่ริเริ่มการย่างไก่ขาย คุณทรวงเริ่มจากการหาบไก่ย่างขายตามป้ายรถประจำทาง ในราคาขายไม้ละ 5 บาท ถ้าขายเป็นตัวราคา 20 บาท และใช้เวลาขายเช่นนี้อยู่นาน 2 ปี จนกระทั่งต่อมาได้พัฒนาเป็นร้านขายไก่บริเวณหน้าบ้าน แล้วตั้งชื่อร้านว่า “ไก่ย่างตาแป๊ะ” อย่างเป็นทางการเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2505 โดยครั้งแรก ขายเป็นไก่ย่างน้ำปลา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการย่างไก่ที่ใช้สมุนไพรในเวลาต่อมา จวบจนถึงปัจจุบัน ร้านไก่ย่างตาแป๊ะมีอายุยาวนานเป็นเวลากว่า 50 ปี สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีลูกค้าอุดหนุนเนืองแน่นไม่ขาดสาย จนต้องเปิดสาขา 2 ในละแวกใกล้เคียงเพื่อขายแบบคู่ขนาน หากย้อนกลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไก่ย่างตาแป๊ะได้รับความสนใจ ได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ชำนาญการชิมอาหาร อย่าง แม่ช้อยนางรำ เข้ามาทานไก่ย่า
“ระนอง” จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ ที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางทะเลสวยงาม มีป่าไม้ น้ำตก แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่อง จากจุดเด่นในเรื่องเมืองที่อุดมไปด้วยน้ำแร่ร้อนจากธรรมชาติ ทำให้ ณฐกร เอียดดำ หรือ “โก๋” และ สุลาวรรณ สายศิวานนท์ หรือ “นิ่ม” สองสามีภรรยาร่วมกัน สร้างบ้านสุขภาพสมุนไพรณฐวัน (นะ-ถะ-วัน) ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างสุขภาพที่ดีด้วยความสุขของทุกคน” ที่บ้านบางไทร หมู่ที่ 8 ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี โดยนำความรู้เรื่องสมุนไพรที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษมาสานต่อ และต่อยอดรายได้ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยเปิดให้บริการอบสมุนไพร บริการแช่ และนวดเท้าด้วยน้ำแร่สมุนไพร รวมทั้งยังเปิดจำหน่ายอาหารสมุนไพร และสินค้าเกษตรปลอดสารพิษของชาวบ้าน สุลาวรรณ สายศิวานนท์ กล่าวว่า ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรมาจากพ่อ จึงอยากสานต่อไม่ให้สูญหาย อีกทั้งพบว่าภายในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง มีการปลูกพืชสมุนไพรอยู่หลายชนิด จึงพูดคุยกับสามี เพื่อนำสมุนไพรมาใช้ดูแลสุขภาพโดยการอบตัวด้วยสมุนไพร ทั้งนี้
“ในชีวิตของแจน แจนคิดเสมอว่าเราเรียนดี ทำงานที่ดี ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจมาเยอะแล้ว มันไม่พอแล้ว แจนเลยอยากจะทำอะไรสักอย่างให้สังคมโดยรวมภูมิใจ และมีความสุขไปกับแจนด้วย” นี่อาจเป็นประโยคง่ายๆ ที่บอกเล่าความเป็นมาที่ทำให้สาวฮาร์วาร์ดอย่าง แจน- เจนนิสา คูวินิชกุล ทายาทเครือ อลูเม็ท อะลูมิเนียมยักษ์ใหญ่ของไทย เบนเข็มจากการทำงานในบริษัทต่างชาติชั้นนำของโลก มาเริ่มต้นธุรกิจขายความเป็นไทยของตัวเองอย่าง “ปริมมาลัย” ผลิตภัณฑ์ความงามจากดอกไม้ไทย และแบรนด์ขนมโรตีสายไหม “แคนดี้ เครป” ที่ถูกใจชาวต่างชาติจนส่งออกได้ไม่น้อย ก่อนจะริเริ่มธุรกิจของตัวเองเช่นทุกวันนี้ “แจน” ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกบ้านมาไม่น้อย หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเริ่มบทบาทการทำงานด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ฮ่องกงอยู่ 3 ปี ได้เปิดบริษัทนำเข้าส่งออกของตัวเอง ก่อนตัดสินใจมุ่งหน้าพัฒนาทักษะและความรู้ตัวเองด้วยการศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสานต่องานที่ปรึกษาธุรกิจที่สิงคโปร์อีก 2 ปี แม้ว่าชีวิตการทำงานของเธอจะดูสวยหรู แต่แจนกลับบอกว่า ชีวิตหญิ
