ในฐานะฐานะเทรดเดอร์ คุณสามารถเลือกใช้แพลตฟอร์มและโบรกเกอร์ forex ใดก็ได้ในปัจจุบัน แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานและประเภทของบัญชีเทรด forex เสียก่อน ซึ่งรีวิวของ BrokersThai จะนำเสนอข้อมูลที่จำเป็นเหล่านี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจของคุณ
บทความนี้เราจะเน้นไปที่บัญชีเทรด forex ที่โบรกเกอร์ที่ให้บริการส่วนใหญ่ในไทยมีให้ อธิบายถึงการใช้งาน รวมไปถึงการทดลองใช้บัญชีเดโม่ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หากคุณพึ่งเริ่มเข้าสู่วงการฟอเร็กซ์
บัญชี Standard

บัญชี Standard คือบัญชีที่คุณใช้ในการเทรดกับโบรกเกอร์แทนการเทรดบนตลาดโดยตรง ซึ่งหมายความว่าโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์จะเป็นผู้กำหนดราคา และสเปรดที่คุณได้รับจะต่างจากสเปรดในตลาดจริง
โดยปกติแล้วคุณจะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใดในการเทรดบนบัญชีแบบ Standard แต่มันจะมาพร้อมกับสเปรดที่กว้างขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเทรดจะรวมอยู่ในสเปรดที่ว่านี้
ในฐานะเทรดเดอร์ คุณอาจเกิดความสงสัยในบัญชีประเภทนี้ได้ เนื่องจากคุณไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม แต่คุณก็จะไม่ได้รับความโปร่งใสในเรื่องราคาด้วย ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของคุณจากการเทรดด้วยบัญชี Standard ในการเทรดหนึ่งอาจสูงกว่าเมื่อเทียบกับบัญชีประเภทอื่นก็เป็นได้
ข้อดีของบัญชี Standard:
- ไม่มีค่าคอมมิชชั่น
- เข้าถึงและใช้งานง่าย
ข้อเสียของบัญชี Standard:
- สเปรดกว้างกว่าราคาตลาด
- ไม่มีความโปร่งใสในเรื่องราคา
บัญชี RAW Account

บัญชี RAW คือบัญชีที่ทำงานตรงข้ามกับบัญชี Standard คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเทรดด้วยบัญชีประเภทนี้ ข้อดีคือ คุณจะสามารถเข้าถึงราคาตลาดระหว่างธนาคารได้
ในบัญชี RAW โบรกเกอร์จะไม่ใช่ผู้กำหนดราคาสเปรด แต่คุณจะเทรดตามราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งทำให้กระบวนการนี้มีความโปร่งใสมากกว่าการเทรดบัญชี Standard
การเทรดด้วยบัญชี RAW จะช่วยให้คุณเข้าถึงสเปรดที่แคบลง และมองเห็นภาพของค่าใช้จ่ายในแต่ละการเทรดที่เกิดขึ้น สำหรับนักเทรดระยะสั้นและ Scalper ค่าสเปรดที่แคบถือเป็นข้อได้เปรียบ บัญชี RAW เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับกลยุทธ์นี้ เนื่องจากปราศจากค่าธรรมเนียมนั่นเอง
ข้อดีของบัญชี RAW:
- เข้าถึงสเปรดระหว่างธนาคาร
- เข้าใจและคำนวณค่าใช้จ่ายในการเทรดได้ง่าย
ข้อเสียของบัญชี RAW:
- มีค่าธรรมเนียมอื่น นอกเหนือจากสเปรด
- อาจไม่คุ้มค่าสำหรับการเทรดระยะยาว
บัญชี Swap-Free

การเทรด Forex หมายถึง การที่คุณจะต้องใช้สองสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยที่แยกจากกันในการทำงาน พูดง่ายๆ คือคุณต้องทำการยืมสกุลเงินที่ถูกอ้างอิงมาเพื่อซื้อสกุลเงินหลัก
เมื่อถึงวันสุดท้ายของการเทรด ดอกเบี้ยจะถูกนำมาใช้ ซึ่งคุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับสกุลเงินที่ถูกอ้างอิง และรับดอกเบี้ยจากสกุลเงินหลักแทน หากคุณมีหนี้มากกว่ากำไรที่ได้รับ คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม Swap เพื่อให้ครอบคลุมความแตกต่างนั้น
การใช้งานบัญชี Swap-Free หมายความว่า คุณจะไม่ต้องจ่ายหรือเสียดอกเบี้ยในการเทรด บัญชีประเภทนี้มักจะมีให้สำหรับเทรดเดอร์ชาวมุสลิมเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายอิสลามห้ามการหากำไรจากการให้ยืมเงินไม่โบรกเกอร์ forex ทุกแห่งที่มีบัญชี Swap-Free และบางที่อาจไม่ได้ให้บริการนี้กับเทรดเดอร์ทุกคน
ข้อดีของบัญชี Swap-Free:
- ไม่มีค่าธรรมเนียมในการเปิดตำแหน่งค้างข้ามคืน
- สอดคล้องกับกฎหมายอิสลาม
ข้อเสียของบัญชี Swap-Free:
- ไม่มีโอกาสในการรับผลประโยชน์จากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย
- อาจไม่สามารถใช้ได้กับนักเทรดที่ไม่ใช่มุสลิม
บัญชี Mini, Micro และ Nano
โดยทั่วไป เมื่อคุณเทรดใน forex คุณจะทำการเทรดในหน่วยล็อต ซึ่งเป็นจำนวนเงินมาตรฐานในการเปิดตำแหน่งการเทรดฟอเร็กซ์ การเทรดเพียงล็อตเดียวก็อาจจะมีมูลค่ามหาศาลได้ เนื่องจาก หนึ่งล็อตเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินนั้นๆ เช่น หนึ่งล็อตของ USD เท่ากับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
บัญชี Mini, Micro และ Nano อนุญาตให้เทรดเดอร์สามารถเปิดตำแหน่งที่มีขนาดล็อตที่เล็กลง ซึ่งหมายถึงการลงทุนที่ต่ำลงและความเสี่ยงที่ลดลง
- บัญชี Mini: ขนาดคือ 10,000 หน่วย – 1/10 ของล็อตปกติ
- บัญชี Micro: ขนาดคือ 1,000 หน่วย – 1/100 ของล็อตปกติ
- บัญชี Nano: ขนาดคือ 100 หน่วย – 1/1,000 ของล็อตปกติ
ควรจำไว้ว่า การลดความเสี่ยง หมายถึง การลดผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นด้วย การเคลื่อนไหว 1 pip ในล็อตปกติของ USD หมายถึงการเปลี่ยนแปลงราคา $10 ขณะที่การเคลื่อนไหว 1 pip ในล็อต Micro จะมีมูลค่าเท่ากับ $0.10 และในล็อต Nano เท่ากับ $0.01
ข้อดีของบัญชี Mini, Micro และ Nano:
- ใช้เงินลงทุนต่ำ
- ความเสี่ยงต่ำสำหรับการเทรดแต่ละครั้ง
ข้อเสียของบัญชี Mini, Micro และ Nano Account:
- ผลตอบแทนที่อาจลดลงในการเทรดแต่ละครั้ง
- ไม่เหมาะกับนักเทรดที่มีประสบการณ์หรือระดับสูง
บัญชี Managed
บัญชี Managed คือ บัญชีที่คุณไม่ต้องทำการเทรดเอง แต่คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับผู้จัดการบัญชีที่จะทำหน้าที่เทรดแทนคุณ
ผู้จัดการบัญชีควรเป็นนักเทรดที่มีประสบการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีนี้จะไม่มีความเสี่ยง และไม่มีการรับประกันถึงการกำไรในบัญชี Managed แต่อย่างใด
ข้อดีของบัญชี Managed Account:
- ประหยัดเวลา
- โอกาสในการใช้ประสบการณ์จากเทรดเดอร์รายอื่น
ข้อเสียของบัญชี Managed Account:
- ไม่มีโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มเติม เนื่องจากคุณไม่ได้เทรดเอง
- ไม่มีการควบคุมการเทรด
บัญชี Demo
ประเภทบัญชีสุดท้ายคือ บัญชีที่ไม่ใช่บัญชีการเทรดจริง เป็นเพียงบัญชีฝึกหัดที่คุณสามารถใช้ในการฝึกเทรด และใช้งานเครื่องมือหรืออินดิเคเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเสี่ยง
แม้ว่าคุณจะมีประสบการณ์ในการเทรดแล้ว บัญชี Demo ก็ยังมีประโยชน์ ในกรณีที่คุณเปลี่ยนแพลตฟอร์มหรือย้ายไปยังโบรกเกอร์ใหม่ บัญชี Demo จะช่วยให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือและคุณลักษณะใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับเงินทุนของคุณ
ข้อดีของบัญชี Demo Account:
- ไม่มีความเสี่ยงต่อเงินทุน
- โอกาสในการพัฒนากลยุทธ์การเทรดของตัวเอง
ข้อเสียของบัญชี Demo Account:
- ไม่ได้สร้างกำไรจริง
- ความสำเร็จในบัญชี Demo อาจไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จในบัญชีจริง
สิ่งสำคัญ: คุณควรเลือกประเภทบัญชีเทรดตามสไตล์การใช้งานของคุณ
ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดในการเลือกประเภทบัญชีเทรด forex การตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และความต้องการของคุณเอง
บัญชี Micro หรือ Mini อาจน่าสนใจสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่ต้องการจำกัดการขาดทุน ในขณะที่เทรดเดอร์ระยะสั้นที่มีประสบการณ์แล้วอาจชอบสเปรดแคบและผลตอบแทนที่สูงกว่าดังที่บัญชี RAW มีให้
ไม่ว่าคุณจะเลือกตัวเลือกไหน การเริ่มต้นด้วยบัญชี Demo เป็นความคิดที่ดี เพื่อให้คุณสามารถพัฒนากลยุทธ์ส่วนตัวของคุณให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มเทรดจริง
