Featured
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ เฮลท์คิทเช่นทุกคน มีใครเคยเป็นสาวกพิซซ่าตัวยงแบบวินบ้างเอ่ย? ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารมาอย่างนี้ทั้งสัปดาห์ วัน cheat day ต้องขอไปจัดพิซซ่าสักชิ้นให้หายอยาก ต่อไปนี้ เพื่อนๆ ไม่ต้องรอวัน cheat day แล้วค่ะ เพราะวินมีพิซซ่าทางเลือกใหม่ มาให้เพื่อนๆ ได้ทานกันได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า มื้อทานเล่น หรือ ของว่างรองท้องแก้หิวก็ได้หมดค่ะ ไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันก่อนเลยดีกว่า อิ่มท้องด้วยพิซซ่าแล้ว วินมีเกร็ดความรู้ดีดี เกี่ยวกับอาหารน่าทานที่เหมาะสำหรับคนที่มีความเสี่ยงหรือเป็นโรคเบาหวาน Diabetes มาฝากค่ะ เอาใจสายหวาน เปิดสูตร ‘เค้กช็อกโกแลตลาวา’ หอมกรุ่นทำทานง่าย ส่วนผสม แตงโมครึ่งลูก โยเกิร์ตรสธรรมดา ไขมันต่ำ แบล็กเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ใบมิ้นต์ (ตกแต่ง) วิธีทำ นำแตงโมมาหั่นแบ่งเป็นชิ้นสามเหลี่ยม เรียงกันเป็นวงกลมเหมือนพิซซ่า ทาด้วยโยเกิร์ตให้ทั่ว โรยหน้าตกแต่งด้วยผลไม้เบอร์รี่ที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยใบมิ้นต์เล็กน้อย ก่อนนำผลไม้มาทำ แช่ตู้เย็นให้เย็น แล้วจึงนำออกมาทำทานเลย หรือจะทำเสร็จเรียบร้อยจึงแช่ตู้เย็นก่อนค่อยทานก็ได้นะคะ เย็นชื่นใจ เห
เชื่อหรือไม่ว่าแค่ไอเดียปังๆ บวกกับพลังความคิดสร้างสรรค์ สติกเกอร์ของคุณอาจจะสร้างรายได้ให้คุณได้เป็นกอบเป็นกำ เหมือนครีเอเตอร์รุ่นก่อนๆหลายคน ที่สามารถพลิกชีวิตมีรายได้บางเดือนถึงหลักแสน หรือบางคนเหยียบๆหลักล้าน ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมประเทศไทยจึงได้สร้างสถิติใหม่ด้วยจำนวน ครีเอเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 200% จากปีที่ผ่านมา รวมแล้วตอนนี้มีครีเอเตอร์คนไทยจำนวน 340,000 คน นั่นจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของ LINE ประเทศไทย ที่เดินหน้าผลักดันอย่าต่อเนื่อง ที่สำคัญอาชีพ “ครีเอเตอร์” แม้จะเป็นอาชีพใหม่ แต่มันสามารถจะทำให้ผลิกชีวิตใครอีกหลายคนให้มั่นคงไปแล้วอีกด้วย คุณกณพ ศุภมานพ ผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มธุรกิจสติกเกอร์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า ยอดดาวน์โหลดไลน์สติกเกอร์ในไทยของปีนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 52% เมือเทียบกับไตรมาสแรกแรกของปีที่แล้ว ทำให้ตลาดไทยมีอัตราเติบโตเป็นอันดับ 1 ของ LINE ทั่วโลก และสร้างสถิติใหม่ด้วยจำนวนครีเอเตอร์ ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 200% จากปีที่ผ่านมา รวมแล้วตอนนี้มีครีเอเตอร์คนไทยจำนวน 340,000 คน จากตัวเลขเหล่านี้ทำให้ LINE ประเทศไทย เดินหน้าที่จะพัฒนาและสนับสนุนให้
คุณณัฐวุฒิ ธรรมเมืองมูล หรือ คุณหมู ชายหนุ่มวัย 39 ปี เจ้าของโคมไฟหวาย แพมณิชา เท้าความว่า กิจการโคมไฟเป็นธุรกิจของครอบครัวฝ่ายภรรยา โดยพ่อตารับหน้าที่สานกระบุง ตะกร้า ภาชนะทุกชนิดที่สานจากไม้ไผ่ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าบงหลวง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจากการที่ได้เห็นทุกคนทำงานจักสานรู้สึกว่าไม่ยาก เกิดความรู้สึกอยากลองทำบ้าง คุณหมู เล่าต่อว่า การที่ได้เห็นพ่อตาและสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า มีรายได้เข้ามาทุกวัน บางวันก็ทำไม่ทันตามความต้องการของลูกค้า เลยเกิดความคิดว่าอยากเข้ามาช่วย “เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมเห็นสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า ทำขายได้เรื่อยๆ ทำขายแทบไม่ทัน จึงคิดอยากจะทำบ้าง ประกอบกับพ่อตาสอนให้สานโคมไฟ เลยพอมีฝีมือติดตัว” หลังจากที่คุณหมูสานโคมไฟได้มีออร์เดอร์เข้ามา ระหว่างนั้นเองภรรยาตั้งครรภ์ และคุณหมูก็ทำงานไกลบ้าน นับ 100 กิโลเมตร เขา บอกว่า ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำงานจักสานเต็มตัว และพอภรรยาคลอดลูกได้ 4 เดือน ก็ขอแยกตัวออกจากบ้านพ่อตา มาเริ่มทำจักสานเอง “ผมอาศัยอยู่กับพ่อตา 1-2 ปี พอได้ความรู้เกี่ยวกับการทำจักสานมา ช่วงที่แยกตัวออกมา ช่วงนั้นสิน
ช่วงนี้เขตใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นโครงการตึกสูงมากมาย ทำให้ร้านอร่อยร้านโปรดของปิ่นโตเถาเล็ก ย้ายหาบไปหลายเจ้า อย่างเช่น ข้าวมันไก่มงคลวัฒนา ก็ย้ายไปอยู่แถวย่านรัชโยธิน ใกล้ปากซอยพหลโยธิน 37/1 (แล้วจะตามไปทบทวนในภายภาคหน้า) และมีอีกร้านหนึ่งที่ขอยกมือเชียร์ให้แฟนๆ ตามไปชิมก็คือ ร้านราดหน้าเจ้าตำนาน เล้งกี่ ราดหน้าฮ่องกง ซึ่งเป็นร้านโปรดของปิ่นโตเถาเล็ก รวมทั้งคุณชายถนัดศรีและพี่หมึกแดง เคยแนะนำไปเมื่อ 15 ปีก่อน เจ้านี้ผัดราดหน้าทีละจาน ใส่หมูหมัก เนื้อหมัก อร่อยเยี่ยมยอดเทียบเท่าราดหน้าฮ่องกงสไตล์กวางตุ้งเลยทีเดียว เดิม เล้งกี่ อยู่ใกล้แยกสามย่านในซอยจุฬา 46 ใกล้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝั่งสนามจุ๊บ มาบัดนี้เจ้าของร้านเล้งกี่ พี่น้องสองศรีมีชื่อว่าคุณอี๊ดกับคุณแอ๊ด รวมทั้งน้องชายอีกคน ได้ย้ายร้านกลับไปเปิดที่บ้านเกิด ริมแม่น้ำบางปะกง ในตัวเมืองแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทราเป็นที่เรียบร้อย ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2561 โดยใช้ชื่อเต็มว่า เล้งกี่ สามย่าน ริมน้ำบางปะกง ฉะเชิงเทราใกล้แค่นี้เองประมาณ 80 กิโลเมตรเท่านั้น จาก มอเตอร์เวย์ เลี้ยวออกไป ฉะเชิงเทรา ตามถนนสาย 314 พอถึงสามแย
คุณเจี๊ยบ-ธีรวุฒิ มีแสงนิล อดีตช่างภาพหนังสือพิมพ์ข่าวสด ผู้ผันตัวมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือ ชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เจี๊ยบบ้านแพน เขาเริ่มต้นเล่าที่มาว่า คิดมานานแล้วว่าอยากมีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เป็นของตัวเอง เพราะครอบครัวเคยทำขาย เด็กๆ ก็ไปช่วยงาน เลยซึมซับมาตั้งแต่ตอนนั้น “ช่วงหลังมานี้ หนังสือพิมพ์ เราก็รู้กันใช่ไหมว่าเป็นยังไง เลยตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ แก่ตัวเกษียณไปคงไม่ได้ทำแล้ว” เมื่อคิดแล้วว่าจะขายก๋วยเตี๋ยว คุณเจี๊ยบเริ่มตระเวนชิมก๋วยเตี๋ยวเรือ แล้วช่วยกันให้คะแนนกับแฟนว่าร้านไหนอร่อยบ้าง สรุปว่าร้านที่อร่อยอันดับ 1 เป็นร้านของเพื่อนแถวคลองจั่น บางกะปิ นำสูตรที่ได้จากร้านเพื่อนมาปรับร่วมกับสูตรของครอบครัว จนลงตัว สิ่งที่ทำต่อมาคือ เปิดร้าน คุณเจี๊ยบเช่าร้านขายแบบรับช่วงต่อ รายได้พออยู่ได้ แต่เพราะยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงย้ายไปเปิดร้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม อยู่แถวสะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ จังหวัดนนทบุรี รายได้ตอนนั้น คุณเจี๊ยบ บอกว่า ขายดีจนแปลกใจ เพราะเปิดวันแรกคนแห่มากิน ยอดขายแตะหลักหมื่น ส่วนวันธรรมดาอยู่ราวๆ 6-7 พันบาท เจ้าตัวเล่าต่อว่า รายได้มีขึ้นมีลง ยอดขายเคยตกเหลื
“Apple and Noi are fabulous, if you can’t stay with them don’t miss their cooking class.” ข้อความข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลายร้อย “รีวิว” จากนักเดินทางต่างชาติ ซึ่งเคยมาแวะเวียนที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอาจเป็นตัวชี้ “ของดี” เมืองกาญจน์ ไม่ได้มีแค่เขื่อนหรือป่า หากยังมี “อาหารไทย” ซึ่งถูกปากและถูกใจอาคันตุกะจากแดนไกลกลุ่มใหญ่โข และที่สำคัญยังสามารถสร้างรายได้ ให้กับเจ้าของธุรกิจนี้…มาไม่น้อยแล้ว! หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ สอนทำอาหารไทยให้กับหนุ่มสาวชาวต่างชาติกลุ่มสุดท้ายของวัน คุณหน่อย- ศุทธนันทน์ ร่มโพธิ์เย็น หุ้นส่วนสำคัญของกิจการ Apple & Noi Thai Cooking กรุณาสละเวลาดูแลงานอื่นในเกสต์เฮ้าส์ มานั่งพูดคุยด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนเมืองกาญจน์ จบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยทำงานในบริษัทขายอะไหล่เครื่องบินที่กรุงเทพฯ แต่ความใฝ่ฝันลึกๆ นึกอยากเป็น “ไกด์” ระหว่างนั้น จึงใช้เวลาส่วนหนึ่งไปเข้ารับการอบรม จนได้ใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ มาไว้เป็นต้นทุนสำคัญ หลังจากเป็นพนักงานบริษัทย่านสีลมได้หลายปี คุณหน่อย เริ่มม
ด้วยความก้าวล้ำของเทคโนโลยีในโลกยุคดิจิตอล ส่งผลให้ความ “ไฮเทค” ในเครื่องใช้ไม้สอย กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวซึ่งเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึง “กล้องถ่ายรูป” ที่สมัยก่อนอาจเป็นอุปกรณ์สำหรับคนเฉพาะกลุ่ม แต่มาวันนี้กลับกลายเป็นของ “พื้นๆ” ไปเสียแล้ว ฉะนั้นเวลาไปไหนมาไหน ใครต่อใคร ย่อมมีกล้องถ่ายรูปติดตัวได้ ไม่ว่าจะในรูปของกล้องถ่ายรูปที่ติดมากับโทรศัพท์มือถือ หรือ กล้องดิจิตอล ยิ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยแล้ว การบันทึกความประทับใจตามสถานที่ต่างๆ นั้น ย่อมเป็นกิจกรรมหลักที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะใน “ตลาด” ซึ่งมีบรรยากาศซื้อขายคึกคัก ย่อมมีการแข่งขัน “ไอเดีย” น่าตื่นตาตื่นใจ จึงเป็นธรรมดาที่บรรดานักท่องเที่ยวอยากจะถ่ายรูปความแปลกใหม่ของสินค้าเหล่านั้นเก็บไว้ หากยามใดที่ “ยกกล้อง” ขึ้นมาส่องหวังเก็บภาพ กลับเห็นป้ายเขียนข้อความ “ห้ามถ่ายรูป” บ้าง “No Photo” บ้าง ความตั้งใจของช่างภาพมืออาชีพ-สมัครเล่น คง “แป่ว” ลงฉับพลัน ครั้นจะไปขอตื๊อ “ขอถ่ายหน่อยเถอะ” อาจไปสร้างความลำบากใจให้กันโดยไม่จำเป็น เมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาสได้ไปเที่ยวชม “ถนนคนเดิน” ในจังหวัดเชียงใหม่ เห็นกิจการริมทาง หลายร้านขึ้นป้ายห้ามถ่าย
ธุรกิจดีลิเวอรี่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้คนที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว แถมทุกวันนี้เทคโนโลยีก็เข้ามาช่วยให้การสั่งซื้อสินค้าและบริการทำได้ง่ายเพียงกดคลิกไม่กี่ครั้ง หลายๆ แนวคิดเรื่องดีลิเวอรี่ก็เหนือความคาดหมาย เพราะไม่ใช่แค่การจัดส่งอาหารหรือสินค้าทั่วๆ ไปเท่านั้น แม้แต่น้ำมันและบริการเสริมสวยก็ดีลิเวอรี่ได้ ในรัสเซีย ขณะนี้ผู้คนไม่ต้องขับรถไปต่อคิวเติมน้ำมันที่ปั๊ม ไม่ต้องฝ่าฟันการจราจรที่ติดขัดหรือสภาพอากาศที่หนาวเย็นออกไป แค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสั่งซื้อออนไลน์ เท่านี้ก็หายห่วง บริษัท “Toplivo v Bak” ที่แปลว่า “เติมน้ำมัน” และบริษัท “ปั๊ม” เป็นบริษัทสตาร์ตอัพรัสเซีย 2 แห่งที่มองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ และนำร่องให้บริการใน 4 เมือง ได้แก่ กรุงมอสโก นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองโซชี และคราสโนดาร์ ทั้ง 2 บริษัทเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนใช้บริการ ซึ่งเมื่อน้ำมันใกล้จะหมด เจ้าของรถก็สามารถสั่งซื้อผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟนที่จะระบุพิกัดของรถสำหรับดีลิเวอรี่น้ำมันได้ พนักงานของบริษัทจะได้รับคำสั่งซื้อดังกล่าว จากนั้นจะขับรถตู้ขนาดเล็กติดตั้งถังใส่น้ำมันที่มีทั้งน้ำ
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม C โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนา “ทางเหลือ-ทางรอด SMEs ยุค 4.0” ซึ่งจัดโดย “เส้นทางเศรษฐี” นิตยสารรายเดือน เฟซบุ๊กแฟนเพจ และเว็บไซต์ เพื่อผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม ว่า ธุรกิจมีโอกาสอยู่รอดได้ แต่ทางรอดต้องอาศัยการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านงานวิจัย ตัวอย่างเช่น เกษตรกรผู้ปลูกกล้วย แต่ก่อนตัดขายเป็นหวี แต่ตลาดยุคปัจจุบันกลับขายเป็นลูก จึงได้สร้างมูลค่าเพิ่ม นำกล้วยไปทำวิจัย เปลี่ยนหน้าตาจากกล้วยเป็นหวี กลายเป็นผงกล้วยเสริมพลังงาน สิ่งที่ผู้ประกอบการรายนี้ได้ไปคือเคล็ดลับความสำเร็จที่ไปได้ไกลกว่าเดิม จากธุรกิจเดิมที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง ความสำเร็จที่มีอาจไม่เรียกว่าความสำเร็จอีกต่อไป เช่นเดียวกับ ตัวอย่างเอสเอ็มที่สอง น้องรุ่นใหม่ความรู้สูง ค้นพบงานวิจัยว่า เปลือกมังคุดมีสารชนิดหนึ่ง ที่คนเป็นสิวรักษาสิวได้ เป็นแผลก็รักษาได้ ผู้ประกอบการรายนี้จึงได้นำเปลือกมังคุดเหลือทิ้ง มาสร้างมูลค่
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม C โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว คุณประภัสรา เนาวบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขา บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนา “ทางเหลือ-ทางรอด SMEs ยุค 4.0” ซึ่งจัดโดย “เส้นทางเศรษฐี” นิตยสารรายเดือน เฟซบุ๊กแฟนเพจ และเว็บไซต์ เพื่อผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม ว่า บสย. มีการค้ำประกันสินเชื่อตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงรายใหญ่ โดยกลุ่มที่ ค้ำประกันให้มากที่สุดคือกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทย การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็นภารกิจที่ บสย. มีความมุ่งมั่น อย่างไรก็ตามจากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ยังพบว่า มีกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่กู้ยืมนอกระบบ เพราะไม่มีความพร้อม ในปีนี้ภาครัฐได้อนุมัติ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทรัพย์ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ด้วยวงเงินสนับสนุน 150,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1 ปี
