How to
การขยายพันธุ์พืช สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การปักชำกิ่ง ปักชำใบ การติดตา การเสียบยอด ฯลฯ ซึ่งเป็นการขยายพันธุ์ที่ทำกันมานานแล้ว ในปัจจุบันนี้การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากเป็นการขยายพันธุ์ที่ได้จำนวนหรือปริมาณมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนต้นพันธุ์เดิม เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชที่หายาก อีกทั้งเป็นการขยายพันธุ์ที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติในห้องปลอดเชื้อโรค การคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ต้องการ เมื่อได้ต้นพันธุ์แล้วจะต้องเปลี่ยนถ่ายขวดขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น จนถึงการย้ายออกมาปลูกในแปลงเพาะขยายพันธุ์ ตัวอย่างการขยายพันธุ์พืชด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เช่น พันธุ์ไผ่ กล้วย อินทผลัม ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยไม้ กุหลาบ ฯลฯ อินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ หน่อไม้ฝรั่งให้ผลผลิตที่ดี แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง คุณวรณัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยทำงานเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่า หลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่นที่ 48 สอบเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการ ที่กรมส่งเสริม
ปีนี้นับว่า “ดอกมะลิ” มีราคาค่อนข้างผันผวน เพราะอากาศที่ร้อน เเละฝนที่ตกลงมาหลายพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งราคาดอกมะลิมีตั้งแต่ราคาลิตรละ 300 – 500 บาท หากขายเป็นกิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 500 – 1,000 กว่าบาทเลยทีเดียว คุณสามารถ นาคทั่ง เกษตรกรมะลิเงินล้าน ปัจจุบันอายุ 49 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจากเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร รุ่นที่ 1 ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมมาตลอด 20 กว่าปี ทั้งคุมเครื่องจักร อยู่แผนกไฟฟ้า ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้จัดการโรงงาน รับเงินเดือนแสนกว่าบาท แต่ด้วยแรงกดดันและปัญหาสุขภาพรุมเร้า คือ หมอนรองกระดูกเสื่อม วิธีการรักษาที่ให้ผลดี คือ ต้องเดิน ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้มีความคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ อยากหาสิ่งใหม่ให้กับชีวิต หนที่สุดลาออกมาเป็นเกษตรกร ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แถมรายได้ไม่น้อยหน้าเงินเดือนเลยทีเดียว “ผมมีสายเลือดเกษตรกรเต็มตัว เพราะพ่อแม่เป็นชาวนา แต่เนื่องจากทำงานโรงงานมาตลอด ขาดประสบการณ์และความรู้ด้านการทำเกษตร เลยศึกษาอยู่นานว่าจะปลูกพืชอะไรดี ซึ่งหลังจากที่ได้เก็บข้อมูลก็พบว่า พืชใบ และไม้ดอก ดูแลไม่ยาก ทำเงินได้ไว
บัณฑิตสาวคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทายาทเจ้าของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์พรีเมี่ยม ตราปลามังกร จังหวัดกาญจนบุรี ไอเดียเก๋ สร้างโรงเพาะเห็ดไซซ์มินิ ขนาดกว้าง 1.70 เมตร ยาว 1.70 เมตร สูง 2.10 เมตร โครงสร้างทำด้วยเหล็กทาสีกันสนิม หลังคาผ้าใบเต็นท์ ด้านข้างคลุมด้วยสแลนกันแดด โยกย้ายเคลื่อนที่ได้สะดวกสบาย อายุการใช้งาน 4 – 5 ปี 1 โรงสามารถเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานดำได้ 504 ก้อน หลังเห็ดเปิดดอกเพียง 3 วัน ก็สามารถทำเงินได้ยาวๆ สนนราคาโรงละ 10,000 บาท คุณสาธนี สกุลวัฒนะ หรือคุณนุ่น หญิงสาวอัธยาศัยดีวัย 26 ปี พี่สาวคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน ทายาทเจ้าของบริษัท ปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรไทย หรือเคทีเอฟ จำกัด และเจ้าของออร์แกนิก แลนด์ ริม ถ.กำแพงแสน-พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ซึ่งคุณนุ่น คือ เจ้าของไอเดีย โรงเพาะเห็ดมินิ หรือ บ้านเห็ด คุณนุ่น เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จบคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทางครอบครัว ทำธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์พรีเมี่ยม มานานกว่า 20 ปี จำหน่ายตามสหกรณ์ และร้านค้าทั่วไป จุดเด่น มีแร่ธาตุอาหารสูง ใช้ได้กับทุกพืช ผัก ผลไม้ และต้นไม้ทุกชนิด มีส่วนผสมของไม้ยางยูคาลิปตัส ทะลายปา
“ภูแล” เป็นชื่อพันธุ์สับปะรดที่โด่งดังของทางจังหวัดเชียงราย ถึงวันนี้หลายคนคงรู้จักชื่อเสียงของสับปะรดภูแลเป็นอย่างดี และด้วยความที่มีผลขนาดเล็ก เนื้อสีเหลืองทอง กลิ่นหอม แกนสับปะรดกรอบรับประทานได้ มีรสชาติหวานปานกลาง จึงเป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผลที่มีขนาดเล็กมาก เวลาปอกเปลือกมักนิยมเหลือก้านผลไว้ถือรับประทานได้อย่างสะดวก ตลาดพระราม 5 ตั้งอยู่ริมถนนนครอินทร์ นับเป็นตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีสินค้าจำหน่ายทุกชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง ของใช้ และบริการอื่น ซึ่งที่นั่นมีร้านหั่นสับปะรดภูแลขายอยู่ด้วย คุณจุ่น เป็นพ่อค้าร้านสับปะรดภูแลที่ขายมาพร้อมกับการตั้งต้นของตลาดแห่งนี้ เขาเป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบัน ทำงานประจำอยู่ที่สวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) หลังจากเลิกงานในทุกวัน หรือวันหยุดจะมาช่วยครอบครัวขายสับปะรดที่ตลาดพระราม 5 เหตุผลที่คุณจุ่นต้องมาขายสับปะรด เพราะต้องการหารายได้เสริมให้แก่ครอบครัว ดังนั้น ในครั้งแรกเขาจึงเดินทางไปที่ตลาดสี่มุมเมือง เพื่อหาซื้อสับปะรดมาขาย แต่ความไม่แน่นอนมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง คุณจุ่นไม่สามารถคาดเดาว่าในครั้งไหนเขาจะมีสับปะรดมาขาย จากนั้นเขาจึงเบนเ
ทันทีที่คุณทรวง ซึ่งจ่าย ชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เปลี่ยนจากอาชีพปลูกผักแล้วหันมาเลี้ยงไก่ขาย กระทั่งนำมาสู่การต่อยอดย่างไก่ขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว อีกทั้งในขณะนั้นอำเภอวิเชียรบุรียังไม่มีผู้ใดย่างไก่เป็นอาชีพ จึงนับได้ว่า คุณทรวง เป็นบุคคลแรกในอำเภอวิเชียรบุรี ที่ริเริ่มการย่างไก่ขาย คุณทรวงเริ่มจากการหาบไก่ย่างขายตามป้ายรถประจำทาง ในราคาขายไม้ละ 5 บาท ถ้าขายเป็นตัวราคา 20 บาท และใช้เวลาขายเช่นนี้อยู่นาน 2 ปี จนกระทั่งต่อมาได้พัฒนาเป็นร้านขายไก่บริเวณหน้าบ้าน แล้วตั้งชื่อร้านว่า “ไก่ย่างตาแป๊ะ” อย่างเป็นทางการเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2505 โดยครั้งแรก ขายเป็นไก่ย่างน้ำปลา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการย่างไก่ที่ใช้สมุนไพรในเวลาต่อมา จวบจนถึงปัจจุบัน ร้านไก่ย่างตาแป๊ะมีอายุยาวนานเป็นเวลากว่า 50 ปี สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีลูกค้าอุดหนุนเนืองแน่นไม่ขาดสาย จนต้องเปิดสาขา 2 ในละแวกใกล้เคียงเพื่อขายแบบคู่ขนาน หากย้อนกลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไก่ย่างตาแป๊ะได้รับความสนใจ ได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ชำนาญการชิมอาหาร อย่าง แม่ช้อยนางรำ เข้ามาทานไก่ย่า
“ระนอง” จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ ที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางทะเลสวยงาม มีป่าไม้ น้ำตก แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่อง จากจุดเด่นในเรื่องเมืองที่อุดมไปด้วยน้ำแร่ร้อนจากธรรมชาติ ทำให้ ณฐกร เอียดดำ หรือ “โก๋” และ สุลาวรรณ สายศิวานนท์ หรือ “นิ่ม” สองสามีภรรยาร่วมกัน สร้างบ้านสุขภาพสมุนไพรณฐวัน (นะ-ถะ-วัน) ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างสุขภาพที่ดีด้วยความสุขของทุกคน” ที่บ้านบางไทร หมู่ที่ 8 ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี โดยนำความรู้เรื่องสมุนไพรที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษมาสานต่อ และต่อยอดรายได้ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยเปิดให้บริการอบสมุนไพร บริการแช่ และนวดเท้าด้วยน้ำแร่สมุนไพร รวมทั้งยังเปิดจำหน่ายอาหารสมุนไพร และสินค้าเกษตรปลอดสารพิษของชาวบ้าน สุลาวรรณ สายศิวานนท์ กล่าวว่า ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องสมุนไพรมาจากพ่อ จึงอยากสานต่อไม่ให้สูญหาย อีกทั้งพบว่าภายในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง มีการปลูกพืชสมุนไพรอยู่หลายชนิด จึงพูดคุยกับสามี เพื่อนำสมุนไพรมาใช้ดูแลสุขภาพโดยการอบตัวด้วยสมุนไพร ทั้งนี้
“ในชีวิตของแจน แจนคิดเสมอว่าเราเรียนดี ทำงานที่ดี ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจมาเยอะแล้ว มันไม่พอแล้ว แจนเลยอยากจะทำอะไรสักอย่างให้สังคมโดยรวมภูมิใจ และมีความสุขไปกับแจนด้วย” นี่อาจเป็นประโยคง่ายๆ ที่บอกเล่าความเป็นมาที่ทำให้สาวฮาร์วาร์ดอย่าง แจน- เจนนิสา คูวินิชกุล ทายาทเครือ อลูเม็ท อะลูมิเนียมยักษ์ใหญ่ของไทย เบนเข็มจากการทำงานในบริษัทต่างชาติชั้นนำของโลก มาเริ่มต้นธุรกิจขายความเป็นไทยของตัวเองอย่าง “ปริมมาลัย” ผลิตภัณฑ์ความงามจากดอกไม้ไทย และแบรนด์ขนมโรตีสายไหม “แคนดี้ เครป” ที่ถูกใจชาวต่างชาติจนส่งออกได้ไม่น้อย ก่อนจะริเริ่มธุรกิจของตัวเองเช่นทุกวันนี้ “แจน” ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกบ้านมาไม่น้อย หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเริ่มบทบาทการทำงานด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ฮ่องกงอยู่ 3 ปี ได้เปิดบริษัทนำเข้าส่งออกของตัวเอง ก่อนตัดสินใจมุ่งหน้าพัฒนาทักษะและความรู้ตัวเองด้วยการศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสานต่องานที่ปรึกษาธุรกิจที่สิงคโปร์อีก 2 ปี แม้ว่าชีวิตการทำงานของเธอจะดูสวยหรู แต่แจนกลับบอกว่า ชีวิตหญิ
สองสามี – ภรรยา ที่ชอบค้าขายและความท้าทาย เงินเดือนรวมกันเฉียดแสน ตัดสินใจโบกมือลาชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง ออกเดินทางตามความฝัน ด้วยการปักหมุดสร้างสวนไผ่แห่งความสุข 9 ไร่ ที่จังหวัดอุดรธานี เก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายกิ่งพันธุ์ร่วมด้วย รายได้เดือนละ 75,000 บาท ชีวิตแฮปปี้ ได้อยู่กับลูกชาย 2 คน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แถมได้กินหลากเมนูอร่อยๆ ทำจากหน่อไม้ตลอดทั้งปี คุณเพ็ญศิริ ลลิตวิภาส หรือคุณโบว์ ภรรยาคุณสมเจตน์ หรือคุณสิงห์ สองสามีภรรยาเจ้าของสวนไผ่ ณ บ้านทุ่ง ที่จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า ฝ่ายสามีเคยทำงานด้านคอมพิวเตอร์ 14 ปี รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนระบบเซิร์ฟเวอร์ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนราว 60,000 บาท ส่วนตัวเองจบบัญชี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทำธุรกิจส่วนตัว ขายงานศิลปะตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ระบายสี และกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน รวมรายได้ 2 คนต่อเดือนก็เกือบ 1แสนบาท อย่างไรก็ตามแม้รายได้จะดี แต่ภรรยาในวัย 37 ปี บอกว่า ไม่ได้ชื่นชอบวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ตรงกันข้ามวางแผนบั้นปลายชีวิตไว้ว่า อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากเลี้ยงลูกเอง และที่สำคัญอยากประกอบอาชีพอิสระ นี่คือแรงบัน
เรื่องราวเกษตรวันนี้มากันที่จังหวัดสมุทรปราการ มาดูการปลูกข่า โดยใช้พื้นที่รอบๆ บ่อปลา สามารถสร้างรายได้ถึง 400,000 บาทต่อไร่ ข่าเป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินครับประกอบด้วย ใบ ดอก ผลและเมล็ด จัดอยู่ในพืชตระกูลขิง นิยมนำมาประกอบอาหาร นอกจากนี้ดอกและลำต้นอ่อนยังสามารถรับประทานเป็นผักสดได้ 1 ปี จะปลูกข่าได้ 2 รอบโดยจะเลือกเหง้าอ่อนที่พร้อมเจริญเติบโต มาปลูกลงในหลุมขนาดความกว้าง 1 ศอก ลึก 20 เซนติเมตร วิธีการปลูกหลังจากขุดหลุมแล้ว ใส่น้ำจนเกือบเต็มหลุมปลูก วางกอข่า กลบดิน แล้วใส่ปุ๋ยจุลินทรีย์ แล้วรดน้ำอีกรอบ และสำหรับการเก็บผลผลิต จะเก็บในช่วงเช้า หรือ เย็น เนื่องจากสภาพอากาศไม่ร้อนมาก โดยจะใช้เสียมขุดยกขึ้นมาทั้งกอ และใช้มีดตัดใบ ตัดรากออก นำไปล้าง โดยแช่น้ำทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงขึ้นไป แล้วน้ำไปฉีดน้ำแรงดันสูงไม่ให้มีเศษดินหลงเหลือ แล้วตัดแต่งให้สวยงามอีกรอล หลังจากล้างและตัดแต่งเรียบร้อยแล้ว จะบรรจุใส่ถุงพลาสติกเจาะ ส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อ ในราคากิโลกรัมละ 28 บาท ทั้งนี้ เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ บอกว่า ข่าเป็นพืขที่เหมาะทำเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากไม่ต้องลงทุนมาก ดูแลง่าย และขา
“ผักหวานป่า” ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สรรพคุณทางอาหารเพียบ ปลูกไม่ยาก ไม่ชอบสารเคมี สร้างรายได้ให้เกษตรกรมานักต่อนักแล้ว เฉกเช่น คุณบุญยืน วงค์กระโซ่ เกษตรกรหนุ่มใหญ่ อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 3 บ้านโพนไฮ ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร คุณบุญยืน เล่าว่า ปลูกผักหวานป่าเป็นอาชีพเสริมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 สาเหตุที่สนใจปลูกผักหวานป่า เพราะเคยไปศึกษาดูงานเรื่องการปลูกผักหวานป่า ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ขากลับแวะซื้อต้นกล้าผักหวานป่า และเมล็ดพันธุ์กลับบ้านมาด้วย การปลูกผักหวานป่าด้วยเมล็ดของคุณบุญยืน เขาใช้วิธีการเพาะเมล็ดให้ออกรากเสียก่อน แล้วนำลงปลูก ช่วงปลูกเป็นฤดูฝน ฝนตกสม่ำเสมอ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการรดน้ำ ประกอบกับพื้นดินที่ใช้ปลูกมีความสมบูรณ์ค่อนข้างสูง การรอดของต้นกล้าจึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากนั้นก็ขยายปลูกเพิ่มเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่ราว 11 ไร่ การดูแลรักษา คุณบุญยืน เล่าว่า ทำเหมือนกับต้นไม้อื่นทั่วไป เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี พืชที่เป็นพี่เลี้ยงก็ไม่ให้ความสำคัญมากนัก จะมีเพียงต้นลำไยซึ่งปลูกไว้ห่างๆ นอกจากนั้นยังมีต้นไม้ที่เกิดเองตามธรรมชาติบ้าง
