How to
หมี่อะยัม (Mie Ayam) หรือ บะหมี่อะยัม (Bakmi Ayam) คือ บะหมี่หน้าไก่ ที่เป็นที่นิยมในอินโดนีเซีย ซึ่งนอกจากจะใส่เนื้อไก่แล้ว ยังมักจะใส่เห็ดลงไปด้วย เห็ดที่นิยมคือ เห็ดฟาง แต่เห็ดอีกชนิดที่ทำแล้วอร่อยคือ เห็ดนางรมหลวง (ออรินจิ) หากใส่ไก่และเห็ดจะเรียกชื่อเต็มๆ ว่า “หมี่อะยัมจามูร์” (Mie Ayam Jamur) ถ้าใส่เกี๊ยวด้วยจะเรียกว่า “หมี่อะยัม ปังสิต”(Mie Ayam Pangsit) ไส้เกี๊ยวจะเป็นเนื้อไก่สับแทนหมูสับ ถ้าใส่ลูกชิ้นเนื้อวัวลงไปด้วยจะเรียกว่า “หมี่อะยัม บักโซ” (Mie Ayam Bakso) บะหมี่รสขาติแบบนี้เราคุ้นเคยกันดีเพียงแต่เปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นฮาลาล ส่วนผสมอื่นๆ ดูแล้วก็เป็นจีนชัดๆ ที่ดูจะเป็นพื้นเมืองหน่อยก็ตรงน้ำพริกซัมบัลที่เอาไว้เติมความเผ็ด ด้วยความที่อาหารจีน-อินโดนี้เป็นที่คุ้นเคยของคนได้ง่าย ไม่ว่าประเทศไหนก็คุ้นเคยกับอาหารจีนอยู่แล้ว เพราะประชากรชาวจีนและไชน่าทาวน์มีอยู่ทั่วโลก ดังนั้นหมี่อะยัมจึงเป็นอาหารเส้นยอดนิยมที่ใครๆ ก็ชอบ อธิบายวิธีทำเฉพาะส่วนที่แตกต่างจากบะหมี่ปกติ ส่วนแรกคือ น้ำซุปจะต้มจากโครงไก่ เมื่อต้มได้ที่แล้วจะใส่ต้นหอมซอยและกระเทียมผัดน้ำมันลงไปซึ่งทำให้น้ำซุปมีความหอม
คุณบริพัฒน์ ธัญอุดม อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 6 ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ทำสวนมะม่วงมาเกือบ 30 ปี และประสบผลสำเร็จกับการปลูกมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ ต่อมาจึงได้ทำการทดลองนำมะม่วงแก้วขมิ้นมาทดลองปลูกภายในสวน ซึ่งเขามองว่ามะม่วงชนิดนี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่สามารถตอบโจทย์ในอนาคต เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกเพื่อสร้างรายได้อีกด้วย ออกจากงานรับราชการ สู่ชีวิตเกษตรกรชาวสวน คุณบริพัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงนั้นเขามีความคิดที่อยากจะทำสวน แต่คุณพ่อของเขาได้ทัดทานไว้เสียก่อน เพราะในสมัยก่อนนั้นยังมีความกังวลเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่มีความไม่แน่นอน “หลังเรียนจบพ่อรีบบอกผมเลยว่า อย่าเพิ่งรีบมาทำเลยสวน ราคาผลผลิตยังไม่ดีมากนัก ทำมาเดี๋ยวก็ลำบากในเรื่องตลาด ท่านก็เลยบอกผมว่าให้ไปหางานแบบอื่นทำก่อน เพื่อสร้างประสบการณ์ ผมก็เลยไปรับราชการอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ และก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา พอกลับมาจึงมาทำงานใช้ทุนให้หมด พอได้อายุประมาณ 39 ปี ผมก็ได้ลาออกมา เพื่อเตรียมตัวทำในสิ่งที่อยากทำตามความฝัน” คุณบริพัฒน์ กล่าว คุณบริพั
นับเป็นอาณาจักรฟาร์มหมูที่ผลิตสุกรแบบครบวงจรมากที่สุดในภาคเหนือ ซึ่งผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับ เครือวี.พี.เอฟ.กรุ๊ป ซึ่งประกอบไปด้วย 4 บริษัทในเครือ ได้แก่ 1. บริษัท วี.พี.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ดำเนินกิจการฟาร์มพ่อพันธ์แม่ 2. บริษัท แม่ทา วี พี จำกัด ดำเนินกิจการฟาร์มสุกรขุน แบบโรงเรือนปิด 3. บริษัท แม่ทา วี . พี . ฟีดมิลล์ เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 4. บริษัท วี แอนด์ พี เฟร็ชฟูดส์ จำกัด เป็นโรงชำแหละสุกร รวมรายได้ทั้ง 4 บริษัทนับพันล้านบาท ปัจจุบัน บริษัทในเครือวี.พี.เอฟ.กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 43 ปี บริหารโดยเจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งคุณวรพงศ์ จีรประภาพงศ์ ผู้จัดการทั่วไปสายงานผลิตภัณฑ์อาหารในเครือวีพีเอฟ เป็นผู้ให้ข้อมูลกับเส้นทางเศรษฐี จากชาวสวน ความรู้ ม.3 สู่เจ้าของฟาร์มหมูพันล้าน คุณวรพงศ์ เท้าความว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้เกิดขึ้นจากคุณพ่อ หรือคุณยุทธพงศ์ จีรประภาพงศ์ เดิมท่านเป็นชาวสวน เริ่มต้นเลี้ยงหมู วัว ไก่ เมื่อปี 2516 ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 60 ไร่ หมูมีเพียงแม่พันธุ์ 4 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว เลี้ยงแบบชาวบ้านทั่วไป ทำคลอดหมูเอง ให้อาหารเอง จากนั้นค่อยๆ ขยายจ
หลายคนยังเข้าใจว่า “อาหารเหลา” อย่างอาหารจีน มักมีราคาแพง ยิ่งเสิร์ฟตามโรงแรมหรือภัตตาคารหรูๆ ด้วยแล้ว เวลาเรียกเช็กบิลกลัวเหลือเกินว่าเงินในกระเป๋าจะไม่พอจ่ายค่าเสียหาย แต่ร้านอาหารจีนชื่อว่า “ไต๋ตง” คุณภาพวัตถุดิบและรสชาติเรียกว่า “ขั้นเทพ” แต่เชื่อมั้ยว่า “ราคาตลาดนัด” ตั้งอยู่บ่อน้ำมันพลาซ่าสาย 2 คุณบวร อัศวมงคลไพศาล หรือ เฮียชัย เล่าว่าเปิดร้านอาหารจีนที่พุทธมณฑล สาย 2 เมื่อปี2555 ด้วยเงินลงทุน 3 แสน ซึ่งรสมือไม่ต้องพูดถึง เพราะฝึกฝนมาตลอดทั้งชีวิต “ผมฝึกทำอาหารจีนกับอากงมาตั้งแต่เด็กๆ เรียนรู้ตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ แหล่งซื้อ ขั้นตอนการปรุง อาหารจีน เรียกว่ารู้ทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็นเมนูที่ทำขายอย่างละเอียด” อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีฝีมือเรื่องการทำอาหารจีน แต่เพื่อความไม่ผิดพลาดทางธุรกิจ เฮียชัย บอกว่า ก่อนมาเปิดร้านที่พุทธมณฑล สาย 2 ได้ลองมาสำรวจจนแน่ใจแล้วว่า ย่านนี้ยังไม่มีร้านอาหารจีน คนในย่านนี้มีกำลังซื้อพอสมควร ที่สำคัญลูกค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากทานอาหารจีนอร่อยๆ เลยตัดสินใจเปิดร้าน เมื่อมั่นใจว่าทำเลที่หมายมั่นไว้ปราศจากคู่แข่ง เจ้าของร้านไม่รอช้าทุ่มเง
อดีตพนักงานบริษัทเอกชน ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ ที่ประเทศเวียดนาม เงินเดือนเกือบแสน ผันตัวเลี้ยงไก่ ขายไข่ปลอดสารพิษที่จังหวัดราชบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ปัจจุบันเก็บไข่ขายได้วันละ 100 ฟอง มีรายได้วันละ 500 – 600 บาท ชีวิตแฮปปี้มีความสุข สูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้อยู่กับครอบครัว อนาคตขยายตลาด และเลี้ยงไก่เพิ่ม คุณชวัลวิทย์ สุทธิวรวรรณ์ หรือโดม ชายหนุ่มวัย 31 ปี เป็นตัวแทนให้ข้อมูลของกลุ่มเพื่อนซี้ 3 คน ที่ล้วนเรียนจบสาขาประมงคือ จิ๊ป – ศุภกร ชินบุตร และอ๊อบ – ธีรพงศ์ บรรเลง โดม เล่าว่า หลังเรียนจบ เราทั้ง 3 คน (จิ๊ป และ อ็อบ) ไปทำงานที่ประเทศอินเดีย และเวียดนาม ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ อยู่ต่างประเทศก็สนุกและมีความสุขดี แต่พออายุมากขึ้น เริ่มคิดว่าปั้นปลายชีวิตจะอาศัยอยู่ที่ไหน จะอยู่อย่างไร จะทำงานเป็นลูกจ้างไปถึงเมื่อไหร่ หนที่สุดตัดสินใจลาออกกลับมาอยู่เมืองไทย ไปเป็นเกษตรกรปลูกผัก เลี้ยงไก่ แม้จะยังไม่รวย แต่เชื่อว่าอนาคตต้องดีแน่ “ผมและเพื่อน 3 คนรวมกันเงินเดือนกันก็หลายแสน ถึงแม้เงินเดือนจะดี แต่สุขภาพนับวันแย่ลง เพราะต้องคลุกคลีกับสารเคมี และยังห่างไกลจากครอบครัว ในที่สุดเรา
อดีตผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการทีวีที่ประเทศกัมพูชา ผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อผักพื้นบ้านออร์แกนิค อาทิ ผักกูด ผักกระโดน ใบชะมวง ยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบเหลียง ลูกเนียง ผักแพว ดอกกระเจียว ผักแขยง ดอกขจร ดอกโสน ชะอม ตำลึง ผักปรัง ลูกมะตาด จากเกษตรกรหลายจังหวัด เข็นเข้าไปขายที่ห้างหรูใจกลางกรุง สร้างจุดขายให้ลูกค้าเลือกได้ ห่อด้วยใบตองและมัดด้วยเชือกกล้วยแทนการใส่ถุงพลาสติก สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทั้ง 2 ฝ่าย อีกหนึ่งธุรกิจเพื่อสังคม ของคนหัวคิดดี นับเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำผักพื้นบ้านมาจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรูใจกลางกรุง ชนิดว่าให้ลูกค้าเลือกหยิบเลือกจับผักได้ตามใจชอบ แล้วนำไปชั่งตามปริมาณที่ต้องการโดยจะห่อด้วยใบตอง และมัดด้วยเชือกกล้วยแทนการใส่ถุงพลาสติก บรรดาผักพื้นบ้าน อาทิ ผักกูด ผักกระโดน ใบชะมวง ยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบเหลียง ลูกเนียง ผักแพว ดอกกระเจียว ผักแขยง ดอกขจร ดอกโสน ชะอม ตำลึง ผักปรัง ลูกมะตาด คุณฤทธิรงค์ โคตะพันธุ์ หรือ คุณอั๋น เจ้าของ บริษัท วินเทจ ฟาร์มดี จำกัด ผู้ที่รับซื้อผักพื้นบ้านจากเกษตรกร เท้าความว่า อดีตเคยทำงานประจำ เป็นเลขาฝ่ายผลิตรายการ บริษัท เ
เมื่อ10 ปีที่แล้ว หากพูดชื่อนักร้อง บอส ร๊อคอีสาน เชื่อเลยว่าต้องมีแต่คนรู้จักและชื่นชมผลงานของเขาอยู่ไม่น้อย เพราะเขาคือนักร้องชื่อดังขวัญใจชาวอีสานบ้านเฮา แถมยังเคยเป็นศิลปินสังกัดค่ายใหญ่ที่มีทั้งงานโชว์ตัวทั้งในและต่างประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปชื่อและผลงานของเขาก็เงียบหายไปตามกาลเวลา รวมถึงใครหลายคนก็อาจหลงลืมชื่อของเขาไป ล่าสุดนักแต่งเพลงชื่อดัง สัญญาลักษณ์ ดอนศรี ได้โพสต์ภาพของ บอส ร๊อคอีสาน ในมาดใหม่ เป็นพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวท่าทางขยันขันแข็ง พร้อมกับโพสต์อีกภาพเป็นภาพโปรโมตผลงานเพลงของ บอส ร็อคอีสานกับค่ายเพลงดังค่ายหนึ่ง พร้อมข้อเขียนข้อความถึงเขา 10กว่าปีมาแล้ว เด็กหนุ่มลพบุรีหน้าตาดี นิสัยนอบน้อมถ่อมตน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ‘บอส ร็อกอีสาน’ เป็นศิลปินสังกัดค่ายใหญ่ มีงานแสดงทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีผลงานชุดแรกคือ’ข่อยมักเจ้า’ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น’บอส นวพล’ออกเพลงชุดล่าสุด’น้ำตาแมว’ที่ผมแต่งและเป็นโปรดิวเซอร์ เมื่อหมดสัญญากับทางค่าย ไม่มีเพลงชุดใหม่ ไม่มีงานร้องเพลง บอสต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบทำงานทุกชนิดเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว สะสมเงินทำเพลงเอง แต่ความฝันที่จะเป็นนักร้อ
วันที่ 29 มีนาคม 2560 ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้มีพายุฤดูร้อนต่อเนื่อง ส่งผลให้มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ไม่เพียงส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเกษตร ยังส่งผลดีต่อชาวบ้านที่มีอาชีพหาของป่าขายในหน้าแล้ง มีรายได้มากขึ้น เพราะหลังฝนตกต่อเนื่อง ต้นไม้เริ่มผลิใบใหม่ ทำให้หาของป่าง่ายขึ้น อาหารป่าประเภท ไข่มดแดง แมงแคง จักจั่น เห็ดฯลฯ ล้วนมีมากในช่วงต้นฤดู จึงเป็นโอกาสทองของชาวบ้าน เร่งออกหาของป่าขายเพราะมีราคาแพง เห็ดตับเต่า ราคากิโลละ 300-500 บาท น้ำผึ้งเดือนห้า ขวดละ 400-600 บาท ซึ่งจะหาขายทำเงินได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมเท่านั้น ส่วนไข่มดแดง ราคากิโลกรัมละประมาณ 800 – 900 บาท ส่วนแมงแคงและจักจั่นมีราคา ตกตัวละ 1-2 บาท เลยทีเดียว เช่นเดียวกันกับตลาดสดเทศบาลตำบลศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งเป็นศูนย์รวมอาหารพื้นบ้านอีสาน และของป่า พบว่าคึกคักคราคร่ำไปด้วยพ่อค้า แม่ค้า ต่างนำของป่า ประเภท เห็ดตับเต่า น้ำผึ้งเดือนห้า ผักหวาน ไข่มดแดง แมงแคง จักจั่น มาวางขายสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสะพัด บางรายสามารถทำเงินได้วันละกว่า 3,000 – 5,000 บาท เนื่องจากอาหารดังกล่าวเป็นเมน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น เพราะช่องทางสื่อสารออนไลน์เป็นช่องทางที่เข้าถึงง่าย สะดวกรวดเร็ว จึงไม่แปลกที่ผู้คนนิยมใช้ช่องทางนี้เพื่อติดต่อสื่อสารถึงกันและกัน และยังสามารถต่อยอดในการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการค้าขาย หารายได้เสริมอีกด้วย จนนำไปสู่อาชีพ “แม่ค้าออนไลน์” นั่นเอง คุณชมพู่ – เพชรรัตน์ ด่านเก่า บัณฑิตสาวป้ายแดง วัย 24 ปี จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันมีอาชีพเป็น “แม่ค้าออนไลน์” จำหน่ายซองใส่กุญแจรถจักรยานยนต์และรถยนต์ มีให้เลือกซื้อครบทุกรุ่น ทุกยี่ห้อตามความนิยมในท้องตลาด เริ่มต้นให้ฟัง ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์มาได้ 8 เดือนแล้ว สินค้าที่ขายเป็นซองใส่กุญแจรถ ส่วนมากจะขายในกลุ่มรถยนต์ทางเฟซบุ๊ก เริ่มต้นธุรกิจนี้จากการที่อยากหาอาชีพทำระหว่างรอสอบบรรจุครู พอดีไปเจอสินค้าตัวนี้เข้า โดยมีรุ่นพี่ที่รู้จักเขาแนะนำร้านขายส่งให้ เป็นการสั่งตรงจากต่างประเทศ โดยใช้เวลารอสินค้าล็อตหนึ่งราว 2-3 สัปดาห์ และที่เลือกใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางการขายเพราะคนส่วนใหญ่ชอบความสะดวกสบาย ที่ไม่ต้องไปเดินหาซื้อให้เสียเวลา หากมองแค่ตัวสินค้า อาจไม่น
GLAZZIQ (กลาซซิค) คือ สตาร์ตอัพพันธุ์ไทยน้องใหม่มาแรง มีหนุ่ม-สาว 4 คนในวัย 30 ต้นๆ ที่ล้วนมีดีกรีและประสบการณ์การทำงานจากต่างประเทศ เป็นหุ้นส่วนร่วมกันก่อตั้งและเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อราวต้นปีที่ผ่านมา GLAZZIQ คือ เจ้าของนวัตกรรมล่าสุดของการซื้อขาย “แว่นตา” ผ่านสื่อออนไลน์ GLAZZIQ คือ ร้านค้าอีคอมเมิร์ซแบบ “บูรณาการแนวตั้ง” ที่เชื่อมต่อตั้งแต่โรงงานไปจนถึงลูกค้า เพื่อตัดปัญหา “พ่อค้าคนกลาง” โกยกำไร จนผู้ซื้อต้องจ่ายแพงเกินจำเป็น GLAZZIQ คือ แว่นตาแบรนด์ไทย ที่ออกมา “ท้าทาย” วิธีการซื้อขายแบบเดิมๆ ในตลาดบ้านเรา มุ่งหวังให้ลูกค้ามีประสบการณ์การเลือกซื้อแว่นตาและเลนส์ในแบบใหม่ที่ดีกว่า มี คุณดา-ปรินดา ประจักษ์ธรรม เป็นซีอีโอสาววัย 33 ปี เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วงเวลานั้นเอง มีโอกาสได้รู้จักกับ คุณตั้ม-พิริยะ ตันตราธิวุฒิ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งกิจการกลาซซิค ส่วนที่มาของการรวมตัวกันเป็นสตาร์ตอัพครั้งนี้ น่าจะมีจุดเริ่มมาจาก “ความสงสัย” ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร “ด้วยความที่ครอบครัวมีโรงงานผลิตเลนส์แว่นตา
