Featured
เคยให้เกียรติมาบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอ ถึงความยากลำบากในการดำเนินชีวิตและความพยายามหารายได้เลี้ยงตัวและครอบครัว แม้ร่างกายจะไร้แขนขา พิการมาแต่กำเนิดก็ตาม สำหรับ คุณยามีละ ตาเละ วัยยี่สิบปีเศษ พื้นเพอยู่ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คุณยามีละ เคยเผยให้ฟัง มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน เธอเป็นลูกคนที่ 4 คุณแม่ประกอบอาชีพค้าขาย ส่วนคุณพ่อไม่ได้ทำงานมานานกว่า 15 ปีแล้ว เนื่องจากมีโรคประจำตัว ส่วนความสามารถน่าทึ่ง ซึ่งช่วยทำให้มีรายได้เลี้ยงตัวนั้น คือ การแต่งหน้านั้น เธอทำเป็นตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าฝันอยากเป็น “ช่างแต่งหน้า” พออายุได้ราว 17-18 ปี เลยฝึกแต่งหน้าตัวเอง และฝึกมาเรื่อยๆ พวกญาติและเพื่อนๆ เลยจะทราบดีว่าเธอแต่งหน้าได้ จนอยู่มาวันหนึ่งที่บ้านของเธอมีงานแต่งงาน ญาติ 2-3 คน เลยมาขอให้ช่วยแต่งหน้าให้ หลังจากนั้นไม่นานละแวกบ้านมีงานเดินพาเหรด เลยมีคนมาขอให้ช่วยแต่งหน้าให้อีก เธอเลยคิดค่าแรงหน้าละ 300 บาท ส่วนเครื่องสำอาง เธอเป็นคนออกเอง “ช่วงที่แต่งหน้าให้ญาติ มีพี่ๆ เขาถ่ายคลิปแล้วมีการนำไปแชร์กันบนเฟซบุ๊ก จนมีเครื่องสำอางบางแบรนด์สนใจ ส่งมาให้หนูรีวิวสินค้าให้ ปัจจุบันบนเฟซส่วน
“เขาดินจะปิดแล้วนะ” เชื่อว่าเมื่อได้ยินกันครั้งแรก ทุกคนต่างก็พากันใจหายไปตามๆ กัน เพราะ “สวนสัตว์ดุสิต” หรือ “เขาดิน” นั้นเป็นสวนสัตว์แห่งแรกของประเทศไทย ที่เปิดทำการตั้งแต่ปี 2481 มาจนถึงปัจจุบันรวม 80 ปี และเมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการ จากทางสวนสัตว์ดุสิตออกมา ในวันที่ 14 ส.ค. ก็ทำให้ในวันต่อๆ มาประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ทราบข่าว ต่างก็มาเที่ยวชมสวนสัตว์ดุสิตเพื่อเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายก่อนปิดตัวลงในวันที่ 1 ต.ค.นี้ สำหรับบรรยากาศช่วงเวลาก่อนปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ สวนสัตว์ดุสิตคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัย จากทั่วสารทิศ ทั้งเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น คนหนุ่มสาว บ้างก็ขนกันมาเป็นครอบครัว ผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่บอกตรงกัน เคยมาเที่ยวที่เขาดินแล้วและเกืดความผูกพัน รวมถึงมีความทรงจำดีๆ มากมายเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ ถึงแม้จะมีประชาชนมาเยี่ยมชมกันอย่างหนาแน่น แต่ร้านขายของด้านใน กลับหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่เจ้า ส่วนใหญ่เหลือไว้แต่ร้านว่างๆ ราวกับจะบอกให้นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รับรู้ว่า เมื่อก่อน เคยมีร้านแห่งนี้ขายของอยู่ในสวนสัตว์ด้วย และก็ไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไป
ในงานมหกรรมสมุนไพรและอาหาร ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-2 ก.ย.นี้ ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เชิญ “เครือข่ายหมอพื้นบ้าน” มาร่วมงานเพื่อให้บริการตรวจรักษาตลอดจนให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบแผนโบราณ โดยหนึ่งในเครือข่ายนั้น ได้แก่ “หมอไทยใหญ่” ที่ได้สืบทอดภูมิปัญญาหมอเมืองจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านตำราที่เก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คุณประเดิม ส่างเสน หมอพื้นบ้านไทยใหญ่ จาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนได้สืบทอดภูมิปัญญาจากตำราของบรรพบุรุษไทยใหญ่มาเป็นรุ่นที่ 11 ซึ่งเป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ปัจจุบันประกอบอาชีพให้การรักษาพี่น้องในชนเผ่าด้วยภูมิปัญญาเก่าแก่ดั้งเดิมมา 12 รุ่นแล้ว เนื่องจากชาวไทยใหญ่ราว 80 เปอร์เซ็นต์ยังเลือกรักษาด้วยการแพทย์พื้นบ้าน ไม่นิยมยาฝรั่ง ภูมิปัญญานี้จึงถูกถ่ายทอดเพื่อนำมาใช้รักษาคนจริง และสืบทอดกันมาในลักษณะที่มีชีวิต หมอพื้นบ้านไทยใหญ่ ท่านเดิม อธิบายต่อไปอีกว่า ยาสมุนไพรตำรับไทยใหญ่นั้นล้วนแล้วแต่ปลอดภัย แถมไม่มีปัญหาสารตกค้างในร่างกายเหมือนยาฝรั่งบางชนิด เนื่องจากตำรับของไทยใหญ่นั้นมีการคัดเลื
จากกรณีกลุ่มบริษัทแฮปปี้แลนด์ เจ้าของ “ตลาดสดแฮปปี้แลนด์” แจ้งยุติสัญญาเช่าล่วงหน้า มีแผนการยุบตลาดฯภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ และหากมีผู้ประสงค์จะทำการค้าต่อ ให้ย้ายไปเปิดแผงใหม่ที่ตลาดบึงกุ่มเสรีไทย 41 เนื่องจากทางกลุ่มบริษัทฯ ได้ขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งตลาดฯและบริเวณใกล้เคียงขนาดหลายไร่ ให้แก่บริษัทพฤกษาเรียลเอสเตท นำไปสร้างคอนโดมิเนียมแล้วนั้น เมื่อวันก่อน ทีมงาน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ลงพื้นที่สำรวจตลาดสดแฮปปี้แลนด์ ในวันนับถอยหลังปิดตัว พบว่ายังมีร้านรวงเปิดขายตามปกติอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ปิดร้านกันหมดแล้ว และจากการพยายามสอบถามความรู้สึกของบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย หลายท่านไม่อยากพูดถึงสถานกาณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ เพราะทั้งรู้สึกใจหายและเสียดาย เนื่องจากทำมาหากินอยู่ในตลาดแห่งนี้มานานนับสิบปีแล้ว คุณน้อย-สมหญิง คงเจริญ อายุ 43 ปี แม่ค้าร้านขนมไทยในตลาดแฮปปี้แลนด์ เผยความรู้สึกให้ฟัง “ขายที่นี่มีลูกค้าประจำกันเยอะ การที่เขาให้ย้ายไปขายที่ตลาดบึงกุ่ม เราต้องไปลงทุนใหม่หมด แล้วที่ๆจะไปขายก็เป็นแค่ที่ชั่วคราว เพราะเขาทำตลาดให้ไม่ทัน พวกพ่อค้าแม่ค้าบางคนก็เลิกขาย กลับบ้านมั่ง ย้ายบ้าง และก
คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความสำเร็จโครงการ SME Provincial Champions พร้อมเปิดตัวผู้ประกอบการ 154 รายจากโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศมาออกร้านแสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าภายใต้สโลแกน ช้อป กิน เที่ยว ครบที่เดียว 77 จังหวัด ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ปทุมธานี ระว่างวันที่ 7 – 9 ก.ย. นี้ โดยในงานมีกิจกรรมหลักที่น่าสนใจประกอบด้วย การออกร้านแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ การเสวนาเทคนิคการทำธุรกิจในยุค 4.0 การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบกับตัวแทนจากห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ โครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) เป็นโครงการที่เกิดจากนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน SMEs ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจให้เกิดความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เ
ดอกจำปี ไม้ดอกไม้ประดับกลิ่นหอมเย้ายวน ใครได้กลิ่นเป็นต้องหลงใหล นิยมปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ นำมาใช้ในวันมงคลต่างๆ อาทิ ไหว้พระ สรงน้ำพระ หรือกราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพ แต่ด้วยช่วงหลังมานี้ ดอกจำปีมีมากเกินความต้องการ เกษตรกรผู้ปลูกดอกจำปีจึงได้รับผลกระทบไปด้วย ด้วยเหตุนี้เอง ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกจำปีหนองแขม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปลูกรายใหญ่ จึงได้คิดเพิ่มมูลค่าให้กับดอกจำปี ด้วยการกลั่นเป็นน้ำหอม คุณพยุง หนูแย้ม ประธานกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกจำปีหนองแขม เล่าว่า เดิมทีเป็นกลุ่มอาชีพปลูกจำปีขายดอก มีสวนจำปีกว่าพันไร่ แต่นานเข้าจำนวนก็ลดลง อีกทั้งช่วงหลังเกิดสินค้าล้นตลาด ราคาขายไม่แน่นอน จนปี 2548 เหลือพื้นที่ปลูกจำปีประมาณ 5-6 ร้อยไร่จากสมาชิกจำนวนกว่า 30 คนในบริเวณหนองแขม และพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านและเกษตรกรจึงรวมกลุ่มกันเพิ่มมูลค่า โดยได้เจ้าหน้าที่เกษตรช่วยนำจำปีไปสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยจากดอกจำปีได้ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกของกลุ่มคือ “น้ำหอมจำปี (Jumpee)” ใช้เครื่องกลั่นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เยอะ และได้น้ำหอมมีคุณภาพ โดยจุดเด่นของน้ำหอมจำปี คือความหอมที
ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด ของวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง ไฟแฮง ติดเมิน คุ้มเกิ๋นราคา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 19,878 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 15,902,400 กิโลกรัม ซึ่งหลังการเก็บเกี่ยวและกะเทาะเปลือก/เมล็ด จะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรคือซังและเปลือกข้าวโพด 3,339,504 กิโลกรัม ต่อปี เกษตรกรส่วนมากจะเผาทำลายซังและเปลือกข้าวโพด ทำให้เกิดสภาวะหมอกควัน อากาศเป็นมลพิษ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาวและเทศบาลตำบลปิงโค้ง ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้งดำเนินการนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง จากเศษวัสดุที่เหลือใช้ ไร้ราคา นำมาสร้างรายได้กว่า 1 ล้านบาท ขั้นตอนการผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด นำซังข้าวโพด เผาในเตาเผาถ่านแบบไร้ควัน ที่ทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตร โดยบรรจุซังข้าวโพด 35-40 กิโลกรัม ต่อการเผาแต่ละครั้ง และใช้เวลาเผาประมาณ 1 ชั่วโมง จะได้ถ่านขี้แมว 20% (ประมาณ 8 กิโลกรัม) นำถ่านขี้แมวเข้าเครื่องตีป่นโม่ให้ละเอียดเป็นผง นำผงถ่านเข้าเครื่องผสม อัตราส่วน ผงถ่าน
คุณแพท-ธัญญารัตน์ เธียรอำนาจ และ คุณปุ๊ย-แพรวไพลิน ศิริชัยมนัส สองพาร์ตเนอร์ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Garden Atlas เริ่มต้นบทสนทนากับทั้งสองท่าน โดยคุณแพทเป็นคนเล่าจุดเริ่มต้น “พวกเราเริ่มทำแบรนด์เมื่อต้นปี 2560 คุณปุ๊ยซึ่งเป็นดีไซเนอร์ชอบที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้โดยเฉพาะ เราเห็นตรงกันว่า ต้นไม้ที่สวยงามยังไม่มีกระถางที่โดนใจหรือมีทางเลือกมากนัก เน้นสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย โครงสร้างเหล็กเพื่อความแข็งแรง” ส่วนการร่วมงาน คุณแพทกับคุณปุ๊ยรู้จักกันผ่านการทำงาน ด้วยคุณปุ๊ยเป็นดีไซเนอร์ ส่วนคุณแพททำงานแมกกาซีนตกแต่งบ้าน จึงรู้จักกัน โดยในงาน “FUZE” ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์พิเศษ ที่รวบรวมผลงานดีไซน์คอลเล็กชั่นพิเศษ ในรูปแบบ POP UP STORE ของดีไซเนอร์ไทยจากโครงการ Talent Thai & designers’ Room Garden Atlas ได้นำผลงานคอลเล็กชั่นพิเศษมาแสดง ผลงานชิ้นดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจาก “ครก”ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมของไทยที่มีเอกลักษณ์มาช้านาน นำงานกลึงในการผลิตครกและวัสดุหินแกรนิตไทย ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องความทนทานและไม่เป็นตะไคร่มาออกแบบให้เป็นกระถางสำหรับต้นบอนไซขนาดเล็ก (มินิบอนไซ) คุณปุ๊ย เล่าต่อ อ
ฟาร์มต้นผักแมวน้ำ เปิดมาได้ 2 ปีครึ่ง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ราว 100 ตารางวา ย่านลาดพร้าว โดยพื้นที่แห่งนี้ถูกเนรมิตให้เป็นฟาร์มปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดย่อมๆ ของอดีตตากล้องนิตยสาร ที่อยากหาอาชีพรองรับเพื่อเตรียมพร้อมหลังออกจากงานประจำ เจ้าของต้นเรื่องชื่อว่า คุณแมวน้ำ-บุษกร เบญจกุล อายุ 54 ปี บอกว่า เริ่มทำฟาร์มต้นผักแมวน้ำ เพราะคิดหาอาชีพรองรับหลังออกจากงานประจำ เป็นจังหวะพอดีที่น้องสาวของเธออยากทำฟาร์มเพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้เสริมด้วยเหมือนกัน จึงช่วยกันคิด วางแผน และลงมือทำทันที โดยมีน้องเป็นหุ้นส่วน แต่คุณแมวน้ำคอยดูแลเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของฟาร์ม เล่าอย่างใจดีต่อว่า เลือกปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะหลงใหลการทำสวน และการปลูกผัก มาตั้งแต่สมัยทำงานเป็นช่างภาพนิตยสาร เพราะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับแหล่งข่าวซึ่งเป็นเกษตรกร และเจ้าของทำสวนอยู่บ่อยครั้ง ได้เห็น ได้ฟังถึงที่มาของแต่ละสวนจึงสั่งสมความชอบมาตลอด “เป็นช่างภาพตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ จนถึงอายุใกล้เกษียณ เรารู้ตัวเองว่าการเป็นช่างภาพเป็นอาชีพที่ไม่คงที่ สักวันต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามา ฉะนั้น พี่ต้องเตรียมหาอาชีพรองรับ ช่วงเตรียมต
เมื่อก่อนเคยได้ยินว่า ที่ประเทศมาเลเซีย สามารถปลูกขนุนให้ออกผลภายในปีเดียวได้ แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อกันนัก ต่อมาเรื่องนี้เกิดขึ้นกับบ้านเรา มีเกษตรกรนำขนุนจากประเทศมาเลเซียมาแกะกินเนื้อ จากนั้นนำเมล็ดลงเพาะที่จังหวัดจันทบุรี ให้น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก หลังปลูกได้ปีเดียวขนุนให้ผลผลิตกับเจ้าของได้ จึงมีการขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งเผยแพร่ พร้อมกับตั้งชื่อว่า “ทองทวีโชค” ชื่ออื่นๆ ก็มีคือ “ปีเดียวทะวาย” และ “แปดเดือนทะวาย” ขนุนปีเดียวทะวาย ออกดอกติดผลเร็ว บางครั้งขณะที่ต้นพันธุ์อยู่ในถุง ก็มีดอกให้เห็น เมื่อนำปลูกลงดิน ดูแลพอสมควร ภายใน 1 ปี มีดอกแน่นอน แต่การไว้ผลนั้นควรดูทรงพุ่มเป็นสิ่งตัดสินใจด้วย หากต้นเล็กอยู่ แต่ไว้ผลน้ำหนัก 6-7 กิโลกรัม ต้นก็อาจจะโทรมได้ ขนุนปีเดียวทะวาย ออกผลผลิตต่อเนื่อง หากไว้ผลต่อต้นน้อย ผลมีขนาดใหญ่เหมือนกับขนุนพันธุ์อื่นๆ เนื้อในขนุนปีเดียวทะวาย สีจำปา หากช่วงฝนอาจจะสีไม่เข้มนัก รสชาติหวาน แนวทางการผลิตขนุนปีเดียวทะวายให้ได้รสชาติดี เจ้าของควรไว้ผลช่วงปลายฝน คือเดือนกันยายน-ตุลาคม พอถึงเดือนธันวาคม ฝนหยุด ดินแห้ง เมื่อเก็บเกี่ยวขนุน เนื้อขนุนจะแห้ง รสชาติหวาน มีกลิ่น
