Featured
จากกรณีการตั้งเครื่องกดเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มีมติว่ามีความผิดจริง เนื่องจากเข้าข่ายเครื่องขายอัตโนมัติ และผิดฐานโฆษณา ขณะที่โซเชียลมีเดียมีบางส่วนแสดงความเห็นว่า เบียร์สดก็ไม่ต่างจากเบียร์กระป๋องหรือขวด เหตุใดไม่ห้ามทั้งหมด แต่ห้ามแค่เบียร์สด เพราะสุดท้ายก็ดื่มแล้วเมาเหมือนกัน วันนี้ (12 ต.ค.) นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ที่ไม่ควรตั้งเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากเป็นสินค้าแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดความสนใจ น่าดึงดูดให้ดื่ม เพราะหากเป็นเบียร์กระป๋องหรือขวดที่อยู่ในตู้ก็เป็นเรื่องปกติไม่ได้น่าสนใจอะไร แต่สินค้าของใหม่มักจะน่าดึงดูดให้ลองเสมอ ซึ่งตรงนี้จะทำให้คนเข้าถึงการดื่มได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ด้วยลักษณะของเบียร์สดจะไม่เหมือนเบียร์กระป๋อง เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องดื่มทันที เพราะหากทิ้งไว้นานหรือโดนอากาศ รสชาติก็จะเปลี่ยนไป ทำให้พฤติกรรมคนดื่มเปลี่ยน คือดื่มตั้งแต่จ่ายเงินเลย หรืออาจดื่มในร้าน บนรถ เดิมดื่มตามถนนหรือซอย ซึ่งเป็นพ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ต.ค. ที่ สภ.สอง จ.แพร่ นางอนงค์ อยู่สุข อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 95 หมู่ที่ 7 ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.วรวิทย์ จันปวงเสน สว.สอบสวน สภ.สอง เพื่อให้ช่วยเป็นพยานนับเงินในกระเป๋าที่เก็บได้และประกาศหาเจ้าของ เพื่อความบริสุทธิ์ใจของตนเอง นางอนงค์ กล่าวว่า ขณะที่กำลังมานั่งที่เก้าอี้พักผู้โดยสารเพื่อรอรถกลับบ้าน บริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขา อ.สอง จ.แพร่ เห็นกระเป๋าพลาสติกสีชมพูวางไว้บนเก้าอี้ จึงหยิบขึ้นมาและคิดว่าคงเป็นผู้ที่มานั่งรอรถอยู่บริเวณนั้น และไม่กล้าเปิดดูโดยคาดว่าคงมีเงินและเอกสารสำคัญหลายอย่าง จึงนำมาส่งมอบให้ตำรวจดำเนินการประกาศหาเจ้าของ ต่อมา พ.ต.ท.วรวิทย์ ได้เปิดกระเป๋าดูพบเงินสดจำนวน 21,996.50 บาท และมีลอตเตอรี่ ชุด 3 ใบ 1 ชุด ตำรวจจึงลงบันทึกประจำวันในการทำความดีของนางอนงค์ไว้ และใครที่คิดว่าเป็นเจ้าของกระเป๋าและลืมไว้ให้ไปติดต่อรับคืนได้ที่สภ.สอง ซึ่งทางตำรวจจะได้ตรวจสอบว่าเป็นเจ้าของกระเป๋าจริงหรือไม่ ก่อนจะคืนให้ไป ทั้งนี้ ได้ชื่นชมการทำความดี มีน้ำใจ ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ละโมบและไม่คิดเอาของคนอื่น
เป็นอีกนักร้องสาวสู้ชีวิตอีกคน สำหรับลูกทุ่งสาว “ปิ๋ม ซีโฟร์” เจ้าของซิงเกิ้ล“ตามองตาเปิดฟลอร์” ที่ล่าสุดขยันทำมาหากินสุดๆ ก่อนควงแฟนเด็กอายุห่าง 21 ปี อย่าง “เงิน-ชัยวัฒน์ ศุจินราธร” วัย 22 ปี นักฟุตบอลชายหาดทีมชาติ ลุยเปิดร้านขายข้าวขาหมู ภายในซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 9 หลังมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม “ปิ๋ม” เปิดใจว่า “ปิ๋มไปเซ้งร้านมาและเปิดร้านขายข้าวขาหมู ข้าวหมูทอด พิซซ่า รวมถึงอาหารตามสั่งง่ายๆ ชื่อครัวคุณปิ๋ม ส่งตามหอพักนศ. แถวนั้นจะมีเยอะมาก แต่งร้านสวยๆ ชิลๆ เปิดเพลงให้เข้ากับกลุ่มวัยรุ่นมานั่งกินกัน เฉพาะพี่วินกับนศ. โชว์บัตร ขายแค่ 35 บาทเท่านั้นค่ะ “ลงทุนก็พอประมาณ ไม่เยอะ ไม่น้อย จะเปิดไม่เกิน 15 ต.ค.นี้ค่ะ ช่วงนี้ก็ช่วยกันตกแต่ง ทาสีร้าน ถามว่าเป็นธุรกิจเสริมรึเปล่า ถ้ามีรายได้เข้ามาปิ๋มว่าก็ดีหมดเสริมหรือหลักก็ไม่รู้นะ (หัวเราะ) จะดูร้านกับแฟน เขาไปเตะบอลกลับมาก็มาดู ปิ๋มร้องเพลงเสร็จก็มาช่วยกันดู “อีกอย่างช่วงปิดเทอมก็จะให้ลูกคนโต มีดี 14 ขวบ มาช่วยงานเสิร์ฟที่ร้านด้วย จะได้ฝึกทำงานไปในตัวตั้งแต่เด็ก ให้เห็นว่าเราทำงานหนักทุกวันนี้ก็เพื่ออนาคตลูกๆ ทั้งนั้นค่ะ” ขอบคุณที่มา ข
กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ในช่วงวันที่ 12-18 ต.ค. บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 15-18 ต.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระวังน้ำท่วมขังและลมกระโชกแรง ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 12-14 ต.ค. ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยตอนบน ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 15-18 ต.ค. ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยตอนบนเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง พายุดีเปรสชั่นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิ
ช่วง 4-5 ปีมานี้ ราคามะพร้าวในตลาด มีความผันผวนมาก ขึ้นสูงสุดผลละ 49 บาท ลงต่ำสุดผลละ 2-3 บาท ก็เคยปรากฎ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูก ผู้ประกอบการในวงการนี้ ต่างต้องรับมือกับภาวะความไม่แน่นอน ออลโคโค่ เป็นอีกหนึ่ง แบรนด์น้ำมะพร้าวแปรรูป ที่เข้ามาสู่ในวงการนี้ ด้วยสินค้านับ 10 ชนิด ซึ่งแน่นอนว่า ต้องพบกับภาวะราคามะพร้าวผันผวน บางครั้งสินค้าขาด บางครั้งสินค้าเกินความต้องการ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวราภรณ์ มนัสรังษี รองประธานบริษัท เค-เฟรช จำกัด เจ้าของแบรนด์ออลโคโค่ คุณวราภรณ์ บอกว่า การส่งมะพร้าวสดออกต่างประเทศ แน่นอนว่าย่อมต้องมีบางลูกมีตำหนิ ผิวไม่สวย ช้ำ แต่เนื้อ น้ำข้างในยังดี นั่นเป็นการนำมาสู่การแปรรูป เป็นน้ำมะพร้าวเกล็ดหิมะ และไอศกรีม “การส่งผลไม้ผลสด เราจะได้มะพร้าวปริมาณหนึ่งเท่านั้น ถ้าส่งออก ก็จะติดด้วยข้อกำจัด ในเรื่อง ขนาด รูปทรง ความแก่ อ่อน ตำหนิ รอยช้ำ หรือการกระแทก ซึ่งมันก็ขายไม่ได้ ไม่ว่า จะขายผลสดมากแค่ไหน ก็จะมีสินค้าเกรดรองเสมอ บางทีถึง 60 เปอร์เซนต์ ดังนั้น เราจึงมองว่าผลสดเป็นงานตั้งรับ งานแก้ปัญหา แต่งานแปรรูปมะพร้าว เป็นง
เมื่อโลกไร้พรมแดน แคบลงมาทุกขณะ สมัยนี้ใครจะหยิบจะจับค้าขายอะไรก็เป็นไปได้หมด ยกตัวอย่าง คนขายอยู่นครปฐมติดต่อขาย “ปลากัด”ให้ลูกค้าที่สหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนก็เป็นคู่ค้ากันได้แบบชิว-ชิว แต่กว่าจะจะก้าวเป็นผู้ประกอบการ “ข้ามชาติ”ดังว่ามานั้น ใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก สองสามีภรรยา เจ้าของกิจการ คุณหน่อย – รมิดา ตาณธนพันธ์ เจ้าของกิจการ BettaberryThailand (เบตต้าเบอร์รี่ ไทยแลนด์) ผู้จำหน่าย “ปลากัด”สายพันธุ์ต่างๆ แต่ไม่มีหน้าร้านแม้แต่คูหาเดียว อาศัยเพียงช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์เท่านั้น หากสามารถทำรายได้เลี้ยงตัวและครอบครัวได้เป็นอย่างดีมานานนับปีแล้ว กรุณสละเวลามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมากิจการในแบบของเธอด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นด้วยความเป็นมาส่วนตัวว่า พื้นเพเป็นชาวนครปฐม จบปริญญาตรีด้านบริหาร จาก มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ส่วนคุณจิ๋ว-ณภัทร ตาณธนพนธ์ หุ้นส่วนทั้งชีวิตและธุรกิจ เป็นคนกรุงเทพฯ จบคณะนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนหน้านี้ เคยเป็นลูกจ้าง ทำงานในบริษัทเกี่ยวกับโรงพิมพ์ด้วยกันทั้งคู่ ทำงานประจำอยู่กว่าสิบปี ทั้งตัวเธอ
ต้นชะคราม เป็นพืชล้มลุกและเป็นวัชพืชที่ขึ้นแถวดินที่มีความเค็ม หาได้ง่ายแถวสมุทรสงครามและสมุทรสาคร ใบชะครามจะดูดความเค็มมาไว้ที่ใบ เวลาจะรับประทานจึงต้องนำมาลวกเอาความเค็มออก ใบชะครามนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่างนอกเหนือจากยำ ทำแกงคั่วใบชะครามใส่ปู ลวกทานกับน้ำพริก นำมาชุบไข่ทอดรับประทานกับน้ำพริก ทำห่อหมกและแกงส้มได้ นอกจากนั้น บางแหล่งข้อมูลกล่าวว่า ใบชะครามมีคุณค่าทางยา รากเป็นยาบำรุงกระดูกแล้ว กำลังศึกษาว่ามีสารอนุมูลอิสระสามารถป้องกันมะเร็งได้ วิธีการยำในวันนี้จะทำแบบยำถั่วพู ใส่มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งคั่วนำไปบด ใส่หมู กุ้ง ปลาหมึกลวก หอมเจียว กระเทียมเจียว ราดกะทิ รับประทานเคียงกับไข่ต้ม ส่วนผสม น้ำยำ พริกขี้หนู กระเทียม มะนาว หอมแดงซอยเจียว กระเทียมซอยเจียว มะพร้าวขูดสำหรับคั้นกะทิ นำกากมะพร้าวมาคั่ว กุ้งแห้งคั่วป่น ถั่วลิสงคั่วป่น พริกแห้งคั่ว ใบชะคราม ไข่ต้มยางมะตูม มะนาว น้ำตาล น้ำปลา น้ำพริกเผา ไข่ต้ม ใบมะกรูดซอย พริกขี้หนูทุบ การทำน้ำยำ โขลก พริก กระเทียม ให้เข้ากัน เติมน้ำมะนาวเล็กน้อย คนให้เข้ากัน พักไว้ การทำมะพร้าวคั่ว เอามะพร้าวขูดมาคั้นน้ำกะทิ มะพร้าวที่คั้นแล้วมาเลือกชิ้นให
คงรู้จัก KPI (Key Performance Indicator) กันเป็นอย่างดีใช่ไหมครับ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ คงหมายถึงดัชนีชี้วัดผลงาน ที่ถูกนำมาใช้ในองค์กรชั้นนำอย่างแพร่หลาย แถมยังลามปามระบาดไปสู่องค์กรชั้นไม่นำด้วยไม่น้อย บางองค์กรก็ใช้อย่างมีวัตถุประสงค์ เป้าหมายที่ชัดเจน และเลือกวิธีการชี้วัดได้ดีมีประสิทธิภาพ คือ วัดแล้วได้ผลที่ออกมาสามารถบ่งชี้ปัญหา รวมถึงการพัฒนาทิศทางองค์กรได้ แต่ไม่น้อยครับ ใช้กันแบบ “บ้าจี้” เพราะเห็นใครๆ เขาใช้กัน ไม่รู้ว่าแต่ละองค์กรที่นำมาใช้ เคยเอามานั่งทบทวนดูผลอย่างจริงจังมั้ยว่า ไม่ได้โดนสับขาหลอกจากผู้ถูกประเมิน ผมเชื่อว่าทุกท่านต้องคุ้นชินกับพนักงานบริการตามเคาน์เตอร์ ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้กดปุ่มไฟเลือกระดับความพึงพอใจ มีทั้งแบบ 5 4 3 2 1 หรือแบบไอคอนหน้าบึ้งยันหน้าแหกยิ้ม ซึ่งก็มักแบ่งเป็น 5 ระดับเช่นกัน บางองค์กรเดี๋ยวนี้ หันมาใช้วิธีสุ่มโทรถามลูกค้า ว่าหลังจากไปใช้บริการแล้ว หากให้ประเมินคะแนนจะให้เท่าไหร่ ซึ่งฟังดูเหมือนกับเป็นการได้มาซึ่งข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น เพราะไม่ต้องยืนกดอยู่ต่อหน้าพนักงาน สามารถขจัด “ความเกรงใจ” ทิ้งไปได้ แต่…เคยเจอมั้
ช่วงเดือนตุลาคมนี้ เป็นช่วงที่ดอกดาวเรืองเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก ทีมข่าวเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดดอกไม้ สวนจตุจักร ซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ค้า นำต้นไม้ ดอกไม้ นานาพรรณ หลากหลายชนิด จากสวนมาเปิดท้ายกันที่นี่ ทุกวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี ซึ่งพบว่า มีพ่อค้าแม่ค้าจำนวนหลายร้านที่นำเอาต้นดอกดาวเรืองมาขายที่นี่ด้วย เนื่องจากตลาดนี้ เป็นตลาดที่ขายดอกไม้ทั้งปลีกและส่ง จากการสอบถามเจ้าของร้านดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรืองเองด้วย และนำต้นดาวเรืองที่เพาะปลูกไว้หลากหลายสายพันธุ์นำเอามาขายที่ตลาดแห่งนี้ คุณขวัญตา แสงทอง แม่ค้าที่นำเอาต้นดาวเรืองที่สวนของตนที่ปลูกมาเปิดท้ายขาย บอกว่า “ช่วงนี้ดอกดาวเรืองเป็นที่นิยมสูงมาก คนทั่วไปก็ต้องการหาซื้อดอกดาวเรืองกันมาก อย่างที่นำมาขาย 3 วันนี้ ประมาณ 3,000 ต้น ตอนนี้เหลือราวประมาณ 500 ต้น เท่านั้นและคงจะขายหมด” โดยราคาของต้นดาวเรือง แต่ละร้านก็จะแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของดอกดาวเรืองชนิดนั้นด้วย จากการลงพื้นที่ราคาที่พบเห็นก็เฉลี่ยอยู่ที่ต้นละ 40-120 บาท ด้านแม่ค้าอีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของสวนเอง และนำเอาดอกดาว
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และบริษัทในกลุ่มบีเจซี จับมือ กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ “Big C Big Success ธุรกิจไทย โตไปด้วยกัน (Big C SME Matching Day 2017)” เป็นครั้งแรก หลังจากได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 5 กรมหลักของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยที่มีสินค้า มีความฝันและมีความพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกันกับบิ๊กซี โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และครอบคลุมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี กล่าวว่า ทางบิ๊กซี มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการมุ่งมั่นซึ่งการเป็น “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า” ในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกเคียงคู่สังคมไทย และตระหนักถึงความสำคัญของเอสเอ็มอี ที่เป็นแรงผลักให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ บิ๊กซีจึงจัดโครงการ SME Matching ขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกั
