Featured
เมื่อราวปี 2555 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่ไต้หวัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเข้าชมงานเทศกาลมะม่วงประจำปีของไต้หวันและดูงานการเกษตรอื่นๆ ด้วย การดูงานในครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าชมสวนชมพู่ของเกษตรกรรายหนึ่งที่ ตำบลหยวนซาน (Yuanshan) เมืองยี่หลาน (Yilan) ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน และจัดเป็นสวนชมพู่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเกาะไต้หวัน และปลูกชมพู่มานานประมาณ 30 ปี อาจารย์ประทีป กุณาศล ผู้เชี่ยวชาญไม้ผลท่านหนึ่งของเมืองไทยเคยคุยกับผู้เขียนว่า ไต้หวันเป็นแหล่งผลิตชมพู่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาสายพันธุ์, การจัดการสวน และการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต เมื่อผู้เขียนได้เข้าไปดูในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่งเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ต้องยอมรับว่าเป็นแปลงปลูกชมพู่ที่มีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่านศูนย์กลางของต้นเฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตรเท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูก เจ้าของสวนบอกว่า นำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ระบุประเทศ คา
สัพเพเหะกับคุณตุ๊ก: ทำยังไงดีกับค่าเทอมลูก ค่าเทอมลูกแพงเปิดเทอมทีนึงจะทำยังไงดี วันนี้มีเคล็ดลับส่วนตัวมาแนะนำค่ะ เมื่อก่อนค่าเทอมลูกเทอมหนึ่งหลายหมื่นและค่ารถโรงเรียนอีก เปิดเทอมทีหนึ่งก็หนักเงินอยู่ ใช้วิธีง่ายๆแบบนี้ค่ะ เอาค่าเทอม 2 เทอมมารวมกันแล้วหาร 12 เดือน เป็นเงินเท่าไรก็แบ่งเก็บตามนั้นทุกๆเดือน ขึ้นอยู่กับว่าเริ่มเก็บเดือนไหน ถ้าเริ่มช้า เปิดเทอมแรกก็จ่ายค่าเทอมเต็มๆไปก่อน เดือนถัดไปก็เริ่มเก็บวิธีนี้ เทอมถัดไป ก็จะเข้าระบบ ถ้ามีโบนัสออกแนะนำให้ฝากบางส่วนเข้าบัญชีค่าเทอมด้วย จะได้เป็นค่าเสื้อผ้า ค่าหนังสือ ฯลฯ เก็บค่าเทอมลูกวิธีนี้ แบ่งเบาได้ดีค่ะ ส่วนค่าเรียนพิเศษหรือค่ากิจกรรมต่างๆ ลองดูเอาค่ะว่ามีค่าอะไรบ้างจะเก็บรวมหรือแยกกับบัญชีนี้หรือไม่แล้วแต่ศักยภาพค่ะ ดิฉันเก็บค่าเทอมให้ลูกแบบนี้ตั้งแต่เรียนประถม จนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งค่าเทอมในมหาวิทยาลัยถูกกว่าเยอะ เรายังเอาเงินเก็บนี้เป็นค่าขนมลูกรายเดือนได้อีกค่ะ โดยไม่ต้องรบกวนบัญชีเงินเดือนเราเลย ลองดูกันนะคะ อย่างที่เรียนให้ทราบว่าไม่ได้อิงทฤษฎีใดๆ เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆค่ะ ได้ผลดีเลยนำมาเล่าต่อค่ะ
การทำธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงมาก เนื่องจากเจ้าของธุรกิจ หรือผู้ประกอบกิจการต่างก็ต้องการแย่งชิงผู้บริโภคกันอย่างดุเดือด ด้วยวิธีการดึงดูดลูกค้าที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะด้วยทำการตลาด ทำโปรโมชั่น การตกแต่งร้าน เมนูอาหารที่แปลกแหวกแนว มีเรื่องราวของเมนูอาหาร หรือไม่ก็ขายความใหญ่ของอาหาร เป็นต้น แตกต่างกันที่วิธีการ แต่ก็มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือ ต้องการให้มีผู้บริโภคเข้าร้าน จากความชอบเข้าครัว และชอบกิน และได้คลุกคลีกับธุรกิจร้านอาหารมาตั้งแต่เริ่มทำงาน คุณนวลฉวี ศรีสุราช เจ้าของร้านทูเดย์สเต๊ก สามย่าน วัย 36 ปี ที่เปิดกิจการทำร้านสเต๊กมากว่า 10 ปี ในตลาดสามย่านใหม่ ย่านแฮงเอาต์ของคนวัยทำงานและนักศึกษา อายุ 19 ปี เปิดกิจการ เป็นเจ้าของร้านทูเดย์สเต๊ก คุณนวลฉวี เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า “เป็นเด็กจังหวัดสกลนคร หลังจากเรียนจบ ม.3 ตัดสินใจเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ เริ่มต้นทำงานเป็นลูกน้อง ร้านขายส้มตำ แถวตลาดสามย่านเดิม ตอนนั้นก็ทำงานอยู่ได้สักระยะหนึ่งกับร้านส้มตำ รู้เลยว่าชอบการทำอาหาร การได้เข้าครัว พอดีเป็นจังหวะที่เจ้าของร้านส้มตำเขาอยากทำร้านขายสเต๊ก โดยตอนนั
ปัจจุบันขีดความสามารถในการพัฒนาและเข้าถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับ ระบบอินเตอร์เน็ต และสมาร์ตโฟน ของคนในสังคมเพิ่มสูงมากขึ้น แทบจะเรียกได้ว่า ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก หรืออยู่บนพื้นที่ก็แล้วแต่ ขอเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึงในพื้นที่นั้น ก็สามารถเข้าถึงเรื่องราวบนโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย คุณเสกสรร เทิดสิริภัทร หรือ ฉายา เสกสรร ปั้น Youtube เจ้าของไอเดียเด็ดที่สร้างช่องทางการสื่อสารและตัวตนผ่านทางยูทูบ เล่าให้ฟังว่า ก่อนนั้นเป็นครู มีอยู่วันหนึ่ง เจ้านาย บอกว่า อยากทำวิดีโอโปรโมตโรงเรียน โดยให้เราเป็นคนดูแลรับผิดชอบ จึงตัดสินใจไปซื้อกล้องที่ถ่ายวิดีโอได้ ก็เริ่มศึกษาว่าจะทำวิดีโอทำกันอย่างไร ก็เริ่มต้นทำ ทำมาเรื่อยๆ พบว่าตนเองสนใจและชอบเรื่องนี้ไม่น้อย จึงทำต่อไปเรื่อยๆ โดยอัพวิดีโอที่ทำเอง ไม่ว่าจถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ หรือการเรียงลำดับเนื้อหา ซึ่งได้จากการลองผิดลองถูก และศึกษา โดยอัพขึ้นไปบนช่องทางยูทูบ จนกระทั่งได้กลายเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง และมีชื่อที่รู้จักกันบนยูทูบ ว่า “เสกสรร ปั้น Youtube” มีคนเข้ามาติดตามช่องยูทูบของเรา เริ่มมีคนให้
เป็นกระแสฮือฮาไม่น้อย สำหรับวงการกุ้งสวยงาม หรือที่เรียกกันว่า “กุ้งเครย์ฟิช” ที่ได้กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามสวนกระแสธุรกิจและเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะได้รับความนิยมจากทั้งคนซื้อ คนขาย หรือกระทั่งคนที่ต้องการซื้อมาเลี้ยงเพื่อเอาไว้ดูเล่น สำหรับวงการกุ้งเครย์ฟิช มองว่า กุ้งเครย์ฟิช เป็นกุ้งสวยงาม ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่น่าสนใจในการลงทุน และมีอัตราความสนใจการซื้อขายเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งเป็นที่นิยมของกลุ่มคนโดยเฉพาะที่มีตลาดค่อนข้างกว้างมากในสังคมอีกด้วย คุณอฐิพัลส์ อภิณัฐภูมิ์ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงกุ้ง นายน์ เครย์ฟิช เผยว่า “ปัจจุบันตลาดกุ้งเครย์ฟิชเติบโต และได้รับความสนใจจากคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น ตัวผมเองประกอบธุรกิจเกี่ยวกับหลอดไฟ และจอแอลอีดี มาตั้งแต่ต้นก่อนที่จะมารู้จักกับการเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช ก่อนที่จะได้มาเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช ก่อนหน้านี้สนใจการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงมาก่อน แต่พอเอามาเลี้ยงจริง กลับไม่ประสบความสำเร็จ ต้องเลี้ยงเป็นระบบฟาร์มใหญ่ เลยต้องเลิกเลี้ยง แต่อุปกรณ์ที่เลี้ยงกุ้งยังอยู่ ประจวบกับได้รู้จักกุ้งเครย์ฟิช เลยศึกษาและเริ่มเลี้ยงเป็นงานอดิเรก จากความตั้งใจเดิมที่เลี้
แนะนำเข้ามาว่ามีสินค้าใหม่นำเสนอ สอดรับกับเทศกาลตรุษจีนพอดิบพอดี สำหรับครูออส-กิจพัฒน์ กล่ำโพธิ์ เจ้าของกิจการมานี มี กาแฟ ร้านดังแห่งเมืองพิษณุโลก “ขนมปุยฝ้ายอกแตก By มานี ชื่อ อกแตก นี้ มาจากชื่อเก่าของเมืองพิษณุโลก เมืองอกแตก หรือเมืองสองแคว นั้น ลักษณะคล้ายๆกัน คือ มีแม่น้ำผ่ากลางเมือง”ครูออส เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น ก่อนบอกถึงที่มาที่ไป ทำไมต้องเป็น “ปุยฝ้าย” “ช่วงเทศกาลตรุษจีนทุกปี มักซื้อขนมปุยฝ้ายมาไหว้ แต่รสชาติไม่เคยถูกใจซักร้าน เลยคิดทำเอง เมื่อทำเอง จึงต้องแตกต่างและต่อยอดงอกเงยเป็นธุรกิจได้ด้วย ช่วงแรกลองขายเล่นๆวันแรก 50 แพ็ค หมดในพริบตา ต่อมาแม่ค้าคนกลาง เห็นว่านำไปขายต่อได้ เลยออร์เดอร์เข้ามาเยอะมาก” คุณออส บอกด้วยว่า ยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดไหนก็ตาม ต่างต้องมีการจัดที่แตกต่าง หรือการนำเสนอที่น่าสนใจ ดึงดูดลูกค้าให้เดินเข้ามาเลือกซื้อให้ได้ ขนมปุยฝ้ายอกแตก ในแบบของเขา จึงทำออกมาเป็นรูปทรงส้ม แตงโม แก้วมังกร ที่สีสันสวยงาม น่ารัก สดใส เอาใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และว่า ปุยฝ้ายอกแตก ของเขานี้ แม้เพิ่งเปิดตัวมาได้ราวหนึ่งสัปดาห์ แต่ปรากฎมีออร์เดอร์เข้ามาตลอด วันละประมาณ
“ ส้มกา ” เป็นส้มสายพันธุ์หายากที่คนไทยรุ่นใหม่ไม่ค่อยคุ้นหูนัก ความจริง ส้มกาก็คือ ส้มเช้ง เป็นส้มเปลือกหนาอีกสายพันธุ์หนึ่ง เกษตรกรบางรายเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า “ส้มตรา” ส้มชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเมืองจีน เป็นผลไม้กึ่งเมืองร้อนตระกูลเดียวกันกับส้มทั่วๆ ไป คนจีนในสมัยก่อนได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาหากินอยู่ในเมืองไทยก็ได้นำสายพันธุ์ส้มชนิดนี้เข้ามาปลูกด้วย โดยแหล่งใหญ่ที่ปลูกก็คือ ย่านบางมดนั่นเอง ส้มกา ให้ผลผลิตเพียงปีละหนึ่งครั้ง ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนนิยมใช้ในพิธีไหว้บรรพบุรุษ คำว่า ส้มในภาษาจีนออกเสียงว่า ไต่กิ๊ก แปลได้ 2 ความหมาย คือคำว่า ทอง และคำว่า ความสงบ ส้มกายังมีสรรพคุณเด่น คือ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยในการขับถ่าย มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน รักษาเหงือก คุณค่าทางอาหารให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี ที่ผ่านมา เกษตรกรนิยมปลูกส้มกากันมากในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และสมุทรสาคร รศ.ดร.ระวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านส้มและมะนาว เล่าว่า ส้มกาหรือส้มตรา มี 2 พ
คุณดุลญา ไชยกาล หรือคุณเอิล์น วัย 28 ปี เจ้าของธุรกิจร้านเบเกอรี่โฮมเมดเล็กๆ ที่ขายผ่านโชเซียล เล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนก็ทำงานประจำ เป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงาน เพราะมีลูก เลยจำเป็นต้องออกมาเลี้ยงลูก ช่วงที่ออกจากงานก็เคว้งอยู่พักหนึ่ง จึงหาอะไรทำ เลยมาสนใจการทำเบเกอรี่ ตอนแรกก็ทำเล่นๆ ก่อน ให้คนรู้จัก เพื่อนๆ ชิมกันก่อน ทุกคนก็ชอบ เลยทำขนมขาย เริ่มทำจริงจังช่วงเดือนตุลาคม ปี 59 ที่ผ่านมา ก็เริ่มขายมาตั้งแต่ตอนนั้นเริ่มจากทำเครปเย็นก่อน แล้วก็ทำบราวนี่ เพิ่งมารับทำออร์เดอร์ เค้กลูกส้ม ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนเมื่อประมาณ 2-3 อาทิตย์ ก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้เอง ซึ่งคุณดุลญา บอกว่า เค้กลูกส้ม ที่ทำขายช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ ได้ไอเดียมาจาก Chef ถึงสองคน จากกลุ่มโชเซียลที่มีสอนทำขนม เบเกอรี่ โดยได้สูตรการทำเนื้อเค้กมาจาก Chef คนแรก ส่วนสูตรของน้ำซอสที่ราดเค้กลูกส้ม ก็ได้มาจาก Chef อีกคนหนึ่ง ซึ่งก็เรียนรู้ผ่านโชเซียลเช่นกัน โดยเธอบอกกับทีมงานเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า สำหรับสูตรการทำขนมเค้ก ก็เหมือนการทำเค้กทั่วไป เพียงแต่เนื้อเค้กที่เธอทำคือเป็นเนื้อเค้กแบบซิบฟ่อน ที่เลือกเนื้อเค
แม้ จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว แต่ก็ยังมองหาอาชีพเสริมระหว่างทำงานประจำไปด้วย และจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของรุ่นพี่คนหนึ่ง ทำให้สมองคิดไอเดียเกี่ยวกับ “น้ำแข็ง” ได้มากมาย ถึงขั้นอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำแข็งขึ้นมาทันที คำพูดประโยคนั้นคือ “รู้ไหม น้ำแข็งก้อนหนึ่ง ทำเงินได้มากขนาดไหน มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ ขายน้ำแข็ง อาจทำให้ได้เงินมากกว่าขายอาหารหรือเสื้อผ้าด้วยซ้ำ” เพียงประโยคเดียวนี้ สามารถจุดประกายไอเดียเมนูน้ำแข็งไสอีกสารพัดเมนูขึ้นมาได้ ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” เปิด 3 เดือนกระแสตอบรับดี คุณจตุประภา เจริญสุข หรือ คุณนุ่น เจ้าของร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” วัย 25 ปี เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังก่อนจะมาเปิดกิจการร้านน้ำแข็งไส ร้านเล็กๆ แต่ขายดี ของเธอให้ฟังว่า “หลังจากเรียนจบครุศาสตรบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ อยู่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่เห็นเพื่อนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงมีความคิดอยากลองหาธุรกิจเล็กๆ ที่ตัวเองก็สามารถทำและดูแลได้เอง” หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน คุณนุ่น บอกว่า เคยเปิดร้านชานมไข่มุกขายมาก่อน แต่ต้องห
จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีต้นตาลมากอีกพื้นที่หนึ่งของประเทศไทย ด้วยสรรพคุณของลูกตาลที่สามารถช่วยแก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้ รับประทานแล้วให้ความอร่อย หอมหวาน เนื้อนุ่มเป็นเอกลักษณ์ โดยลักษณะของต้นตาลคือ เป็นไม้ยืนต้น ใช้ระยะเวลาปลูกนานถึง 10 ปีกว่าจะให้ผลผลิต จึงทำให้ไม่มีคนนิยมปลูกกันมากนัก ทั้งเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุยาวประมาณ 100-200 ปี ตาล หรือ โหนด ในประเทศไทยมีชื่อหลายชื่อคือ ภาคกลาง เรียกว่า ต้นตาลโตนด หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ต้นตาล” ภาคใต้ เรียกว่า ตาลโตนด หรือ ต้นโหนด ชาวจังหวัดยะลาหรือปัตตานี เรียกว่า ปอเก๊าะตา คุณศิรินภา แสงทักษิณ วัย 39 ปี เจ้าของกิจการลูกตาลส่งออกรุ่นที่ 2 บริษัท หาดใหญ่ แคนนิ่ง จำกัด เล่าว่า “หลังเรียนจบปริญญาโท ที่ประเทศมาเลเซีย ก่อนที่จะเข้ามาบริหารงานที่บริษัทหาดใหญ่แคนนิ่ง ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว ต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทอื่นก่อน เพื่อเรียนรู้การทำงานถึง 3 ปี ก่อนจะมาบริหารงานที่บริษัทและเข้ามาดำเนินงานต่อในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 โดยคุณพ่อเป็นผู้ก่อตั้ง หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีก่อน ครอบครัวของเธอก่อตั้งธุรกิจเกี่ยวกับลูกตาล
