การเงิน และการตลาด
ในการทำธุรกิจของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งคือ “การขาดเอกสารแสดงรายได้ หรือ Statement ทางการ” ส่งผลให้เมื่อต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่อง จึงไม่สามารถยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ และบางรายต้องพึ่งพา “หนี้นอกระบบ” ที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อแก้ปัญหานี้ ธนาคารกรุงไทยร่วมกับภาครัฐ เปิดตัว ‘นกกระซิบ’ AI Chatbot บนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการบริหารร้านค้า และสร้างโอกาสทางการเงินใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างปลอดภัย ‘นกกระซิบ’ คืออะไร และทำหน้าที่อะไรบ้าง? ‘นกกระซิบ’ คือ AI Chatbot ที่ถูกพัฒนาและฝังอยู่ในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งเป็นแอปฯ ค้าขายที่ผู้ประกอบการรายย่อยใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน โดยทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาธุรกิจส่วนตัว ช่วยยกระดับการบริหารจัดการร้านค้าให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าที่หลักของนกกระซิบคือ ช่วยคำนวณรายรับ-รายจ่าย, คาดการณ์ (Forecast) และคุมสต๊อกสินค้าไม่ให้ขาดหรือเกิน รวมถึงเช็กราคากลางวัตถุดิบ ช่วยวิเคราะห์และเปรียบเทียบราคาวัตถุดิบ ให้ร้านค้าคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ไปจนถึงการบัน
ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ภาพของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะเต็มไปด้วยรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ และบรรดาผู้นำองค์กร รวมมากกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ ในการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 งานที่หลายฝ่ายเรียกกันว่า โอลิมปิกด้านการเงินโลก เวทีใหญ่ แบ่งหลักๆ เป็นสามส่วน งานนี้ประกอบด้วยวาระย่อยรวมกันหลายร้อยวง แบ่งกว้าง ๆ เป็นสามกลุ่ม ได้แก่ Main Stage ซึ่งเป็นการประชุมทางการของสถาบันคณะผู้จัด , Side Event จากสื่อและสถาบันการเงินทั่วโลก ที่ปีนี้มีไฮไลต์คือเวทีของ CNN ที่จะมาเปิด Economic Outlook และ กลุ่มที่สาม คือ เวทีที่ไทยจัดขึ้นในฐานะเจ้าภาพ เพื่อนำเสนอวาระของตัวเอง ครอบคลุมประเด็นอย่างหนี้ เงินเฟ้อ พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงคำถามใหญ่ว่าระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ไทยจะอยู่ตรงไหน และ AI ส่วนไฮไลต์จากธนาคารแห่งประเทศไทยคือเวทีว่าด้วยวิธีรับมือการฉ้อโกงทางการเงินจากแหล่งทุนเทาและภัยสแกมเมอร์ เนื้อหาบนเวทีสะท้อนจุดเปลี่ยนของโลกเศรษฐกิจ ทั้งโครงสร้างสงครามการค้า อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อที่ผันผวน ขณะที่ไทยมองงานนี้เป็นโอกาสดึงดูดการ
รู้จัก Fauxductivity แกล้งทำงานหนัก พฤติกรรมที่เป็นแบบไม่รู้ตัว เพราะอยากให้คนอื่นมองว่าขยัน เมื่อการทำตัว “ยุ่ง” ไม่ได้แปลว่าทำงานมีประสิทธิภาพ ทุกคนคงเคยเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ ที่เพื่อนร่วมงานดูยุ่งตลอดเวลา นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานไม่หยุด ยกโทรศัพท์เดินคุยด้วยสีหน้าตึงเครียด หรือแม้กระทั่งขยับเมาส์อยู่ตลอดเวลาราวกับไม่มีเวลาว่าง แต่เมื่อดูผลงานจริงๆ แล้วกลับพบว่า ไม่ได้มีอะไรคืบหน้า พฤติกรรมนี้เรียกว่า “Fauxductivity” หรือการแสร้งทำงานให้ดูหนักหน่วง แต่แท้จริงแล้วไม่มีประสิทธิภาพ Fauxductivity คืออะไร? Fauxductivity (โฟ-ดัค-ติ-วิ-ตี้) มาจากคำว่า Faux (มาจากคำว่า Fake ที่แปลว่า ปลอม) + Productivity (ประสิทธิภาพ) หมายถึง การแสร้งทำเป็นว่ากำลังทำงานหนัก แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดี หลายคนอาจไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ แต่ด้วยวัฒนธรรมองค์กรความกดดันจากหัวหน้า หรือแม้แต่ความต้องการที่อยากให้คนอื่นมองว่าตัวเองขยัน ทำให้พฤติกรรม Fauxductivity นี้แพร่ระบาดโดยไม่รู้ตัว สาเหตุหลักของพฤติกรรมนี้ เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic workplace) : อาจเกิดจากระบบงานที่มีปัญห
ในยุคที่การซื้อขายออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ส่งผลให้มีจำนวนนักช้อปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแนวคิด “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และคนวัยทำงานที่เริ่มต้นชีวิตการเงิน ที่แนวคิดนี้เข้ามาตอบโจทย์ เพราะเป็นการผ่อนชำระที่ง่ายต่อการเข้าถึง ไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่มีดอกเบี้ยหากชำระตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงตอบโจทย์ความต้องการซื้อสินค้าอย่างสะดวกและรวดเร็ว ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ สินเชื่อ BNPL ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำรวจจากผู้ประกอบการรายใหญ่ 6 แห่ง ระบุว่า ในปี 2564 มีจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการเพียงประมาณ 6 แสนบัญชี แต่สิ้นปี 2567 ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.91 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่สูงเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่ได้มอง Buy Now Pay Later เป็นคนร้าย แต่หากไม่เข้ามาควบคุม อาจจะเกิดความเปราะบางในบางจุด ทั้งการซื้อโดยไม่ต้องมีเงิน และการที่เด็กกลายเป
เงินเดือนเท่าเดิม แต่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่หลายคนเจอทุกสิ้นเดือนคือ “เงินเข้ามาแล้วก็หายไปทันที” แม้ในใจอยากมีเงินเก็บสักก้อน แต่ก็เริ่มต้นไม่ถูก อย่าเพิ่งท้อ! วันนี้ fintips by ttb จะพาไปรู้จัก “เทคนิค 6 Jars” สูตรออมเงินระดับโลกที่ช่วยควบคุมรายจ่าย และสร้างวินัยการออมได้จริง 6 Jars คืออะไร แนวคิด 6 Jars มาจากหนังสือชื่อดัง Secrets of the Millionaire Mind โดย T. Harv Eker ทีเขียนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารการเงินอย่างมีระบบ ผ่านการแบ่งรายได้ออกเป็น 6 ส่วน โดยเปรียบเสมือนมี “โหล 6 ใบ” สำหรับการเก็บเงินแต่ละเป้าหมาย จุดเด่น คือ “ไม่จำเป็นต้องมีรายได้สูงก็เริ่มได้” เพียงแค่แบ่งเงินมาออมทุกครั้งที่มีรายรับ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้เสริม หรือโบนัส แล้วทำการจัดสรรตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับตัวเอง โหลที่ 1 : ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น (55%) เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น เป้าหมายคือ “ใช้เท่าที่จำเป็น” ไม่เกินจากงบที่ตั้งไว้ 55% เพื่อให้เหลือเงินไปลงทุนหรือออมในโหลอื่น หากรู้สึกว่าเงินในส่วนนี้ไม่พอ ควรปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย หรือหารายได้เ
ในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 9.7 แสนล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 แนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนถึงเทรนด์ “Trade-up” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในหมู่นักช้อปไทย สอดคล้องกับอินไซต์ของลาซาด้าในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมาที่มียอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตขึ้นถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังมีมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (Average Order Value – AOV) สูงกว่าวันปกติถึง 2.5 เท่า ลาซาด้า ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ เผยอินไซต์ตลาดไทยเดินหน้าสู่ยุค “Confidence Commerce” หลังพบว่านักช้อปยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก พร้อมยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อความมั่นใจ สอดคล้องกับ รายงาน The Rise of Authenticity-Driven E-Commerce โดย CUBE INSIGHTS บริษัทชั้นนำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอีคอมเมิร์ซ ที่ระบุว่า ตลาดกำลังเติบโตด้วยมูลค่า (Value-driven Growth) สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสิน
แน่นอนว่านอกจากการไหว้เจ้าขอพรให้ปีใหม่ที่จะมาถึง โดยฤกษ์ไหว้ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือไอเทมที่มีสีแดง เพราะเป็นสีมงคลของชาวจีน ที่เชื่อว่าจะช่วยเสริมโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา ทำไมตรุษจีนต้องสีแดง? เหตุผลที่ชาวจีนนิยมใช้สีแดงในวันมงคล เพราะคนจีนมีความเชื่อว่า สีแดงเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองความโชคดี สีแดง คือหยาง อันหมายถึง ดวงอาทิตย์ สัญลักษณ์ของพลังแห่งบุรุษเพศ การเคลื่อนไหว ความกระตือรือร้น การเคลื่อนขึ้นไปด้านบน การเจริญเติบโต ความเจริญรุ่งเรือง ความร้อนแรง ความโชคดี ความเคารพ การป้องกัน และการยอมรับนับถือ (ตรงข้ามกับ หยิน) และเนื่องจากสีแดงเป็นสี มงคล ในงานแต่งงาน ในวันตรุษจีน (ปีใหม่) และโอกาสพิเศษที่น่ายินดีล้วนต้องเป็นสีแดง โดยความเชื่อเรื่องสีแดงไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของความมงคลอย่างเดียว สีแดงในความเชื่อของผู้คนนานาชาติ มีความหมายแตกต่างกันออกไป เช่น ชาวอินเดีย เชื่อว่า สีแดง คือความบริสุทธิ์ ราคะ และจิตวิญาณ นอกจากนี้ยังเป็นสีกายของพระอาทิตย์ เทพชั้นสูงตามความเชื่อของชาวฮินดู ชาวญี่ปุ่น ถือว่า สีแดงค
การทำงานในยุคปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างแพร่หลาย โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะพื้นฐานหรืองานที่มีลักษณะซ้ำๆ แต่ความนิยมในการใช้ AI ในตลาดแรงงานก็มาพร้อมกับความกังวลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในบางตำแหน่ง รวมถึงอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานและความต้องการทักษะในตลาดแรงงาน ผลการวิเคราะห์จากทีม Big Data สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ให้เห็นว่า AI มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนหน้าที่งานบางส่วน โดยอาจก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เนื่องจากการไม่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่ ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงาน แต่งานที่ต้องการทักษะ AI กลับเพิ่มขึ้น จากผลสำรวจพบว่า ระหว่างปี 2567–2568 ความต้องการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวลดลงประมาณ 9.6% จาก 642,216 เป็น 580,505 ตำแหน่ง สำรวจอาชีพเสี่ยงถูก AI แย่งงาน เมื่อจำแนกตามอาชีพหลัก ได้แก่ วิศวกรซอฟต์แวร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ นักบัญชี และวิศวกรโยธา พบว่า ความต้องการแรงงานในอาชีพดังกล่าวลดลง ยกเว้นนักบัญชีที่ยังมีการเติบโตถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ได้มีการแถลงผลการดำเนินงานปี 2568 และการขับเคลื่อน SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ปี 2569 คุณพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ได้เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา 23 ปี โดยมียอดเบิกจ่ายสูงสุดอยู่ที่ 79,043 ล้านบาท และมียอด NPLs หรือหนี้เสีย ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยมียอดอยู่ที่ 7.9% โดยสอดคล้องเป็นไปตามพันธกิจของธนาคารที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่และขนาดเล็ก วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท สูงถึงกว่า 70% ของการเติมทุนทั้งหมด ช่วยสร้างประโยชน์ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 362,010 ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 620,360 ราย สวนทางกับแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในระบบ ที่ติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) ของธนาคาร ขยายตัวอยู่ที่กว่า 99,564 ล้านบาท เติบโต 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ 2567 
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน ได้ร่วมกันออกกลไกเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถมาแก้ไขปัญหาหนี้เสียในการที่จะกลับมาเริ่มต้นทางการเงินใหม่ได้อีกครั้ง โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา และ (2) มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โครงการดังกล่าว เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ตามเงื่อนไขข้างต้นสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ผ่าน (1) เว็บไซต์ของ ธปท. ( www.bot.or.th/cleardebt ) หรือ (2) ช่องทางของบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ( www.sam.or.th ) หรือ (3) ช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยในระยะแรก โครงการฯ จะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ก่อน ทั้งนี้ ในการดำเนินโ
