Featured
กำลังฮิต! “สีทอง หางใบโพธิ์” ผลงานล่าสุด “ลุงอ๋า ปากน้ำ” สายเก๋าแห่งวงการปลากัด หลังจากมีข่าวน่ายินดี “ปลากัด” ถูกยกให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย ทำให้แวดวงปลากัดในประเทศไทยตื่นตัวมากยิ่งขึ้นจากคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจในความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” พามารู้จักกับผู้คร่ำหวอดในวงการปลากัดมานานนับ 50 ปี หากเอ่ยชื่อ เชื่อว่าทุกคนที่เลี้ยงปลากัดจะต้องรู้จักเขาคนนี้อย่างแน่นอน คุณอ๋า – ธีรศักดิ์ สุพินพง วัยหกสิบเศษ หรือที่ในวงการปลากัดรู้จักกันดีในชื่อของ “ลุงอ๋า ปากน้ำ” ผู้สนใจปลากัดมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยปัจจุบันมีหน้าร้านตั้งอยู่ที่อำเภอบางเมืองใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ ชื่อว่า “Goldenbetta-โกลเด้นเบตต้า ที่เปิดมานานมากกว่า 30 ปี ปัจจุบันมี คุณรถเมล์ – นิภา สุพินพง ลูกสาว เข้ามาช่วยดูแลกิจการอย่างเต็มตัว เนื่องจากเห็นว่าคุณพ่อของเธออายุเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจลาออกจากงานบัญชี หันมาพัฒนาธุรกิจขายปลากัดของทางบ้าน เพื่อเพิ่มยอดขาย ขยายโอกาสตลาดไปยังลูกค้าไทยและลูกค้าต่างประเทศมากยิ่งขึ้น แม้คุณอ๋า จบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน ต้องไปเป็นเด็กฝึ
คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ชื่นชอบปลากรายมาตั้งแต่เด็ก จนทำให้สัตว์น้ำจืดชนิดนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ที่อยากทดลองเพาะพันธุ์ด้วยสองมือของเขาเอง ซึ่งจากความพยายามไม่ได้นำมาแต่ความสำเร็จ แต่สามารถเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้อีกด้วย คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีตนมีอาชีพทำงานเกี่ยวกับเครื่องกลอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา ปี 2543 มีเหตุต้องย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงยึดอาชีพเพาะพันธุ์ปลาเพื่อเป็นอาชีพในขณะนั้นด้วย “เหตุที่ต้องย้ายมาที่นี่ พอดีแม่ของภรรยาเสียชีวิต ก็เลยได้ย้ายมาอยู่ที่สุพรรณฯ ซึ่งเราเป็นคนที่ชอบปลากรายอยู่แล้วสมัยยังเด็ก ช่วงนั้นก็เลยลองเพาะพันธุ์ดู ก็ทดลองเพาะกับธรรมชาติก่อน คือใช้บ่อใช้คลองแบบธรรมชาติ เพราะช่วงนั้นเราไม่มีที่ ต่อมาเมื่ออะไรเข้าที่เข้าทางก็ขยับขยาย มาทำบ่อของตัวเอง ปรากฏว่าที่เพาะพันธุ์ทั้งหมดมันขายได้ เราก็เลยเริ่มมาทำบ่อเพาะอย่างจริงจัง เพราะว่าจะทำแบบธรรมชาติไม่ได้แล้ว ลูกปลามันได้จำนวนที่น้อยลง” คุณวิทยา เล่าถึงความเป็นมา วิทยาการความรู
จากพลาสติกไร้ค่า สู่งานกระเป๋าสานดีไซน์หรู ประณีตทุกขั้นตอน โดนใจลูกค้าต่างชาติ สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะสาว ๆ ต้องพกติดตัวขณะเดินทางไปข้างนอกหรือไปงานโอกาสต่างๆ ใช้ใส่สิ่งของได้สารพัดชนิด ขนาดน้อยใหญ่ หลากหลายสีสัน เป็นแฟชั่นหรือพร็อบในการแต่งกาย พูดแบบนี้แล้วคงจะนึกถึงอะไรไปไม่ได้นอกจาก “กระเป๋า” เส้นทางเศรษฐีมีโอกาสผ่านไปพบกระเป๋าแบรนด์หนึ่ง ภายใต้ชื่อ KATHANA (คาทาน่า) กระเป๋าถือและสะพายจากเส้นพลาสติกสานรีไซเคิล 100% ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ของ บริษัท วรกุลชัย แพ็กเกจ ซีล จำกัด โดยมี คุณทินกร วรกุลชัย ตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและผู้พัฒนานวัตกรรม และ คุณรุ่ง – กัญฐณา วรกุลชัย เป็นผู้จัดการโปรเจ็กต์ คุณรุ่งเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการหันมาทำกระเป๋าสานจากเส้นพลาสติกรีไซเคิลแบรนด์คาทาน่า ว่า ในตอนแรก “บริษัท วรกุลชัย แพ็กเกจ ซีล จำกัด” เป็นผู้ผลิตเส้นพลาสติกรัดของและนำเข้าเครื่องจักรเพื่อมาจำหน่าย มีการผลิตวัตถุดิบเอง โดยรับซื้อเศษเส้นพลาสติกจากโรงงานนำมาหลอมเพื่อแปรสภาพใหม่ กลายเป็นรูปแบบรีไซเคิล เห็นว่าเศษเส้นพลาสติกที่ทางบริษัทรับซื้อมาคละไปด้วยสีและ
ดิวาลี เซ็นเตอร์ ศูนย์สุขภาพชะลอวัยผู้สูงอายุวัยเกษียณ ระดับไฮเอนด์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ การทำตลาดเจาะกลุ่มผู้สูงวัยจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ลูกหลานให้ความสำคัญ ดิวาลี เซ็นเตอร์ ได้จับเทรนด์ผู้สูงอายุของไทย เนรมิตพื้นที่ 3 ไร่ จัดตั้งศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย แบบองค์รวมและครบวงจร ที่การก่อสร้างและอุปกรณ์ได้มาตรฐานสากล โดย คุณกิติมา หัตถีรัตน์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ดิวาลี เซ็นเตอร์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวคิดการจัดตั้งศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยแห่งนี้ว่า เป็นศูนย์บริการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยแบบครบวงจร ตั้งแต่การดูแลสุขภาพทั่วไป การดูแลเชิงป้องกัน และการจัดการด้านโภชนาการ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูโดยตรง นักกายภาพ นักโภชนาการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลมากประสบการณ์ โดยบริการประกอบด้วย การตรวจหาภูมิแพ้ในร่างกาย ทั้งแบบเฉียบพลัน และการแพ้แบบเรื้อรัง หรือแบบแฝง จำนวน 222 ชนิด วิเคราะห์ แนะนำ และจัดโภชนาการที่เหมาะสมรายบุคคล ตรวจประเมินร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ การประเมินโครงร่างกร
“กล้วยกรอบไร้มัน”สแน็กน้องใหม่แบรนด์ “ย่ามะลิ” วางขาย 2 ปี เตรียมโกอินเตอร์! คุณอาร์ต – ทรงพล ทรงประไพ วัย 26 ปี เจ้าของธุรกิจกล้วยกรอบไร้มัน แบรนด์ “ย่ามะลิ” ได้ให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า พื้นเพเป็นคนสิงห์บุรี เรียนจบอาชีวะ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ เคยทำงานที่กรมทางหลวงฯ มาประมาณ 2 ปีครึ่ง ตามบ้านต่างจังหวัด ชาวบ้านจะชอบปลูกพืชผลไม้อย่างพวกกล้วยไว้ทานเอง จึงคิดและนำกล้วยมาแปรรูปใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า สามารถยืดอายุให้อยู่ได้นานขึ้น แต่ยังคงความหวานของกล้วยจากธรรมชาติ และทำให้กล้วยทอดของเขา “ไม่มีไขมัน” โดยการนำมาทอดโดยไม่ติดน้ำมัน ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้เวลาลองผิดลองถูกปีกว่าๆ จึงสำเร็จ และได้กล้วยทอดกรอบ ที่รสชาติเหมือนทานกล้วยแบบปกติ ที่ไม่มีการใส่น้ำตาล หรือ สารปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น จากนั้นจึงแจกจ่ายให้บรรดาเพื่อนๆ และญาติ ได้ลองชิม ผลตอบรับที่ได้ก็เป็นไปในทางที่ดี จึงลองผลิตเพื่อขาย และนำคุณลักษณะของกล้วยที่มีความกรอบแบบ “ไร้มัน เน้นธรรมชาติ” มาตั้งชื่อเป็น “กล้วยกรอบไร้มัน” โดยให้มีความเป็นไทยแต่ทันสมัยในชื่อ “ย่ามะลิ” ซึ่งเป็นชื่อของญาติ ที่เป็นทั้งบุคคลต้น
“หมอไทยราชสกุล” ออกโรงย้ำ “กัญชา รักษามะเร็งไม่ได้” แต่โรคซึมเศร้า บำรุงความจำ รับรองฉลุย จากการเสวนา ในหัวข้อ “กัญชา ทางการแพทย์แผนไทย” ซึ่งเป็นเวทีวิชาการ ในงานมหกรรมสมุนไพร แห่งชาติ จัดขึ้นที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อไม่กี่วันก่อน อาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยา วิทยากรรับเชิญจากคลินิกแพทย์แผนไทย ในฐานะหมอไทยในราชสกุลทินกร ลำดับที่ 6 ซึ่งเป็นราชสกุลแพทย์แผนไทยมาตั้งแต่ลำดับชั้นที่ 1-7 ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างต่อเนื่องมิขาดสายจวบจนปัจจุบัน กล่าวตอนหนึ่งว่า กัญชาทางแพทย์แผนไทยเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น เพราะปรากฏมาตั้งแต่สมัยก่อน ความรู้สึกของแพทย์แผนไทยอย่างตน กัญชา จึงเปรียบเสมือนต้นหญ้าข้างทางที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป สำหรับความเชื่อเรื่องกัญชาสามารถรักษาโรคมะเร็งได้นั้น อาจารย์คมสัน บอก เป็นความเชื่อผิดๆ กัญชาไม่สามารถรักษามะเร็งได้ เพราะ ไม่เคยปรากฏให้เห็นเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ หรือถูกอ้างอิงถึงในตำราการแพทย์แผนไทย และตามตำรับยา 16 ขนาน มีการสมมติฐานว่า มะเร็งไม่ใช่โรค แต่เป็นฝี คือ สิ่งที่เกินกว่าส่วนปกติในร่างกาย เกิดขึ้นบริเวณ ก้น ท้อง อย่างไรก็ตาม จ
“ไม่เห็นพรรคไหนพูดนโยบายเพื่อคนทำมาทำไค้าขาย มีแต่ประชานิยมกับด่าพรรคอื่น” ใกล้โค้งสุดท้ายเข้ามาทุกขณะ สำหรับวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสต์ “24 มีนาคม 2562” ยามนี้หันไปทางไหนก็ได้ยินแต่นโยบายหาเสียงจากพรรคการเมืองน้อยใหญ่ ซึ่งอาจมีทั้งถูกใจ-ไม่ถูกใจ ว่ากันไปตามความรักความชอบของแต่ละคน ล่าสุด “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” สอบถามความเห็นไปยัง “ผู้มีสิทธิ” ชี้ชะตาว่าบรรดานักเลือกตั้งท่านใด จะได้รับเกียรติเดินเข้าสู่สภาฯตามวิถีระบอบประชาธิปไตย เกี่ยวกับ “นโยบายเพื่อคนทำมาค้าขาย” น้อยใหญ่ ว่ามีพรรคไหน “ขายไอเดีย” ให้ได้โดนใจมากน้อยแค่ไหน คุณพลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปากร อดีตผู้บริกหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ “ไม่เห็นพรรคไหนพูดถึงนโยบายเพื่อคนค้าขายเลย มีแต่ประชานิยม กับด่าพรรคอื่น ควรเลิกด่า แล้วหันมาบอกนโยบายชัดๆ พร้อมวิธีรูปธรรมคร่าวๆ ให้เห็นว่าจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน โดยเฉพาะแนวประชานิยมใช้เงินทั้งหลาย เงินจะเอามาจากไหน จะขึ้นภาษีมั้ย คือ พูดแต่ใช้เงิน ไม่เห็นวิธีได้เงิน ขณะเดียวกัน แหล่งเงินรัฐนั้น มาจากภาษีเป็นหลัก รัฐไม่ใช่ร้านค้า เงินที่มีจึงควรใช้กับสิ
ผ่านมาสารพัดอาชีพ แต่รุ่งเพราะ “ลูกชิ้นปิ้ง” พร้อมผุดแฟรนไชส์-ทุนหลักพันขายได้ สังเกตไหมคะ ไปไหนก็เจอ ลูกชิ้นแบรนด์นี้ “ลูกชิ้นทิพย์” ซึ่งเป็นเจ้าตลาดลูกชิ้นหมูปิ้ง “เบอร์หนึ่ง” ของบ้านเราอยู่เวลานี้ มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 10-15 ตัน ต่อวัน หรือราววันละ 7 แสนไม้ ส่วนยอดขายเฉลี่ยแล้วอยู่ที่เดือนละ 60-70 ล้านบาท คุณศราลี พรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พงษ์-ศรา ดิสทิบิวชั่น จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ ลูกชิ้นหมูปิ้ง ตรา “ลูกชิ้นทิพย์” เล่าว่า พื้นเพเป็นคนอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี อาชีพดั้งเดิมของคุณพ่อ-คุณแม่ คือ ทำไร่อ้อยส่งโรงงานน้ำตาลทราย แต่ตัวเธอเองไม่มีโอกาสช่วยมากนัก เพราะอายุยังน้อย คุณศราลีเคยทำงานมาแล้วสารพัด ทั้งรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า เปิดโต๊ะสนุ๊กเกอร์ ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปตามตลาดนัด ซึ่งอาชีพหลังนี้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอพอมีทุน “ลืมตา อ้าปาก” ได้ “ชอบค้าขาย แต่ไม่มีทุนรอนมากมาย อะไรที่พอทำได้ก็ทำไปก่อน เห็นใครทำอะไรดีก็อยากทำบ้าง อย่าง ตอนขายเสื้อผ้า จะไปรับมาจากย่านประตูน้ำหรือสวนจตุจักร ก่อนใส่รถตระเวนไปกับสามีสองคน เปิดแผงขายตามตลาดต่างจัง
จากกระแสบนโลกโซเชียล ที่มีการแชร์ภาพร้านข้าวต้มแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางสามแพร่งตลาดในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสระบุรี ทีี่มีแนวคิดของร้านความแหวกแนวไม่เหมือนใคร ยกทั้งโลง พวงหรีด ดอกไม้จันทน์มาแต่งร้าน บรรยากาศชวนหลอนปนขนลุก แต่งร้านในธีมงานศพ “ข้าวต้มปลง” คือ ชื่อของร้านแห่งนี้ คุณมณฑล ทองคำ เจ้าของร้านวัย 37 ปี เล่าที่มาที่ไปของร้านข้าวต้มงานศพแห่งนี้ ไว้บนเพจของทางร้านว่า ตนชื่อ มณฑล ทองคำ เคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว 2 ครั้ง เนื่องจากหมดตัวจากการเล่นการพนัน เงินหมดไปหลายล้าน สูญเสียทุกอย่างในชีวิต ทั้งเพื่อน คนรัก และอาชีพ จนกระทั่งกลับมาเริ่มใหม่ได้ จากการทำ “ร้านย่างให้” ที่เปิดขายแฟรนไชส์ กระทั่งสามารถใช้หนี้จนหมด เลี้ยงครอบครัวได้ “ข้าวต้มปลง” เกิดมาจากความคิดที่ว่า ตนเองอยากกินข้าวต้มงานศพ แต่ในปัจจุบัน ตามงานศพได้เปลี่ยนมาแจกเป็นนมกับขนมปังให้แขกแทน อีกทั้งคุณยายที่ตนดูแลอยู่ ท่านชอบทานข้าวต้ม และตนก็อยากหารายได้เสริมให้พนักงานที่อยู่ในความดูแลได้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดเป็นร้านข้าวต้มแห่งนี้ขึ้นนั่นเอง “มันจึงไม่ผิดที่เราจะแต่งร้านแบบนี้ ดีซะอีกเราจะได้ไม่ก้าวอย่
อย่าติดกับดัก “คิดต่าง-คิดการใหญ่” เพราะโอกาสธุรกิจอยู่รอบตัวเราเสมอ เห็นข่าวชิ้นเล็กๆ ในเซกชั่นการตลาด หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ พาดหัวข่าวว่า “สะดวกซักมาเลเซีย บุก 24 ชม. ผนึกแอลจีลุยขายแฟรนไชส์” แล้วทำให้คิดว่าบางทีคนที่ทำธุรกิจมักจะติดกับดักตัวเอง หมายความว่าเรามัวแต่คิดการใหญ่ คิดแต่จะทำอะไรที่แตกต่างเสียจนเกินไป จนลืมไปว่าบางทีธุรกิจเล็กๆ ที่เห็นดาษๆ มานานหลายปี บางทีอาจทำธุรกิจได้เช่นกัน ยิ่งเฉพาะในตอนนี้ที่คอนโดมิเนียม ผุดกันราวกับดอกเห็ดบริเวณรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ไม่นับคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ ตามต่างจังหวัดอีกมากมาย เพราะอย่างที่ทราบๆ ทุกครั้งที่มีหอพัก, อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม เกิดขึ้นตามชุมชนต่างๆ เรามักจะเห็นร้านซัก-อบ-รีด เกิดขึ้นตามมา เพียงแต่ระยะหลังๆ เราอาจเห็นเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญเริ่มเข้ามาแจมบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เป็นเจ้าของหอพัก อพาร์ตเมนต์ มักทำธุรกิจเสียเอง ด้วยการไปซื้อเครื่องซักผ้ามา 4-5 เครื่อง จากนั้นก็ติดตั้งเครื่องหยอดเหรียญคอยให้บริการผู้ที่อยู่อาศัยภายในอาคารเหล่านั้น ถามว่าคุณภาพดีไหม? ก็แล้วแต่การบริหารจัดการของเจ้าของสถานที่ต่างๆ แต่เท่าที่ประสบกา
