Featured
วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์คลองโยง เป็นกลุ่มผู้ผลิตพืชผักอินทรีย์ ตั้งอยู่ที่หมู่๑ ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๕๘ โดยการรวมตัวของสมาชิกที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ เหตุผลที่ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้หันมาปรับเปลี่ยนทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพ เนื่องจากในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐ คุณอุษา อุตสาหกุล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมพรเกษตรอินทรีย์คลองโยง นับเป็นกลุ่มผู้ผลิตผักอินทรีย์กลุ่มหนึ่งในจังหวัดนครปฐมที่มีความเข้มแข็ง จัดเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ขานรับนโยบายของภาครัฐในเรื่องของการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ทำให้ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมั่นคง สามารถผลิตพืชผักอินทรีย์ป้อนสู่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเสมอมา โดยไม่มีปัญหาเรื่องของสารตกค้างรวมถึงปัญหาอื่นๆ เนื่องจากระยะเวลาในการทำเกษตรในรูปแบบอินทรีย์ของกลุ่มนี้มีระยะเวลาดำเนินการมาร่วม 10 ปี จึงทำให้การปนเ
ชะอมเป็นพืชพื้นบ้านที่ปลูกง่าย ขึ้นได้กับดินแทบทุกชนิด เป็นผักสวนครัวปลูกเป็นรั้วบ้านได้ดีแบบรั้วกินได้ แต่ต้องระวังเรื่องน้ำท่วมโคนต้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หากพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มควรยกร่องขึ้นมา ระยะห่างระหว่างร่องเป็นไปตามสภาพของพื้นที่ แต่ควรมีช่วงห่างให้สามารถเดินเข้าไปได้เพื่อสะดวกในการดูแลและเก็บยอด ขณะที่ชะอมกำลังแตกยอดอ่อนก็ควรมีการเสริมปุ๋ยให้แก่ชะอมและควรให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ประมาณ 15 วันครั้ง การให้ น้ำ ตามสภาพอากาศ หน้าฝนอาจไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ยกเว้นฝนทิ้งช่วงหลายวัน ชะอมจะให้ยอดน้อย ในช่วงหน้าหนาวชะอมจะแตกยอดน้อยแต่ก็สามารถบังคับให้แตกยอดได้ด้วยการตัดแต่งกิ่ง หรือรูดใบออกให้มากเท่าที่จะมากได้ จากนั้นใส่ปุ๋ยและรดน้ำ ยอดก็จะแตกออกมา สำหรับขั้นตอนการปลูก ระยะห่างระหว่างต้นควรห่างประมาณ 1 ศอกต่อหนึ่งต้น พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 2,000 ต้น โดยชะอมสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการปักชำกิ่งลงในถุงดำเอาพลาสติกครอบไว้ประมาณ 7 วัน ก็ติดรากจากนั้นก็เลี้ยงต่อไปประมาณ 1-2 เดือน ก็สามารถนำไปปลูกในแปลงได้
เพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ได้เพียง 4 วัน ปรากฏฟีดแบ็กดีเกินคาด นักลงทุนจากทั่วประเทศกว่า 30 อำเภอ แห่ขอซื้อแฟรนไชส์ในราคาหลักพันบาทกันคึกคัก สำหรับ “แก้ว 2 ใจ” By กาแฟถัง ร้านกาแฟเจ้าดังแห่งจังหวัดน่าน ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับจ้าของกิจการกันก่อน คุณออยลี่ – ทิพวรรณ เสนา อายุ 32 ปี สละเวลามาให้ข้อมูล “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ด้วยอัธยาศัยกันเอง เริ่มต้นแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนเมืองน่าน จบการศึกษาด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล น่าน เคยทำงานประจำมาแล้วหลายตำแหน่ง ล่าสุดได้เป็นถึงผู้จัดการฝ่ายประกันชีวิต ประจำส่วนกลางของธนาคารพาณิชย์ชื่อดัง แต่ด้วยหน้าที่การงานต้องเดินทางไปทั่วประเทศบ่อยมาก ชีวิตอยู่แต่บนรถ เครื่องบิน และโรงแรม บ้านแทบไม่ได้กลับมานอน เลยตัดสินใจลาออกมาสร้างธุรกิจที่ตัวเองชอบ คือ เปิดร้านกาแฟ ที่บ้านเกิด ใกล้กันกับร้านคาร์แคร์ของสามี ซึ่งอยู่กลางเมืองน่าน “ก่อนตัดสินใจลาออก ไปเข้าคอร์สอบรมการทำกาแฟอยู่หลายที่ ประกอบกับเป็นคนชอบดื่มกาแฟเป็นทุน ช่วงว่างจึงชอบนำเครื่องดื่มมามิกซ์แอนด์แมตช์กัน กระทั่งเมื่อราว 2 ปีก่อน ได้ไอเดียกาแฟถังออกมา นำถังขนมมีหูหิ้วมาใส่กาแฟ
หากมองถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจกับการเพาะเลี้ยงเห็ดในสภาพอากาศของบ้านเรานับว่าเอื้ออำนวยเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ดเป็นอย่างดี เพาะเลี้ยงง่าย ไม่เกี่ยงเรื่องขนาดพื้นที่ จะเพาะเลี้ยงเพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ย่อมได้ ตลอดจนสามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางธรรมชาติจากในท้องถิ่นที่มีอยู่มากมายมาดัดแปลงใช้ในการเพาะเห็ดได้อีก เช่น ฟางข้าว ขี้เลื่อย ฯลฯ เป็นต้น จึงทำให้การเพาะเลี้ยงเห็ดเป็นการลงทุนต่ำ แต่สร้างรายได้ให้มากหากมีการบริหารจัดการอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดอาชีพเพาะเลี้ยงเห็ดกันอย่างกว้างขวาง หลากหลายสายพันธุ์ และมีตั้งแต่ทำกันจำนวนน้อยจนถึงจำนวนมากในระดับประเทศ ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความสามารถของคนทำ “ฟาร์มเห็ดเทพศิริ” ตั้งอยู่เลขที่ 154 หมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอีกแห่งที่ทำธุรกิจเพาะเลี้ยงเห็ดหลายชนิด ได้แก่ เห็ดเป๋าฮื้อ หูหนู นางฟ้า ฮังการี ขอนดำ หลินจือ ยานางิ ขอนม่วง และนางฟ้าภูฏาน ทำตั้งแต่ขายก้อนเชื้อ ขายดอกสด และเปิดอบรมวิธีเพาะเลี้ยง ทั้งนี้ เน้นการผลิตเห็ดที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ด้วยการเพาะเลี้ยงแบบออร์แกนิก จึงทำให้
เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกคนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล และถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพเพียงระยะเวลาไม่กี่ปี คุณกิตตินันท์ นุ้ยเด็น บัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งตั้งแต่เรียนจบมาเมื่อปี 2549 ยึดอาชีพเกษตรกรรมมาโดยตลอด เริ่มเมื่อปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงเกษตรทั้งหมด 60 ไร่ ปลูกพืชหลายชนิด แต่ที่ทำเป็นหลักคือ มะละกอฮอลแลนด์ มะละกอแขกดำ กล้วยไข่ และกล้วยหอมทอง หนุ่มวัย 35 ปี รายนี้ เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ในโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นเจ้าของไร่ “อ.การเกษตร.” อยู่ที่ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางพาราที่มีอายุกว่า 30 ปี มาปลูกปาล์มน้ำมัน และพืชผักผลไม้แทน เพราะมองว่าทำเงินได้ดีกว่า อีกส่วนหนึ่งมาจากสาเหตุราคายางตกต่ำ มีรายได้ทุกวัน วันนี้เขามีรายได้เฉลี่ย เดือนละ 30,000-50,000 บาท โดยไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือน มีความสุขอยู่กับเรือกสวน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และใช้เวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตและแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งสอบถามผู้รู้ คุณกิตตินันท์ เล่าว่า ในพื้นที่ 60 ไร่ แบ่งเป็น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรนครพนมไม่หวั่นภัยแล้ง หันเลี้ยงแมงสะดิ้งขาย โดยนายนิรัน จำปา ชาวบ้านคำเตย หมู่ที่ 5 ต.คำเตย อ.เมืองนครพนม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเองประกอบอาชีพทำนาเหมือนเพื่อนบ้านทั่วๆ ไป พอหลังฤดูเก็บเกี่ยวก็ไปรับจ้างพอมีรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อนที่อยู่ จ.เชียงรายได้ชักชวนให้ไปเรียนรู้การเลี้ยงจิ้งหรีดเล็ก หรือที่ชาวอีสานเรียกว่า แมงสะดิ้ง หรือบางที่เรียกว่า แมงจินาย ซึ่งมีที่มาจากเสียงร้องที่สะดีดสะดิ้งของตัวผู้และตัวเมียเวลาที่ต้องการผสมพันธุ์ โดยหลังจากเรียนรู้ตนเองก็กลับมาสร้างบ่อเลี้ยงซึ่งทำจากไม้และกระเบื้องแผ่นเรียบ ขนาดกว้าง 1.5 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.2 เมตร จำนวน 2 บ่อ เพื่อเพาะเลี้ยงที่บ้าน จากนั้นก็ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นายนิรัน กล่าวอีกว่า โดยเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนถึงสามารถจับขายได้ จะอยู่ที่ประมาณ 2 เดือน อาจจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงฤดูหนาว เพราะแมงสะดิ้งไม่ทานอาหารทำให้โตช้ากว่าปกติ โดยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงจะอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อบ่อ แต่จะสามารถจับขายได้ถึงบ่อละ 2,000 – 3,500 บาทเลยทีเดียว โดยตนเองมีอย
คุณอุเชนทร์ พุกอิ่ม บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 บ้านคลองเขาควาย ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (098) 803-0107 เจ้าของสวนเมล่อนในโรงเรือน “ไร่ถุงทองฟาร์ม” การให้ปุ๋ยเมล่อนในโรงเรือน ก็จะให้ปุ๋ยทางรากและทางใบ อย่างทางรากก็จะให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ ปุ๋ย A (จะมีธาตุอาหารหลัก N-P-K), ปุ๋ย B (จะมีธาตุอาหารรอง) ตามสูตรตามระยะการเจริญเติบโต ก็จะให้วันละประมาณ 5 ครั้ง เน้นการให้น้อยแต่บ่อยครั้ง โดยแบ่งเวลาให้ เริ่มให้ตั้งแต่ เวลา 07.00 น. 09.00 น.11.00 น. 13.00 น. และ 15.00 น. การให้ปุ๋ย A จะต้องละลายปุ๋ยในน้ำสะอาดเอาไว้ในถัง เช่นกัน ปุ๋ย B จะต้องละลายในน้ำสะอาดมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (PH) เป็นกลางหรือกรดอ่อน คือ PH ประมาณ 6-7 อีก 1 ถัง ซึ่งตอนปล่อยเข้าระบบน้ำจะต้องให้ปุ๋ย A และปุ๋ย B จะส่งเข้าระบบน้ำพร้อมๆ กัน ในอัตราที่เราจะคำนวณเอาไว้ในแต่ละช่วงอายุของการเจริญเติบโต วิธีใช้ ปุ๋ย A และ ปุ๋ย B เบื้องต้น นำปุ๋ยมาละลายน้ำเพื่อเตรียมเป็นปุ๋ยสต๊อกก่อน 100 ลิตร จำนวน 2 ถัง ปุ๋ย A จำนวน 100 ลิตร และ ปุ๋ย B จำนวน 100 ลิตร แล้วนำแม่ปุ๋ยนั้นไปผสมน้ำเจือจาง ตามค่า EC ที่เหมาะกับพืช เช่น ผัก ค่าที่ 1
“หนู” เป็นสัตว์ศัตรูพืชที่สำคัญ เพราะสามารถกัดแทะทำลายพืชผลทางการเกษตรให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันหนูนั้นเป็นอาหารโปรตีนชั้นดี จึงมีเกษตรกรหัวใสได้ใช้ภูมิปัญญาในการจับหนูและเลี้ยงหนู ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย อย่างเช่น คุณเชาวฤทธิ์ แสนปรางค์ อายุ 46 ปี ชื่อเล่นว่า “ฤทธิ์” อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 2 บ้านมะค่า ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (063) 016-1969 คุณฤทธิ์ แสนปรางค์ มีอาชีพหลักทำนา ได้ใช้เวลาว่างออกจับหนูขาย และเลี้ยงหนูขาย สามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวมาเป็นเวลานับ 10 ปี เดือนละกว่า 15,000 บาท คุณเชาวฤทธิ์-คุณละมัยพร แสนปรางค์ เจ้าของฟาร์มหนูพุก คุณฤทธิ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพหลักทำนา 6 ไร่ ได้ใช้เวลาว่างออกดักจับหนูในทุ่งนาในพื้นที่หมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยใช้ลวดดักหนู ทำเป็นวง นำมาผูกติดกับหลักที่ทำด้วยไม้ไผ่ แล้วนำไปวางไว้ตามทางเดินของหนู โดยช่วงบ่าย ประมาณ 3-6 โมงเย็น จะนำกับดักไปปัก จากนั้นช่วงเช้าตรู่จะไปเก็บกู้ แต่ละวันใช้กับดักประมาณ 100 อัน จะได้หนูพุกวันละประมาณ 10-30 ตัว ชำแหละขายตามตลาดนัดในหมู่บ้าน ไม่เพียงพอกับ
หากมองวิกฤตเป็นโอกาส นำปัญหามาสร้างอาชีพ ใครทำได้ก็ย่อมส่งผลร้ายกลายเป็นดี ดังเช่น คุณปิยะฉัตร คำวัง หรือ คุณต้อย วัย 42 ปี ประธานกลุ่มแปรรูปบ้านโปร่งเกลือ (ปุยฝ้าย) ที่พบเจอกับปัญหาทั้งส่วนตน และกับสิ่งใกล้ตัว จนกระทั่งนำมาซึ่งทางออก โดยสร้างอาชีพแปรรูปสินค้าเกษตรหลากหลายรายการ สำหรับสินค้าขึ้นชื่อและยังไม่มีใครลงมือทำ คือ “กรอบเค็มปลานิล” ซึ่งจากวันแรกที่ไม่มีใครรู้จัก และต่างเดินผ่าน วันนี้ยอดสั่งซื้อมีมาไม่ขาด กลายเป็นสินค้าของฝากจังหวัดพะเยา และเป็นสินค้าที่มีผู้สนใจรับไปจำหน่ายต่อ จากปัญหาที่เจอจึงกลายเป็นอาชีพหล่อเลี้ยงตนเอง ครอบครัว สมาชิกผู้ร่วมทาง และรวมไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ ความรับผิดชอบนำพา ปัญหานำมาสู่อาชีพ คุณปิยะฉัตร เปิดบทสนทนา โดยมีสินค้าขนมหลากหลายรายการวางให้เราทานไปเพลินๆ ระหว่างพูดคุย แม้จะมีบ้านเกิดเมืองนอนอยู่จังหวัดพะเยา แต่ทว่าการเดินทางไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็เนิ่นนานหลายสิบปี กระทั่งประสบปัญหาชีวิต กอปรกับต้องดูแลลูกในวัยเรียน 3 คน และแม่ที่เริ่มอายุมากขึ้น ซึ่งต่อมาภายหลังป่วยด้วยโรคหัวใจ หน้าที่แม่ และลูก จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยวัย 33 ปี ก
คราวนี้ฉันพาไปเดินตลาดในเขตสู้รบ กรุณาระมัดระวังกระสุนปืนใหญ่ที่วิ่งปลิวไปมา และต้องเดินอย่างมีสติ พลาดข้ามไปผิดเขต มีสิทธิ์ติดคุก ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของพม่า ยังมีการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่า กับกองกำลังกู้ชาติคะฉิ่น หรือ Kachin Independence Army อยู่ เป็นการต่อสู้ต่อเนื่องมา 50 กว่าปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบ พื้นที่รัฐคะฉิ่นแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล อีกส่วนอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังกู้ชาติคะฉิ่น ส่วนใหญ่พื้นที่ตรงกลางๆ จะเป็นของรัฐบาล ส่วนรอบๆ เป็นของคะฉิ่น แล้วพื้นที่ก็เปลี่ยนไปมา ฝ่ายไหนชนะพื้นที่ก็ขยายออกไป แพ้พื้นที่ก็หดลง เมืองนี้ย่านนี้เคยเป็นของรัฐบาล แล้วอาจกลายมาเป็นของกองกำลังกู้ชาติ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ ฉันจึงบอกว่าเวลาเดินตลาดในคะฉิ่น ให้ตรวจสอบให้ดีว่าตัวเองอยู่ในเขตใคร แต่ละฝั่งก็จะมีเมืองใหญ่และเมืองหลวงของตนเอง ฝั่งที่เป็นของรัฐบาล มีเมืองหลวงชื่อมิตจีนา ฝ่ายกองกำลังกู้ชาติมีเมืองหลวงชื่อไลซา 2 เมืองอยู่ไม่ห่างกัน แต่แยกกันชัดเจน มีทหารเฝ้าเขตแดนของแต่ละฝ่ายอย่างขมึงขึงขัง การเดินทางข้ามไปมายากเย็นแสนเข็ญ เพราะรัฐบาลจะตรวจตราเข
