Exclusive
คุณพลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปากร อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” กรณีแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์ สินค้าสารพัดชนิด รุมแย่งตัวทีมหมูป่า อคาเดมี่ ไปร่วมงานเป็นพรีเซ็นเตอร์ ว่า ในอนาคตอันใกล้ สินค้าจะโถมเข้าหา “ทีมหมูป่า” ทั้ง 13 คนมั้ย บอกเลยว่ามีแน่นอน เพราะสินค้าทุกประเภท จะต้องพยายาม “เกาะกระแส” บรรดาคนดัง เพราะเหมือนได้ “มีเดีย” ฟรีไปด้วย และถ้าถามว่าสินค้าพยายามจะเข้าหาบุคคลดังเหล่านี้ ผิดมั้ย ในทางการตลาดก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร คุณพลชัย กล่าวต่อว่า เมื่อมีสินค้าเข้าหา ก็ต้องมีการเสนอผลตอบแทน แต่จะมากน้อยแค่ไหนอย่างไรนั้นพูดยาก ขึ้นกับความพอใจของทั้งสองฝ่าย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ เด็กได้ผลประโยชน์ ส่วนสินค้าเอง ได้พรีเซ็นเตอร์ที่ทรงพลัง แต่ต้องยอมรับว่า สังคมส่วนหนึ่งมองเด็กกลุ่มนี้ว่าคือ ฮีโร่ ถ้าสินค้านำเสนอรูปแบบโฆษณาออกมาไม่ดี อาจถูกมองว่าฉวยโอกาสหาประโยชน์จากคนดัง แทนที่สินค้าจะมีภาพลักษณ์หรือยอดขายดี อาจเกิดกระแสตีกลับได้ ฉะนั้นถ้าให้ดีสินค้าไม่ควรนำเสนอแบบฮาร์ดเซล “ในฐานะนักวิชาการ มองว่าเรื่องราวของเด็กกล
จากเด็กผู้หญิงฐานะยากจน อาศัยเรียนภาคค่ำ แล้วทำงานรับจ้างเย็บเสื้อโหลและรับจ้างพิมพ์ดีดในช่วงหลังเลิกเรียน วันละ 70 บาทเพื่อจ่ายค่าเทอมเองตั้งแต่ ม. 2 ปัจจุบันผงาดกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรเครื่องประดับจากเพชร “ไอยรา เจมส์” ร้านขายเพชรที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์เป็นลำดับต้นๆ ของเมืองไทย เจ้าของธุรกิจนี้ คือ คุณอิษยา พรหมมาลี ซีอีโอบริษัท ไอยรา เจมส์ จำกัด ต้นทุนต่ำ ต้องพยายามสูง มุ่งมั่น เป็นเจ้าของร้านเพชร คุณอิษยา หรือ คุณตูน ย้อนวันวานว่า ทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วยการรับจ้างเย็บเสื้อโหลตั้งแต่ม.2 จนกระทั่งจบ ปวช. จากนั้นพักเรียนต่อ ออกไปหางานทำ 2 ปี แล้วกลับมาเรียนต่ออีกครั้งระดับปริญญาตรีภาคค่ำ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียกว่าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตอนเรียนปริญญาตรี คุณตูน เผยว่า เห็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งฐานะดี มีรถยนต์ขับ เรียนดี แต่งตัวสวย เลยยกให้เป็นไอดอลขณะนั้น และยิ่งได้รู้ว่าเพื่อนทำธุรกิจขายเพชรพลอย ก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่า อยากดำเนินรอยตามเพื่อนคนนี้ “หลังจากจบปริญญาตรีไปเรียนต่อด้านการดูอัญมณี 1 ปีที่สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งเอเซีย (AIGS) ต่อด้วยเรียนการออกแบบเคร
ประโยคที่ว่า “สินค้ายุคนี้ ต้องสู้กันด้วยไอเดียใหม่ๆ” คงไม่เกินเลยจากความจริงในทุกวันนี้…เท่าใดนัก เพราะช่วงเวลาของการแข่งขันกันอย่าง “เข้มข้น”นั้น เกิดขึ้นแล้วแทบทุกธุรกิจ หากผู้ผลิรายใดยังหยุดนิ่ง หรือ ก้มหน้าก้มตาขายของแบบเดิม-เดิม อยู่ต่อไป รายรับคงไม่น่าจะพอกับต้นทุน เนื่องจากถูกคู่แข่งหัวคิด “ล้ำกว่า”แย่งชิงฐานลูกค้าไปเสียหมด ………… “อิมินา – ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป” สวยงาม น้ำหนักเบา ใช้ง่าย ไหลสะดวก เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ คือ ข้อความประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เพื่อการทำบุญแนวใหม่ เจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทย นำไปสู่การสนทนากับ คุณอุ๋ย – ณัฎฐวี จัดแจง เจ้าของสินค้าไอเดียสร้างสรรค์ เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ย้ายตามคุณพ่อ-คุณแม่ มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดเชียงรายได้เกือบสามสิบปีแล้ว จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยว ปริญญาโทบริหารธุรกิจ ปัจจุบันมีงานหลัก คือ เป็นผู้บริหารรีสอร์ท “ณัฎฐิพล” ธุรกิจของครอบครัวตั้ง อยู่ที่อำเภอแม่จัน ส่วนความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ “อิมินา” นั้น เริ่มต้นจากความคิดของคุณพ่อของเธอ ที่อยากช่วยลดปัญหาขยะและสร้างความสวยงามให้กับวัด “คุณพ่
ร้านของฝากของที่ระลึก “พรทิพย์” นับว่าได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งไทย-ต่างชาติ ยามนี้หากใครไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ตแล้วไม่แวะหาซื้อสินค้าติดไม้ติดมือไป อาจถูกคนที่บ้านถามไถ่ถึงขั้นต่อว่าต่อขานกันได้เลยทีเดียว ปัจจุบันบริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด มีผลิตภัณฑ์ตราพรทิพย์ วางจำหน่ายใน MODERN TRADE ชั้นนำของไทย และยังส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา บริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต)จำกัด เคยได้รับรางวัลด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับนานาชาติมาแล้ว โดยในปี 2554 ได้รับ รางวัลชนะเลิศ Asiastar Packaging Awards 2011 ณ ประเทศบังคลาเทศ จากบรรจุภัณฑ์ 2 รายการ คือ บรรจุภัณฑ์ขนมโบราณเมืองภูเก็ตในกล่องชิโน-โปรตุกีส และบรรจุภัณฑ์ชุด Andaman Gift Set “เริ่มธุรกิจครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2534 มีหลายคนบอกจะไปได้หรือ ความจริงกว่าที่จะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ไม่ง่ายหรอก ต้องมีการปรับปรุง ปรับตัวกันอยู่ตลอดเวลา และกล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เข้าถึงใจผู้บริโภค”คุณวิรวัฒน์ เปี่ยมวิวัตติกุล ประธานบริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนเล่าต่อ กิจ
หากเอ่ยถึงเครื่องประดับ คงไม่ได้มีแค่ เพชรนิลจินดาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเครื่องเงิน โดยเฉพาะเครื่องเงินไทยอันเป็นศิลปะล้ำค่าจากฝีมือช่างเงินไทยที่มีคุณภาพจนสร้างมูลค่าการตลาดมากถึง 1,700 ล้านดอลลาร์ และส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก ร้านสล่าเงิน เป็นผู้ผลิต และจำหน่ายเครื่องประดับเงินจังหวัดน่าน ที่สร้างและผลักดันร้านเครื่องเงินของตนเองจนกลายเป็นร้านเครื่องเงินที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน แม้ในช่วงหนึ่งจะต้องเจอวิกฤตราคาเนื้อเงินพุ่งสูง 2 เท่าตัว คุณไตร เขื่อนธะนะ อายุ 51 ปี เจ้าของร้านสล่าเงินที่เอ่ยถึงข้างต้น เล่าว่า ซึมซับการทำเครื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก จนสามารถทำงานได้ในวัยเพียง 16 ปี “จริงๆ เริ่มทำงานตอนอายุ 16 เนี่ยถือว่าเริ่มช้านะ เพราะเด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่เขาเริ่มทำงานกันตั้งแต่ 12-13 ปีแล้ว เพราะไม่ค่อยได้เรียนหนังสือเลยเริ่มทำงานกันเร็ว งานแรกที่ทำเป็นก็คือทำเครื่องเงินนี่แหละเพราะซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ” คุณไตร บอกอีกว่า จากนั้นย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ทำในโรงงานเล็กๆ ซึ่งเป็นกิจการของพี่สาวตนเอง มีคนงานประมาณ 5 คน จากนั้นขยายตามเวลาคนงานเพิ่มขึ้นกว่า 100 คน ทำอยู่ประมาณ 14 ปี ก็แยก
หากเอ่ยถึงปลาทู…ชื่อแรกที่คนนึกถึงคงเป็นปลาทูแม่กลองที่มีฉายาว่า หน้างอคอหัก ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาทำตลาดมากขึ้น อย่างปลาทูเองก็มีฉายาใหม่ว่า ‘หน้าเริ่ดเชิดหยิ่ง’ ตีตลาดภายใต้แบรนด์ Delish Inspirer คุณโอ๊ต-กิตติวุฒิ แสงสุขเอี่ยม อายุ 40 ปี เป็นทายาทรุ่น 2 ของนางสิริอร แสงสุขเอี่ยม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัท ศิริคุณ ซีฟูดส์ จำกัด ที่ทำธุรกิจค้าปลีกอาหารทะเลมายาวนานกว่า 43 ปี เล่าให้ฟังว่า ปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่ง เป็นสินค้าตัวใหม่ที่เปิดตัวภายใต้แบรนด์ Delish Inspirer (เดลิช อินสไปเรอร์) ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ บริษัท ศิริคุณ ซีฟูดส์ จำกัด โดยแบรนด์ดังกล่าวเปิดตัวได้ 3 เดือน เน้นเจาะตลาดไฮเอนด์ โดยที่มาของชื่อปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่งนั้น ได้มาจากความชอบ เพราะเป็นชื่อที่ฟังแล้วน่าสนใจ ปลาทูแม่กลองคือหน้างอคอหัก ของเดลิชขอทำสวนทาง คือปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่งแทน ด้วยมาตรฐาน และคุณภาพในการผลิต รวมทั้งประสบการณ์ค้าปลีกกว่า 43 ปี และคนนึ่งปลาทูที่มีประสบการณ์อีก 40 ปี จึงทำให้ปลาทูของแบรนด์ได้รับเครื่องหมายฮาลาล และเครื่องหมาย อย. ได้ไม่ยาก “มาตร
จากความชอบ สู่แบรนด์…นิยามของเจ้าของแบรนด์ ที่สร้างสรรค์น้ำสลัดด้วยรสชาติไทยๆ ตีตลาดคนรักสุขภาพ คุณมิว-มนทิรา รอบคอบ อายุ 35 ปี เจ้าของไอเดียซอสและน้ำสลัดแบรนด์ Lamoon by Sarada (ละมุน บาย ซาราดะ) คุณมิวเคยเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ ที่ชอบทานสลัด และเมื่อ 2 ปีก่อน เธอเคยเปิดร้านสลัดอยู่แถวมหาวิทยาลัยดัง ย่านบางนา มีกลุ่มลูกค้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่เพราะต้องย้ายกลับบ้านเกิด ทำให้ร้านปิดตัวลง “มิวปิดร้านไปประมาณ 1 ปี เราก็กลับไปอยู่บ้านที่ลำปาง อะไรหลายอย่างเริ่มลงตัวจึงกลับมาสร้างแบรนด์ต่อ” กลับมาสานต่อในที่นี้คุณมิวไม่ได้กลับมาเปิดร้านสลัดเหมือนเดิม แต่เธอปั้นแบรนด์ขึ้นมาใหม่แต่ยังคงอยู่ในส่วนของสลัด ผลิตภัณฑ์ที่ว่าคือ ดิปปิ้งซอสและน้ำสลัด ขายผ่านออนไลน์และออกบู๊ธ ภายใต้แบรนด์ Lamoon by Sarada ที่เปิดตัวมาได้ 3 เดือนแล้ว “ความตั้งใจของแบรนด์คืออยากนำเสนอความแตกต่างของน้ำสลัด ที่ไม่จำเป็นต้องทานคู่กับผักสลัดเท่านั้น แต่สามารถนำไปเป็นซอสทานคู่กับอาหารชนิดอื่นได้ด้วย เช่น ราดบนสเต๊ก ทานกับสแน็ก” ซึ่งความแตกต่างของแบรนด์ที่คุณมิวสรรค์สร้างขึ้นมานั้น คือรสชาติของตัวซอสและน้ำสลัด โดยช่วงแรกมี
“แม้จะเป็นงานที่ไม่ชอบทำเลย ไม่ชอบซักผ้า ไม่ชอบรีดผ้า เเต่ยิ่งทำก็เหมือนจะยิ่งรุ่ง มีเงินจ่ายลูกน้องเดือนละ 8 หมื่นบาท นั่นคงเป็นเพราะยิ่งไม่ชอบ ก็ยิ่งต้องระวัง ยิ่งต้องใส่ใจ ลูกค้ามีปัญหารีบแก้ไขทันท่วงที” ประโยคนี้กล่าวโดย คุณรวินท์มาศ ลือเลิศ อายุ 38 ปี หรือคุณแตม เจ้าของร้านซัก อบ รีดเสื้อผ้า “มิสไวท์กรีน” อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณแตม เล่าว่า เปิดร้านซัก อบ รีด เสื้อผ้า มานานกว่า 15 ปีแล้ว ก่อนจะมายึดอาชีพนี้ ทำมาแล้วหลายอาชีพ อาทิ เปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ ขายกิ๊ฟช็อป เคยเป็นลูกจ้างทำงานโรงงาน แต่ส่วนตัวรู้สึกไม่ชอบงานประจำ ประกอบกับได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่คนนึงที่เปิดร้านซัก อบ รีด สุดท้ายเลยลองทำตามแล้วรุ่ง “หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ดิฉันทำมาหลายอาชีพ จนในที่สุดมีรุ่นพี่ให้คำแนะนำเรื่องการเปิดร้าน ซัก อบ รีด ผ้า โดยส่วนตัวมองว่า เป็นงานที่ทำที่บ้านได้ ไม่ต้องพบปะผู้คนมาก เลยใช้เงินเก็บ 6 หมื่นบาท เปิดร้านซักรีด” การเปิดร้านในช่วง 2 ปีแรก เจ้าของ เล่าว่า รับซัก อบ รีด เสื้อผ้าลูกค้าตามบ้านทั่วไป ซึ่งรายได้ก็ดี แต่เริ่มพบปัญหา คือ เสื้อผ้ามีหลากหลา
คุณฉัตรชัย วชิระเธียรชัย วัย 45 ปี เจ้าของธุรกิจ กระเทียมแกะเปลือก พริกสด พร้อมใช้งาน เข้าสู่ร้านอาหารยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหารระดับประเทศ ด้วยการเริ่มต้นจากห้องแถวเล็กๆ ที่ปากคลองตลาด จนกลายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ปัจจุบันได้พัฒนามาสู่สินค้า พริกป่น หอมเจียว กระเทียมเจียว ในแพ็กเกจสวยงานที่ชื่อว่า เอื้ออารี ฟู้ด โปรดักท์ ล่าสุด ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมาอีก เรียกได้ว่าก้าวไปอีกขั้น นั่นคือ กระเทียมเจียวปรุงรส ในชื่อ เปปเปอร์-จี โดยใช้กระเทียมนำไปทอดด้วยน้ำมันรำข้าว จากนั้น นำไปอบจนกรอบเพื่อรีดน้ำมัน แล้วปรุงรส ปัจจุบัน มี 3 รสชาติ ได้แก่ รสพริกไทยดำ คั่วพริกเกลือ และ รสกระเทียมสวรรค์ ขนาดบรรจุขวด 92 กรัม ราคา 110 บาท เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง คุณฉัตรชัยถึงแนวทางการตลาดของสินค้าใหม่ตัวนี้ คุณฉัตรชัย บอกว่า เปปเปอร์-จี เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือนผู้บริโภค จึงต้องเจาะตลาดค้าปลีก ซึ่งแตกต่างกับการดำเนินงานบริษัท ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา โดยมองว่า ปัจจุบันการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไป นอกจากต้องการในเรื่องของการเตรียม การปรุงอาหาร ที่อาศัยความรวดเร็ว ซึ่งกระเทียมก็เป็นส่
โครงการ “ตู้ยาไบโอฟาร์มเพื่อชุมชนปีที่ 3” ของบริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ยังคงเดินหน้าเติมยาให้กับชุมชนต่างๆ ของโครงการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ไปทำกิจกรรมกับชาวชุมชนสมุทรสาคร ซึ่ง เภสัชกรบุญสม เกษจันทร์ทิวา ผู้จัดการฝ่ายประสานงานองค์กร เป็นตัวแทนบริษัท ไปให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งมอบยาและเวชภัณฑ์เบื้องต้นให้กับเทศบาลนครสมุทรสาคร เพื่อส่งต่อยาคุณภาพไปยัง 32 ชุมชน โดยบางชุมชน อาทิ ชุมชนท้ายตลาด ทางไบโอฟาร์ม มีโอกาสไปเติมยายังจุดติดตั้งตู้ยาด้วยตัวเองและได้พูดคุยเกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้ยาของชาวชุมชนด้วย เภสัชกรบุญสม กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัท คือ อยากให้ชุมชนมีโอกาสเข้าถึงยาคุณภาพมากยิ่งขึ้น มียาใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งยาที่นำไปมอบก็เป็นยาพื้นฐานเบื้องต้น เช่น ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง โรคกระเพาะ แต่หากชุมชนใดอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองเยอะ เช่น ใกล้นิคมอุตสาหกรรมหนัก ก็อาจต้องการพวกยาแก้แพ้เพิ่มเติม สำหรับภาพรวมสุขภาพของคนไทยนั้น เภสัชกรบุญสม สรุปให้ฟังว่า ภาพรวมคนไทยมีอายุยืนขึ้น เพราะวิวัฒนาการทางแพทย์พัฒนาขึ้น ทำให้รู้ตัวเร็วว่าป่วยเป็นโรคอะไร รวมถึงยามีคุณภาพดีขึ้น ซึ่
