Featured
มะม่วง ผลไม้ยอดนิยมของคนไทยที่สามารถหาทานได้ในทุกพื้นที่ แถมยังถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายให้ได้ลิ้มลองกันเป็นว่าเล่น เหมือนกับ “มะม่วงเบาแช่อิ่ม แม่อ้วน” แบรนด์น้องใหม่ที่นำมะม่วงพันธุ์เบามาแช่อิ่มด้วยสูตรเด็ดจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คุณออย-รุจิเรขา ชาญวารินทร์ อายุ 36 ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสินค้าในแบบของเธอว่า เป็นคนที่ชอบทานผลไม้มากและผลไม้สุดโปรดคือมะม่วง จนวันหนึ่ง มีเพื่อนจากภาคใต้ ซื้อมะม่วงแช่อิ่มมาฝาก พอได้ลองชิมรู้สึกว่าอร่อยที่ผ่านมาหาทานในกรุงเทพกฯหายากมาก อีกทั้งเคยลองหลายร้านแล้วรู้สึกไม่ถูกปาก เลยปรึกษากับแฟนว่าลองต่อยอดทำแบรนด์ไหม เพราะคิดว่าอาหารซื้อง่ายขายคล่องแล้วราคาไม่สูงมาก จึงติดต่อสูตรต้นตำรับที่หาดใหญ่ ทำการตลาด และนำสินค้ามาติดแบรนด์เป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ “มะม่วงเบาแช่อิ่ม แม่อ้วน” ทำจากมะม่วงพันธุ์เบา ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองมีเฉพาะมีที่ภาคใต้เท่านั้น รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว “อาชีพหลักทำธุรกิจทัวร์ในประเทศ พี่กับแฟนต่างมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่อยากทำงานที่มีความสุขและไม่เครียด การทำแบรนด์มะม่วงเบาแช่อิ่มขาย เหมือนกับได้ส่งต่อความอร่อย ย
สแกน อินเตอร์ หรือ SCN ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ฟันธงปี 60 แนวโน้มความต้องการใช้ก๊าซ NGV ฟื้นตัวจากปีก่อน หลังราคาน้ำมันกลับสู่ช่วงขาขึ้น มีลุ้นแตะ 60 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ถ่างส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงก๊าซ NGV กับน้ำมันเบนซิน-ดีเซล เป็นกว่าเท่าตัว ชี้เป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันกลับมาใช้ก๊าซ NGV เพิ่มขึ้น นายฤทธี กิจพิพิธ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มโอเปคได้รวมตัวกันลดกำลังการผลิตลง 210,000 บาร์เรลต่อวันเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ปัจจุบันมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 50-55 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีความเป็นไปได้ว่าภายในกลางปีนี้ ราคาน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 60 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล บริษัทฯ มองว่าเป็นโอกาสที่ดีของกลุ่มเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ NGV ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มความต้องการใช้ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้
เรื่อง / รูป โดย จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ สำหรับอะโวกาโด ที่เจอในปักษ์ใต้ ปลูกอยู่ในสวนผลไม้ผสมผสานของ คุณทองทิม สีถาการ ที่ ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ต้นอะโวกาโด ที่ปลูกในสวนแห่งนี้คือ พันธุ์แฮสส์ (Hass) เป็นสายพันธุ์ที่ชอบอากาศค่อนข้างเย็น มีลักษณะผลด้านบนเรียวยาวคล้ายลูกแพร ผิวขรุขระมาก เปลือกผลหนา ผิวเปลือกสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ เปลือกปอกล่อนง่าย มีรสชาติอร่อย หอม และมีรสมันเหมือนถั่ว รับประทานเปล่าๆ ก็อร่อย ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก ประมาณ 200-300 กรัม เนื้อสีเหลือง เมล็ดเล็กถึงขนาดกลาง เนื้อหนาและไขมันสูง อายุผลผลิตตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8 เดือน เป็นสายพันธุ์อะโวกาโดที่นิยมปลูกเชิงการค้ามาก เรียกว่าเป็น อันดับ 1 ของโลกเลยทีเดียว เนื่องจากมีรสชาติอร่อยกว่าพันธุ์อื่น คุณทองทิม สีถาการ เล่าว่า พื้นที่สวน มีเนื้อที่ 20 ไร่ แห่งนี้ เคยปลูกกาแฟเป็นพืชหลัก ต่อมาเกิดปัญหาดินเปรี้ยว ดูแลจัดการสวนไม่ดี ทำให้ผลผลิตกาแฟลดลง จึงหันมาปลูกไม้ผลแบบผสมผสานแทน โดยปลูกทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มังคุด มีอาชีพเสริมเพาะเห็ดขาย ส่วนต้นอะโวกาโดได้พันธุ์มาปลูกด้วยความบังเอิญ
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้ลงนามความร่วมมือกับองค์การขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (เอสเอ็มอาร์เจ) โดยจะเน้นความร่วมมือในด้านสำคัญ อาทิ กระทรวงต้องการให้ผู้ประกอบการระหว่างไทยและญี่ปุ่นจับคู่ธุรกิจกันในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อให้เกิดการต่อยอดอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะใช้กลไกกองทุน 2 หมื่นล้านบาทของรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนตามแนวทางกลไกประชารัฐเพื่อให้เกิดการลงทุนมากขึ้น “ในญี่ปุ่นมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับเอสเอ็มอีอยู่แล้วคือ เจกู๊ดเทค โดยในนั้นมีผู้ประกอบการญี่ปุ่นเข้าร่วมประมาณ 4,000 ราย จากต่างประเทศ 2,500 ราย ซึ่งในนั้นเป็นของไทย 1,000 ราย การเข้าไปมีส่วนร่วมในแพลตฟอร์มดังกล่าวทำให้เกิดโอกาสมากมายในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งไทยจะต้องหารือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ พาณิชย์และดิจทัลฯ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เข้าร่วมมากขึ้น ซึ่งน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในปีนี้”นายอุตตมกล่าว นายฮิโรชิ ทาคาดะ ประธานเอสเอ็มอาร์เจ กล่าวว่า เอสเอ็มอาร์เจจะเน้นขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากเป็นตล
โดยทั่วไปเราจะเห็นการเพาะเห็ด เพาะกันในโรงเรือน แต่คราวนี้พาไปชมการเพาะเห็ดในกระถาง เหมือนการปลูกไม้ประดับเลย นั่นคือเห็ดตีนแรด ด้วยการเพาะที่ไม่ยากและรสชาติอร่อย เห็ดตีนแรดต้นนี้ เป็นภาษาที่เรียกกันทางภาคอีสาน แต่ถ้าเป็นกลางจะเรียก เห็ดตับเต่าขาว และทางภาคเหนือเรียกว่าเห็ดจั่นมีลักษณะดอกใหญ่ สีขาว มีลักษณะสวยงาม เห็ดตัวนี้สามารถนำก้อนเชื้อปลูกในกระถางเหมือนกับการปลูกต้นไม้ทั่วไป ได้เลย และตัดดอกได้เหมือนตัดไม้ประดับ ซึ่งน่าจะเป็นเห็ดสำหรับคนเมืองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่ต้องมีโรงเรือน สำหรับ วัสดุเพาะในการผลิตถุงเชื้อ ประกอบด้วย ขี้เลื่อยไม้ยางพารา , รำละเอียด , ยิปซั่ม 2 กิโลกรัม, ปูนขาว และ ดีเกลือ ทั้งนี้ เห็ดตีนแรดยังสามารถเจริญได้ใน ฟางแห้งสับผสมกับซังข้าวโพดป่น, ซังข้าวโพดป่นล้วน, ไส้นุ่นล้วน, ฟางสับล้วน, ฟางหมักกับขี้ม้าหรือปุ๋ยเคมี หรือจะใช้วัสดุหลายอย่างผสมกันในอัตราส่วนต่างๆ ส่วนการบรรจุถุง ใช้ถุงสำหรับการเพาะเห็ดโดยเฉพาะ ขนาด 6.5 x 12.5 นิ้ว โดยกรอกวัสดุเพาะลงถุง แล้วทุบให้แน่นที่สุด ใส่คอขวดพลาสติกแล้วปิดด้วยจุดสำลี จากนั้นนำไปนึ่งฆ่าเชื้อในหม้อนึ่ง มีความร้อนประมาณ 100
อารย จารุธาณินทร์ หรือ “วิว” เด็กหนุ่มไฟแรงวัยเพียง 24 ปี ศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี คณะการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ลุยธุรกิจเปิดร้านสเต๊กในตู้คอนเทนเนอร์ ตั้งชื่อร้านว่า “พอร์เทอร์เฮ้าส์” โชว์จุดเด่นใช้เนื้อสัตว์อนามัย ได้รับเครื่องหมาย Q รับรองโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครีเอทเมนู “สเต๊กถาด” เพื่อเอาใจวัยโจ๋โดยเฉพาะ เปิดขายได้เพียง 7 เดือน รายได้แต่ละเดือนราว 3 แสนบาท กระแสตอบรับดีเกินคาด ขยายธุรกิจรูปแบบแฟรนไชส์ วัตถุดิบพรีเมี่ยม เสิร์ฟในตลาดนัด ก่อนที่คุณวิวจะเปิดร้านสเต๊กพอร์เทอร์เฮ้าส์ ในอดีตเขาเคยเปิดร้าน เลอ มาแตง สเต็กฮัท รวมถึงขายแฟรนไชส์ ขายดีมากมีราว 50 สาขา ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แต่เจอปัญหาแฟรนไชส์ซี (ผู้ที่มาซื้อ แฟรนไชส์) ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ ไม่ใช้ตามที่เงื่อนไขกำหนด หนที่สุดยุติการขายแฟรนไชส์ แล้วรีแบรนด์ใหม่ ใช้ชื่อร้านว่า “พอร์เทอร์เฮ้าส์” “ผมชอบการทำอาหาร ชอบทานอาหาร โดยเมนูที่โปรดปราน คือ เสต๊กเนื้อวัว เลยเลือกเรียนทางด้านอาหารตั้งแต่หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 กระทั่งจบปริญญาตรีที่วิทยาลัยดุสิตธานี คณะการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ระหว่างเรียนก็เปิดร้
คุณฤชัย วงศ์สุวัฒน์ ที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงแปรรูปสัตว์น้ำจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ทางกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดพัทลุงจำนวนหนึ่งได้รวมกลุ่มกันดำเนินการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงแปรรูปสัตว์น้ำจังหวัดพัทลุง โดยมี คุณศักดิ์นรินทร์ ทองสีดำ เป็นประธานกรรมการ และทางวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงแปรรูปสัตว์น้ำจังหวัดพัทลุง ทำบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง โดยจะใช้พื้นที่ทางการศึกษา ของสาขาวิชาประมง ซึ่งมีอาคารโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ แปรรูป บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้กับนักศึกษาและประชาชนโดยทั่วไป จะก่อให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างมากทางด้านการศึกษา ด้านอาชีพ และรายได้ให้กับประชาชน และนักศึกษาของวิทยาลัยเกษตรกรรม ที่เมื่อเรียนจบแล้ว ก็จะเข้าทำงานในวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงแปรรูปสัตว์น้ำจังหวัดพัทลุง และประกอบอาชีพได้ คุณฤชัย กล่าวอีกว่า จะเกิดผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียงทางภาคใต้ ซึ่งเดิมจะต้องสั่งลูกปลามาจากจังหวัดนครนายกและจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต เพราะค่าขนส่งเป็นเงินจำนวนมา
หากใครได้มีโอกาสผ่านไปผ่านมายังจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเข้าสู่อำเภอสามชุกก่อนที่จะมุ่งไปยังจังหวัดชัยนาท จะเห็น 2 ข้างทาง เรียงรายไปด้วยร้านพวงมาลัย ที่ใครพบเห็นแล้วเป็นต้องจอดซื้อเพื่อคล้องกราบไว้สิ่งศักดิ์ประจำรถรถก่อนที่จะออกเดินทางไกล ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ ได้มีโอกาสผ่านในแถบย่านนี้จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณพูลศักดิ์ คำหอม อยู่บ้านเลขที่ 422 หมู่ที่ 5 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรรบุรี เล่าให้ฟังว่า ชุมชนย่านนี้ได้ร้อยพวงมาลัยเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงครอบครัวกันมามากกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งสมัยก่อนที่เขายังป็นเด็ก ก็จะใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วยที่บ้านร้อยพวงมาลัย คุณพูลศักดิ์ คำหอม “ที่นี่เรียกว่าทำกันมานานมาก เรื่องร้อยพวงมาลัย ซึ่งที่บ้านผมก็จะเน้นปลูกดงมะลิเอง เพื่อเป็นการลดต้นทุน เพราะมะลิเดี๋ยวนี้แพงมาก ถ้าช่วงที่ราคาขึ้นจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 600-1,000 บาท แต่ถ้าเรามีดงมะลิเอง จะลดเรื่องราคาค่าซื้อมะลิมาได้มาก อย่างวันหนึ่งก็จะได้กำไรตกวันละ 3,000 บาท เพราะเราจะขายขาจรจากคนที่ผ่านไปผ่านมา และก็ตามตลาดนัดที่แม่ไปส่งขายให้”คุณพูลศักดิ์ กล่าว ซึ่งค
ในช่วงเวลาปลายปีที่แล้วราคาข้าวตกลงเป็นอย่างมาก สร้างความทุกข์ร้อนให้กับชาวนา และทำให้ชาวนาต้องดิ้นรนที่จะทำการสีข้าวและขายข้าวเองตรงไปยังผู้บริโภคแทนที่จะขายให้กับโรงสีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางความยากลำบากก็ย่อมสร้างโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง หลายท่านก็เริ่มเรียนรู้ในการใช้เครื่องมือดิจิตอล เช่น โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก มาช่วยในการทำการขายข้าวโดยตรง ใช้ไลน์ในการติดต่อพูดคุยกับลูกค้า แถมยังใช้การแชร์ตำแหน่งที่ตั้งเพื่อนัดลูกค้ามารับสินค้าตามสถานที่กำหนด ผู้เขียนเชื่อว่าในปีต่อๆ ไปด้วยประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้ชาวนาและผู้บริโภคมีการเปลี่ยนพฤติกรรมไป และจะทำให้เกิดผลกระทบแบบฉับพลันทันใดอันเนื่องมาจากกระแสดิจิตอล (Digital Disruption) ในวงจรห่วงโซ่การค้าข้าว การที่เกษตรกรขายสินค้าตรงไปยังผู้บริโภค ในยุโรปเองได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีการเปิดตลาดนัดสินค้าเกษตร (Farmer Market) ในพื้นที่เขตเมืองเพื่อให้ผู้บริโภคกับเกษตรกรเจอกันโดยตรง โดยมีการกำหนด 1 วันของทุกสัปดาห์ที่เกษตรกรจะนำสินค้ามาขาย ผู้บริโภคก็สามารถจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตด้วยความมั่นใจว่าสินค้าสดใหม่ โดยในปัจจุบันได้มีการพัฒนาใช้เทคโนโลย
ภาพแมวการ์ฟิลด์ ที่เคยออกฉายเป็นการ์ตูน ผุดภาพขึ้นในหัวทุกครั้ง เมื่อมีใครเอ่ยถึงแมวตัวใหญ่ สีส้ม อ้วนกลม สีหน้าและดวงตาฉายแววขี้สงสัยแฝงความน่ารักตลอดเวลา พานให้นึกไปถึงว่า นอกจากแมวที่ถูกวาดขึ้นเป็นภาพการ์ตูน เรียกว่า การ์ฟิลด์ แล้ว จะมีแมวจริงที่ไหนเหมือนแมวการ์ฟิลด์อีกไหมหนอ แท้ที่จริงมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักทั่วไป อาจเป็นเพราะแมวที่มีลักษณะเช่นเดียวกับแมวการ์ฟิลด์ในการ์ตูน เป็นแมวที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศ และราคาค่อนข้างสูง หากเทียบกับแมวสายพันธุ์อื่น เจ้าแมวการ์ตูนที่ใครๆ หลงรักพันธุ์นี้คือ แมวสายพันธุ์ บริติช ชอร์ตแฮร์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ ได้รับความนิยมเลี้ยงแพร่หลายทั้งในประเทศอังกฤษและอีกหลายประเทศในแถบยุโรป เป็นแมวที่ได้รับการยอมรับจากสมาพันธ์แมวทั่วโลก โดยอิงมาตรฐานสำคัญจาก GCCT (Governing Council of the Cat Fancy) ในประเทศอังกฤษ แล้วถ้าคนไทยในประเทศไทยอยากเลี้ยงบ้าง จะทำอย่างไร คุณภาคภูมิ ครุฑหิรัณย์ เจ้าของลพบุรีฟาร์ม เป็นหนึ่งในผู้นำเข้าพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์แมวบริติช ชอร์ตแฮร์ จากต่างประเทศ ให้คำตอบเรื่องนี้ว่า แมวสายพันธุ์บริติช ชอร์ตแฮร์ ยังมีฟาร์
