Featured
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมของอาหารจีนนั้นแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ทุกประเทศ อาหารจีน จึงเป็นที่นิยมและสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะประเทศที่มีชุมชนจีนชัดเจน เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ อาหารจีนจำพวกต้มตุ๋นด้วยสมุนไพรจีน จึงเป็นที่แพร่หลายที่เด่นชัดคือ บักกุ๊ดเต๋ ซึ่งเป็นซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน และอีกอย่างหนึ่งคือ ไก่ตุ๋นยาจีน ในมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งมีทั้งชาวจีนและชาวมลายูเป็นเชื้อชาติหลัก ไก่ตุ๋นยาจีนก็เป็นที่นิยมเพราะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามก็กินได้ Sip Chuan Tai Pu เป็นเครื่องตุ๋นยาจีนที่รวมเอาสมุนไพรอันมีคุณค่าตามตำรับโบราณ โดยเขาจะนำสมุนไพรยาจีนชนิดต่างๆ บรรจุลงในซองชาเรียบร้อยไม่ต้องไปหาซื้อแยกทีละอย่าง ใส่ในห่ออย่างสวยงามมีภาพและวิธีทำที่แสนจะง่ายดาย ใครไปเที่ยวมาเลเซีย ขอแนะนำให้ซื้อติดมือกลับมาทำ สมุนไพร 1 ซองจะตุ๋นไก่ได้ครึ่งกิโล โดยเติมน้ำ 2 ลิตร ใส่ไก่ และซองยาจีนลงไป ตุ๋นด้วยไฟอ่อนๆ จนเนื้อไก่เปื่อยนุ่ม ปรุงรสด้วยเกลือ เพียงเท่านี้ก็จะได้ไก่ตุ๋นยาจีนหอมๆ ที่อุดมด้วยคุณค่าในการบำรุงร่างกาย อะไรจะง่ายดายอย่างนี้ เครื่องตุ๋นนี้นอกจาก
ฉันกลับมาซานฟรานฯ ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ รู้แต่ว่าจะกี่ครั้งเมืองนี้ยังน่ารัก น่าค้นหา ตื่นตาตื่นใจเสมอ เป็ดย่างซานฟรานฯ ยังอร่อยเหมือนเดิม ทุกประการ ฉันพวกชอบกิน และเป็ดย่างนี่เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ ฉันว่าเป็ดย่างอร่อยนี่มีทุกเมืองที่มีคนจีนอยู่ จะไปเมืองไหนก็ตามขอให้เดินเข้าไปในย่านคนจีน ไชน่าทาวน์ และค้นหาเป็ดย่างให้เจอ เอาเจ้าที่เก่าแก่หน่อย จะไม่ผิดหวัง เป็ดย่างที่อร่อยไม่ได้มีแต่ที่ฮ่องกง ไม่ได้มีแต่โฟร์ซีซั่น ฉันขอย้ำ ซานฟรานฯ เป็นเมืองที่มีย่านคนจีนใหญ่มาก ไชน่าทาวน์ของซานฟรานฯ เขาว่าใหญ่ที่สุดในโลก และเก่าแก่ที่สุดในอเมริกา เพราะซานฟรานฯ เป็นประตูของอเมริกาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ล่องเรือมาแต่เมืองจีนก็ต้องมาขึ้นท่าที่ซานฟรานฯ นี่แหละ ใกล้สุดแล้ว คนจีนจึงมาตั้งรกรากที่ซานฟรานฯ ร้อยกว่าปีแล้ว บางคนบอกว่ามาก่อนมีอเมริกาเสียอีก ฉันพามาเดินตลาด ไม่ได้พามากินเป็ดนะ แต่แวะกินเป็ดก่อน บอกแล้วมันอดไม่ได้ แล้วก็ต้องกลับมาเมืองโปรดของฉันอีกครั้ง มาเยี่ยมซานฟรานฯ ปีละครั้งอายุยืนยาวได้อีก 10 ปี ฉันคิดของฉันอย่างนั้น เมืองนี้ชื่อเต็มคือ ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองหนึ่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่เขาเร
ครอบครัวลัดดาเป็นชาวปกาเกอะญอ อยู่ที่บ้านห้วยโป่ง อ.แม่ระมาด จ.ตาก พ่อเป็นโรคหอบหืด ทำงานหนักไม่ได้ และต้องกินยาเป็นประจำ ส่วนแม่ไม่สบายโดยไม่รู้สาเหตุ เดินไกลไม่ไหว เคยไปหาหมอแต่ก็ไม่ได้ไปตรวจต่อเนื่อง เพราะบ้านอยู่บนดอย ถนนเกือบตลอดสายเป็นดินลูกรัง ระยะทางห่างจากตัวอำเภอแม่ระมาดเพียง 60 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วโมง ถ้าจ้างรถกระบะต้องเสียค่ารถไปกลับรอบละ 3,000 บาท ส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านห้วยโป่งและหมู่บ้านที่อยู่ระหว่างทาง จะใช้วิธีเดินไปเรื่อยๆ ถ้าเจอรถผ่านมาก็ขออาศัยไปด้วย แม่ของลัดดาเคยไปหาหมอครั้งเดียวแล้วก็ไม่ยอมไปอีก แต่พ่อต้องไปรับยาโรคหอบหืดเดือนละครั้ง ต้องขอติดรถคนอื่นไป ลัดดาก็เคยไปในเมือง เพราะไม่สบายต้องไปโรงพยาบาล และ ตอน ป.1 ก็ไปทำบัตรประชาชน โดยขออาศัยรถคนอื่นไป ลัดดามีพี่ 5 คน มีครอบครัวไปหมดแล้ว ลูกสาวคนเล็กอย่างลัดดาจึงช่วยทำงานทั้งในและนอกบ้าน พ่อมีที่นาปลูกข้าวพอกินในครอบครัว ลัดดาช่วยพ่อปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ระหว่างนั้นก็ต้องคอยไปถางหญ้าบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นข้าวจะโตไม่เต็มที่และเก็บเกี่ยวไม่ได้ คนในหมู่บ้านไม่มีใครปลูกพืชเกษตรเพื่อการค้าอย่างข้าวโพด เพราะบ
“ทำมาก็หลายอาชีพแต่ไม่เป็นอย่างที่หวัง เลยเลือกเสี่ยงโชคหันมายึดอาชีพขายผลไม้ซะเลย” นี่เป็นคำพูดของ คุณมาโนชย์ คำบุญมี วัย 57 ปี เจ้าของร้านผลไม้ที่ขายมานานร่วม 23 ปี คุณมาโนชย์ เล่าว่า เดิมทีเป็นคนจังหวัดชัยภูมิ ก่อนหน้านี้ทำมาหลายอาชีพแต่ยังไม่ลงตัว มิหนำซ้ำยังมีหนี้หลักแสนจากการกู้ยืมเพื่อไปทำงานต่างประเทศ แต่ไปได้ไม่นานก็ถูกส่งตัวกลับบ้านเกิด ในเมื่ออยู่บ้านแล้วไม่รู้จะทำอะไร จึงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ พร้อมภรรยาและลูกทันที เริ่มต้นจับธุรกิจขายผลไม้รถเข็น ขายปีแรกสามารถปลดหนี้หลักแสนบาทได้ สามารถส่งลูก 2 คนเรียนจบปริญญาตรี มีหน้าที่การงานทำที่ดีถึงทุกวันนี้ ในช่วงแรก ไม่มีจุดจอดประจำ ตื่นเช้าตั้งแต่หกโมงเช้า กลับบ้านตีหนึ่ง ไม่ก็ตีสอง ต่อมาจึงลองเสี่ยงโชคเลือกมาขายหน้าบริษัท และที่ตลาดสด ย่านประชานิเวศน์ 1 ประชาชื่น เขตจตุจักร กทม. ปรากฏว่าอยู่ยาวมาเป็น 10 ปี ลูกค้าคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี จนกลายเป็นลูกค้าประจำ ผลไม้มีสารพัดอย่าง ทั้ง แตงโม มะม่วง มันแกว สับปะรด มะละกอ ฝรั่ง ผลไม้ดองผสมผสานกันไป ราคาของดองถุงละ 15 บาท ส่วนผลไม้สดชิ้นละ 20 บาท คุณมาโนชย์ เล่าเพิ่มเติมว่า พอมีที
ณวัชรีญา มณีรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 6 ตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ เล่าให้ฟังว่า เมื่อได้เรียนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี ได้ทดลองทำงานในบริษัทได้สักระยะรู้สึกว่าไม่ชอบงานทางด้านนี้ จึงได้ปรึกษากับทางครอบครัวว่าอยากจะกลับมาอยู่บ้าน โดยทำอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเน้นแบบผสมผสาน จะทำให้มีรายได้หมุนเวียนในการใช้จ่ายภายในครัวเรือน แปลงแก้วมังกร โดยพื้นที่ภายในบ้านก้จะแบ่งเป็นโซนปลูกพืชผักสวนครัว แปลงไม้ผล ไปตลอดจนหญ้าเนเปียที่ใช้สำหรับเลี้ยงโคเนื้อ และที่สำคัญเล้าหมูและไก่เป็ดที่เลี้ยงยังสร้างรายได้ให้กับเธอได้อีกด้วย แปลงปลูกหญ้าเนเปียร์ “พอเราปรึกษากับที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านเลย ตอนนั้นก็นำเงินทุนที่ได้จากทำงาน มาค่อยๆ ลงทุน โดยที่ยังไม่ได้ลงทุนทีเดียวหมด ขั้นแรกก็มีซื้อโคเนื้อมาเลี้ยง เพราะมองว่าสามารถผลิตลูกโคให้เราได้ จากนั้นเราก็ขายไป พอมีรายได้เข้ามาเราก็ทำอย่างอื่นไปด้วย ก็จะเป็นรายได้ทดแทนกันไป ซึ่งการจะมีรายได้รายวัน เราก็ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนเงินรายเดือนก็ได้จากเป็ด ไก่ หมูปลา ก็จะเอาเงินที่ได้จากทางนี้มาใช้จ่ายซื้ออาหารสำหรับทำปศุสัตว์
จากตำนานความเชื่อโบราณของเกือบทุกศาสนา มีความเชื่อว่า สัตว์มีปีกคือ สัญลักษณ์นำความเป็นสิริมงคลมาให้และเป็นสื่อกลางเชื่อม ระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์ ดังนั้น ในพิธีกรรมทางศาสนามักนิยมนำไข่ของสัตว์ปีกมาเป็นเครื่องสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล เพราะเชื่อว่า “ไข่” แทนความหมายการก่อเกิด, การกำเนิด, การเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปลือกไข่วิจิตร คือ ผลงานโอท็อป ระดับ 5 ดาว ของอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก ไข่ฟาแบร์เช งานหัตถศิลป์ลงยาประดับอัญมณี รังสรรค์โดยช่างจิวเวลรี่ เชื้อชาติฝรั่งเศส สัญชาติรัสเซีย นาม ปีเตอร์ คาร์ล ฟาแบร์เช (Peter Karl Feberge) เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ปัจจุบัน ไข่ฟาแบร์เช่ กลายเป็นวัตถุโบราณล้ำค่า ล่าสุดมีการประมูลกันถึงใบละ 300 ล้านบาท คุณภูษิต กาญจนศิริปาน เจ้าของผลงาน เปลือกไข่วิจิตร วัย 47 ปี เล่าความเป็นมาให้ฟัง ย้อนหลังไปราวปี 2540 เมื่อครั้ง “ฟองสบู่แตก” คุณณภัสภรณ์ –ภรรยา ประสบกับปัญหาทางธุรกิจถึงขั้นล้มละลาย ต้องหันหน้าเข้าหาวัด ระหว่างนั้นเธอใช้เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการตอกไข่ดิบให้เป็นรูเล็กๆ เพื่อให้ไข่แดงไข่ขาวไหลออกมาแทนจะตอกให้แตกเป็นสองส่
ยามนี้ “ปัว” อำเภอเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาของจังหวัดน่าน กำลังเพิ่มระดับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหนุ่ม-สาว ชาวฮิปสเตอร์จากทั่วสารทิศ ให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนกันไม่ขาดสาย ความโดดเด่นของพื้นที่อันเป็น“จุดหมายปลายทาง”ของใครหลายคนนี้ น่าจะอยู่ที่ความงามตามธรรมชาติของ ท้องฟ้า แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ รวมทั้งสีเขียวขจีของ “ทุ่งนา”ที่สามารถทอดมองไปได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา ร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว นับเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์”ของอำเภอน่าเที่ยวแห่งนี้ เพราะนอกจากรสชาติของเครื่องดื่มจะถูกปากบรรดาคอกาแฟแถมราคาไม่แพงด้วยแล้ว ร้านกาแฟบรรยากาศสุดชิคนี้ ยังมีซุ้มไม้มุงจาก ทอดยาวเรียงรายลงไปในผืนนา รอให้บรรดาอาคันตุกะจากต่างถิ่นเดินเลาะไปตามทางบนสะพานไม้ไผ่ก่อนไปนั่งรับลม ชมวิวกันแบบชิว-ชิว ได้แบบไม่คิดตังค์เพิ่ม เรียกว่าซื้อกาแฟแก้วละไม่กี่สิบบบาท แต่สามารถนั่งชมวิว “หลักล้าน”กันได้เลยทีเดียว คุณพนม แก้วเทพ อายุ 47 ปี เจ้าของกิจการ “ลำดวนผ้าทอ” ร้านจำหน่ายผ้าทอลายน้ำไหลไทลื้อ และสินค้าของฝากจากเมืองน่าน และกิจการร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ สละเวลามาให้ข้อมูลก
การเดินทาง การท่องเที่ยว รูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ การไปเยือน ไปถึง ถ่ายรูป เข้าห้องน้ำ แล้วจบ แต่เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่จะได้เติมเต็มคุณค่าประสบการณ์ใหม่ ในรูปแบบที่เรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้จัดทำขึ้น อย่างที่ การไปเยือนวัดพระเกิด ที่อ.เมือง จ.น่าน ก็มีกิจกรรมของผู้ไปเยือนคือ การทำตุง หรือ ธง เพื่อความเป็นสิริมงคล นั่นคือ ผู้ไปเยือนหรือนักท่องเที่ยวได้ลงมือทำจริงๆ ได้สัมผัส ได้เข้าพิธีกรรม นำมาซึ่งความอิ่มเอิบใจ คุณดรุณี เทียมแสน วัย 68 ปี ผู้สอนการทำตุง เผยว่า การทำตุงเพื่อสะเดาะเคราะห์ สืบชะตา เรียกขวัญกำลังใจ ที่วัดพระเกิด เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2554 โดย อาจารย์คำรบ วัชราคม อดีตผู้อำนวยการเทคนิคน่าน เป็นผู้ริเริ่ม (แต่ท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2558) คณะกรรมการวัดก็เลยมาสานงานต่อ คุณดรุณี อธิบายให้ฟังว่า เริ่มต้นในการทำตุง ทางวัดจะจัดเตรียมตุงไว้ให้ จากนั้นให้นักท่องเที่ยว ได้แปะปาก จมูก ตา คิ้ว (รูปพระ) แปะปีนักษัตร หรือปีเกิดของผู้ทำ เขียนชื่อวันเดือนปีเกิดลงไป จากนั้น นำตุงไปถวายพระ กล่าวคำถวายตุง ให้พระสวดมนต์ให้พร กรวดน้ำ เป็นอันจ
เดี๋ยวนี้โลกแฟชั่นไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าสำหรับสาวๆ หุ่นพิมพ์นิยมยึดครองตลาดเท่านั้น เพราะบรรดาสาวหุ่นอวบ หรือสาวพลัสไซซ์ ลุกขึ้นมาทวงพื้นที่ของพวกเธอ แบรนด์แฟชั่นใหญ่น้อยเลยต้องหันมาเอาใจสาวพลัสไซซ์มากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยให้พวกเธอเสาะหาเสื้อผ้าใส่กันตามมีตามเกิด บางร้านแทบจะไม่มีชุดสำหรับสาวไซซ์ L ด้วยซ้ำ ไม่ต้องคิดถึงสาวตุ้ยนุ้ยน้ำหนักเกินมาตรฐานที่ต้องใส่ไซซ์ XL ขึ้นไป ปัญหาเรื่องเสื้อผ้าของสาวอวบอ้วนได้รับการแก้ไข ทำให้พวกเธอมีทางเลือกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องทนกับเสื้อผ้าหลวมๆ โคร่งๆ พอให้มีใส่ไปวันๆ แถมยังมีการออกแบบเป็นพิเศษโดยคำนึงถึงสรีระของสาวพลัสไซซ์ เพื่อให้สวมใส่แล้วดูดีมีสไตล์ ทันสมัย เข้ากับกระแสแฟชั่น แต่ปัญหาเดียวกันที่เกิดกับผู้ชายร่างใหญ่กลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก อาจเป็นเพราะหนุ่มๆ เหล่านี้ถูกมองว่าสวมใส่อะไรก็ได้ แค่เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กางเกงขนาดใหญ่ๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ทั้งๆ ที่หนุ่มพลัสไซซ์จำนวนมากไม่ได้ต้องการแบบนั้น เพราะเสื้อผ้าขนาดใหญ่ๆ มักจะทำให้ใส่แล้วยิ่งดูอ้วนเทอะทะ ความยาวก็เกินพอดี แถมมีแต่แบบพื้นๆ ไม่ตอบโจทย์กระแสแฟชั่นอีกด้วย สำนักข่าวเอพี ระบุว่า ปัจจุบัน บ
เทศกาลงานอีเว้นต์เรื่องอาหาร ตามห้างหรือศูนย์แสดงสินค้าทั้งหลาย ย่อมมีผู้ประกอบการมากมายต่างขนผลงานของตัวเอง มาอวดโฉมเพื่อเรียกความสนใจจากผู้ซื้อให้มากที่สุด หลายวันก่อน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปสะดุดเข้ากับ บู๊ธเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่า “สวยกินได้” ที่มองการจัดหน้าร้านนั้น แม้จะดูเรียบง่าย แต่มีสีสันฉูดฉาดไม่เบา เดินเข้าไปดูใกล้ๆจึงรู้ว่าเป็นดอกไม้สดนานาชนิด ถูกนำมาใส่ไว้ในโหลแก้ว พร้อมจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม สอบถาม คุณลูกโป่ง เจ้าของบู๊ธ “สวยกินได้” รายนี้ บอก สินค้าที่เธอทำนำมาแสดงในงานครั้งนี้ มีชื่อว่า “บุษบาห่มผ้า” เป็นอาหารว่างรูปร่างสวยงาม แปลกตา ทำมาจากแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะห่อไส้เห็ดรวนปรุงรส ผักสด และกลีบดอกไม้นานาชนิด “ดอกไม้ที่นำมาทำนี้ ต้องแน่ใจว่าไม่ได้ฉีดยา ซึ่งของเราปลูกเองจึงมั่นใจได้ ส่วนดอกไม้ทานได้ที่เลือกมานั้น มีหลายชนิด ทั้งโสน เข็ม เฟื่องฟ้า คุณนายตื่นสาย ขจร อัญชัน เล็บมือนาง พวงชมพู ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีรสชาติและเนื้อสัมผัสไม่เหมือนใคร” คุณลูกโป่ง อธิบาย ก่อนบอกต่อ ดอกไม้ทานได้นั้น ยังมีอีกหลายชนิดที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ เธอจึงอยากถ่ายทอด “งานศิลป์” ในรูปแบบของอาหาร
