Exclusive
Casa อ่านว่า คาซ่า เป็นภาษาสเปน แปลว่า บ้าน ชื่อเรียก CASA DE CAT (คาซ่า เดอ แคท) ต้องการสื่อให้เห็น…ที่นี่เป็นเหมือนบ้านอีกหลังของพวกเหมียวๆ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ความรัก” เป็นต้นทุนสำคัญ เพราะทราบดีว่าเป็นเรื่องยากแค่ไหนที่จะวางใจให้คนอื่นมาดูแล…ลูกของเรา ข้อความข้างต้น คือ คำแนะนำตัวจาก โรงแรมแมว CASA DE CAT ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวดีๆ นับจากนี้ “เราดูแลเด็กๆ ทุกตัวเพราะความรักค่ะ ไม่ใช่เพราะหน้าที่” คุณทราย (กลาง) คุณทราย-ดวงกมล แดงประเสริฐ วัยสามสิบเศษ เจ้าของกิจการตั้งอยู่ย่านหัวลำโพงที่เกริ่นถึง กรุณาสละเวลามาพูดคุยกัน เริ่มต้นอย่างนั้นด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มกันเอง ก่อนย้อนความเป็นมา จบการศึกษาปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยทำงานในบริษัทของญาติอยู่พักใหญ่ แต่รู้สึกไม่ใช่ทางที่ชอบ เลยลาออกมาค้าขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ ส่วน โรงแรมแมว CASA DE CAT เป็นธุรกิจตัวที่ 2 โดยมีจุดเริ่มจากครอบครัวเธอและแฟน ต่างรักสัตว์เหมือนกัน กระทั่งเมื่อหลายปีก่อน แฟนของเธอ ซื้อแมวพันธุ์เมนคูนมาเลี้ยงไว้ 1 ตัว ต่อมาเพิ่มเป็น 6 ตัวแล้วก็ยังได้รับการดูแลอย่างดี ประกอบกับที่บ้านเธอ มีห
แดงแหนมเนือง คือ ชื่อร้านอาหารเวียดนามเจ้าเก่าแก่ ชื่อเสียงโด่งดัง จนหลายคนยกให้เป็น “ห้องรับแขก” ของจังหวัดหนองคาย สมัยเริ่มต้น รุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ผู้ก่อตั้ง ซึ่งเป็นชาวเวียดนามอพยพหนีสงครามอินโดจีนเข้ามา ได้คิดดัดแปลง “แหนมเนือง” อาหารเวียดนามโบราณ ให้มีรสชาติถูกปากชาวบ้านคนไทย ก่อนจัดใส่สาแหรกเดินหาบขาย ราวปี พ.ศ. 2511 กิจการของสองสามีภรรยา ขยับขยายเป็นอาคารพาณิชย์ 1 คูหา ต่อมาปี 2529 คุณแดง–วิภาดา จิตนันทกุล บุตรคนรองจากพี่น้องทั้งหมด 8 คน และในฐานะลูกสาวคนโต ได้เข้ามารับบทหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ เนื่องจากผู้เป็นแม่ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจไม่สามารถทำงานหนักได้ คุณแดง-วิภาดา จิตนันทกุล ผู้ก่อตั้ง “แดงแหนมเนือง” ปี 2533 มีการวางระบบการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวกิจการ ในนาม “แดงแหนมเนือง” ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน กิจการแห่งนี้ มี “แหนมเนือง” และอาหารแปรรูปหลายชนิด ส่งไปขายทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่รับบริการลูกค้านั่งรับประทานที่ร้าน ได้ราว 500-600 คน และว่ากันว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ร้านนี้ที่นั่ง “เต็มทุกโต๊ะ เต็มทุกวัน” ขนาดนั้นR
เปิดสูตรทำขาย-แบบไม่หวง! “ข้าวเหนียวมะม่วง” ของหวานจานโปรดนานาชาติ ว่ากันว่า “ข้าวเหนียวมะม่วง”นั้น เป็นจานโปรด ที่คนจีนชอบมากพอๆกับทุเรียนเมืองไทย แต่แปลกเขายังกินข้าวเหนียวกับทุเรียนไม่เป็น กินแต่ทุเรียนเฉยๆ ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนยิ่งไม่รู้จักเลย ฝรั่งก็ชอบข้าวเหนียวมะม่วงมากเหมือนกัน อย่างที่อเมริกา เขาหุงข้าวเหนียวมูนไว้ แล้วแบ่งเป็นส่วนๆ พอดี 1 จาน ห่อด้วยพลาสติกแร็พเข้าช่องแข็งไว้ พอใครสั่ง ก็เอาออกมาเวฟทั้งอย่างนั้น แกะใส่จาน ราดหัวกะทิแช่เย็น กับมะม่วงของเม็กซิโกซึ่งไม่ช้ำง่ายแบบมะม่วงไทย จานหนึ่ง 200-300 บาท ที่จีนไม่รู้ว่าขายกี่บาท โอกาสนี้ จึงมีสูตร “ข้าวหเนียวมูน”ทำขาย มาฝากสำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดเป็นอาชีพ เริ่มต้นจาก สัดส่วนของการมูนข้าวเหนียว ก็ไม่มีอะไรมาก ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1 กิโลกรัม ใช้หัวกะทิข้นๆ 800 กรัม (เกือบ 1 กิโลกรัม) ใส่น้ำตาลทรายในกะทิ 300 กรัม เกลือป่นสักครึ่งช้อนชา ส่วนการหุงข้าวเหนียวให้เม็ดสวย ต้องหุงด้วยหวดแบบหุงข้าวเหนียวของอีสาน นึ่งวิธีอื่นเม็ดไม่สวย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเป็นเม็ดรีๆ ยาวๆ เม็ดต้องไม่หัก สีออกมาทางขาว แปลว่าค่อนข้างใหม่ สีเหลืองจะเก่า
ปัญหายากสุดในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเราๆ เชื่อว่าทุกคนคงตอบได้ตรงกันว่า เรื่องคู่แข่ง พัฒนาสินค้า การหาช่องทางการขาย หรือเรื่องการตลาด ล้วนแต่เรียนรู้ ฝึกฝนพัฒนากันได้ แต่ปัญหาใหญ่และยากสุด หนีไม่พ้นเรื่องเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่ประสบปัญหาเงินช็อต ขาดสภาพคล่อง หมุนเงินไม่ทัน ถ้าแก้ไม่ทันท่วงที กลายเป็น “จุดอ่อน” ที่ทำให้ธุรกิจสะดุด ล้มหายตายจาก แม้ว่าจะมีสินค้าดี มีฝีมือในการขายเลอเลิศแค่ไหนก็ตาม เป็นที่มาของแรงบันดาลใจที่ทำให้ คุณอ้อย-ปริสุทธิ์ รัตนมหาวงศ์ จับมือกับเพื่อนสมัยมัธยม “คุณมด-ปฏิมากร ใจอ่อน” พร้อมกับหุ้นส่วนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอีกท่าน ก่อตั้งธุรกิจขายฝาก โดยสร้างแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางในการรับขายฝากทรัพย์สิน เพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด “ด้วยความที่อ้อยคุ้นเคยกับการทำธุรกิจมาตั้งแต่เรียนจบ เริ่มจากทำธุรกิจเสื้อผ้า รับจ้างผลิตเสื้อผ้าตามคำสั่งซื้อ ก็เลยมีประสบการณ์ เจอกับปัญหาขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจด้วยตัวเอง จำได้ว่า ช่วงที่เสื้อเหลืองได้รับความนิยม ป
“กับข้าว-กับปลา” ทำกันใหม่ๆ ร้อนๆ ตักใส่ถุงขายสำหรับผู้คนทั่วไปนั้น มีดาษดื่นให้เลือกหลายหมื่นเจ้า แต่เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสได้เจอแผงขาย “กับข้าวน้องหมา” ที่ทำกันมาวันต่อวัน ใส่ถาดสเตนเลส แลดูสะอาดสะอ้านเป็นอย่างดี เห็นว่าแปลกตา หายากมากในท้องตลาด เลยเข้าไปเลียบเคียงพูดคุยกับคนต้นคิด คุณลุง-คุณป้า ใจดี เจ้าของกิจการ เล่าให้ฟัง กิจการหลักของพวกเขาคือ ข้าวแกงและอาหารตามสั่ง ส่วน กับข้าวสำหรับ “น้องหมา” นั้น ทำมาได้ 5-6 ปีแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากการทำเลี้ยงสมุนในบ้านตัวเอง โดยคิดนำเศษเนื้อไก่ หรือ เครื่องในหมู มาบดก่อนนำมารวนกับซอสจนมีกลิ่นหอม แถมเผยเคล็ดลับให้ฟังแบบไม่หวงสูตรว่า ก่อนรวนห้ามใส่น้ำมันลงไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีน้ำมันออกมามากจนเลี่ยนเกินไป “ขายกับข้าว น้องหมา มาหลายปี ไม่มีทีท่าจะลูกค้าลดลง แถมมีหลายคนกลับมาซื้อซ้ำ ด้วยเหตุผล เจ้าสี่ขาที่บ้านชอบกันมาก วันไหนซื้อกลับไปคลุกข้าวหรืออาหารเม็ด มักซัดกันเกลี้ยงชนิดไม่เหลือติดจาน” เจ้าของกิจการ กับข้าวน้องหมา ที่ตลาดนัด จังหวัดกาญจนบุรี เคยบอกมาอย่างนั้น นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ พยายามมองหา “กับข้าวสด” สำหรับน้องหมา ตามตลาดนัดต่า
คุณเบียร์ – ศาสตรา ถนอมลาภ เจ้าของกิจการปลาหมึกบด “สิ้นคิดโภชนา” วัยยี่สิบเศษ คุยไป-บดไป เผยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า อาชีพนี้ เริ่มต้นมาได้สองปีกว่าแล้ว ปัจจุบันขายประจำอยู่ที่ตลาดนัดมะลิ เมืองทองธานี แต่ก่อนหน้านี้เคยขายที่ตลาดนัดหัวมุม ย่านเกษตร-นวมินทร์ มาก่อน สำหรับประวัติความเป็นมาส่วนตัว คุณเบียร์ เล่าสรุปความได้ว่า จบ ปวช.ช่างยนต์ จากวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง หลังเรียนจบตอนอายุได้ 18 ปี เคยทำงานเป็นพนักงานที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ชื่อดังอยู่ได้ประมาณ 5 ปี พออายุ 23 ปี ลาออกมาขายของรองเท้ามือสอง “ตอนทำงานในร้านอาหาร เกือบได้เป็นผู้จัดการแล้ว แต่รู้สึกเบื่อ ต้องอยู่กับที่ ไม่สนุกกับงาน เลยลาออกมาขายของตามตลาดนัด ไปมาหมดแล้วตั้งแต่ รัชดาไนท์ ตลาดรถไฟ จตุจักรกรีน” คุณเบียร์ เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา ก่อนบอกต่อ สินค้าก่อนหน้านี้ เป็นพวกรองเท้า-เสื้อผ้ามือสอง ส่วน “ปลาหมึกบด” นี้ เพิ่งเริ่มขายเมื่อราวสองปีก่อนที่ตลาดหัวมุม ส่วนเหตุผลที่หันมาขายปลาหมึกบดนี้ เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี คิดว่าหันมาขายของกินน่าจะดีกว่า นึกสงสัย ทำไมต้องเป็นปลาหมึกบด คุณเบียร์ เล่าว่า “ผมชอบกินอ
ที่วัดโพธิ์ญาณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีพระภิกษุสงฆ์ ร่วมกันผลิตขนมปังขึ้นมา เพื่อจำหน่ายให้แก่คนที่มาทำบุญเลี้ยงอาหารปลา บริเวณวังปลาหน้าวัด ติดกับแม่น้ำน่าน ได้เริ่มทำการผลิตตั้งแต่เช้า โดยมีพระภิกษุสงฆ์ ช่วยกันปั่นผสมแป้งและส่วนประกอบ เพื่อทำขนมปังนำมาวางจำหน่ายให้ประชาชนซื้อหาไปรับประทาน หรือนำไปใช้เป็นอาหารปลา โดยตั้งชื่อว่า “ขนมปังรสพระทำ” พระครูสุนทรโรจนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ญาณ เปิดเผย “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ว่า แนวคิดเกิดจากตัวอาตมาเอง เริ่มจาก แต่เดิมทางวัดสั่งขนมปังจากตลาด มาขายเป็น “ขนมปังปลา”หน้าวัด แต่หลังจากนั้นไม่นานเกิดปัญหา การส่งไม่สม่ำเสมอ บางครั้งนำของหมดอายุมา ขึ้นราบ่อย ไม่มีมาตรฐาน เลยเกิดความคิดจะทำขนมปัง กันเอง แต่ก่อนลงมือ ลงทุน ได้ไปศึกษาข้อปฏิบัติแล้วว่าเข้ากับระบบงานของคณะสงฆ์ ระเบียบของมหาเถรสมาคม หรือไม่ อย่างไร กระทั่งพบระเบียบคณะสงฆ์ ระบุไว้ วัดใดก็ตามที่อบรมประชาชน ต้องสนองงานคณะสงฆ์ ใน 8 หัวข้อ อาทิ ศีลธรรม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ ศึกษาสงเคราะห์ ศาสนสงเคราะห์ เป็นต้น “ขนมปังที่ทำกันเองโดยพระสงฆ์ในวัดนี้ เป็นหนึ่งในระเบียบคณะสงฆ์ หัวข้อ
หนึ่งตัวอย่างเมนูใหม่ จากทุเรียน ใครกินต้องติดใจ เมนูนี้ครีเอตโดย คุณณภัทรกฤศ ปริปุณณะชัย หรือคุณโต้ง โรงแรมคุ้มล้านนา&cafe จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ด้วยความที่เป็นคนศรีสะเกษ ก็อยากช่วยส่งเสริมให้จังหวัดเป็นที่รู้จักในเรื่องของฝาก นอกจากหอมกระเทียมแล้ว ของขึ้นชื่อก็คือทุเรียนภูเขาไฟ “ผมมีโรงแรม และคาเฟ่กาแฟที่ศรีสะเกษอยู่แล้ว จึงลองนำทุเรียนมาทำเป็นกาแฟขาย ให้เป็นเอกลักษณ์ ใครมาต้องแวะกิน” ใช้ทุเรียน LAVA DURIAN SISAKET หรือ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ เป็นทุเรียนที่ปลูกบนดินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นหินบะซอลต์ที่ผุพังสลายตัว ปลูกไว้แค่ 3 อำเภอ คืออำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และ อําเภอศรีรัตนะ มีลักษณะเหนียว สีแดง ระบายน้ำได้ดีมาก มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ ที่จำเป็นกับพืชปริมาณสูง และเกษตรกรใช้น้ำจากใต้ดินลึกกว่า 50-100 เมตร จึงมีแร่ธาตุครบถ้วน ส่งผลให้ต้นทุเรียนนำแร่ธาตุต่างๆ ไปสร้างอาหาร ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และด้วยสภาพอากาศที่ไม่ชื้นเกินไป และยังได้รับแสงที่ยาวนาน ทุเรียนจึงดูดธาตุอาหารจากดินมาช่วยสังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื้อทุเรียนจึงเต็มไปด้วยธาตุสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อ
หมี่กรอบ หนึ่งอาหารว่างที่มีมาแต่สมัยโบราณ และยังมีให้กินอยู่จนปัจจุบัน ด้วยวิธีทำไม่ยุ่งยาก แถมรสชาติอร่อย ทำขายประกอบเป็นอาชีพได้สบายๆ คุณจิราภรณ์ สุภาพร หรือ คุณหน่อย อายุ 50 ปี หนึ่งในหลายคนที่เลือกขายหมี่กรอบ ชื่อแบรนด์ “คุณน้าหมี่กรอบโบราณ” เล่าให้ฟังว่าก่อนมาขายหมี่กรอบ เคยทำงานมาหลายรูปแบบ ทั้งทำโรงงาน ขายของชำ จากนั้นก็ลาออกจากงานทุกอย่าง แล้วหันเหมาขายหมี่กรอบได้ประมาณ 4-5 ปี ควบคู่ไปกับการเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน “ส่วนตัวชอบทำอาหารอยู่แล้ว อีกอย่างหมี่กรอบเป็นอาหารว่างโบราณที่คนนิยมทาน ซึ่งสูตรหมี่กรอบที่ทำขายก็ไปเรียนจากคุณน้า เรียนไม่นานก็ทำได้ เพราะไม่ได้ยากอะไร พอทำขายก็นำสูตรมาดัดแปลงให้เป็นรสชาติของตัวเอง คือเพิ่ม ตัดส่วนผสมต่างๆ จนลงตัว ตั้งชื่อ คุณน้าหมี่กรอบโบราณ” จุดเด่นของ คุณน้าหมี่กรอบโบราณ คุณหน่อย บอกว่า อยู่ได้นาน เป็นเพราะเน้นขั้นตอนการเคี่ยวน้ำให้เหนียวได้ที่ อีกอย่างไม่มีของสต๊อกไว้นาน อย่างน้อยจะทำเผื่อล่วงหน้าไว้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ และไม่ใช่แค่ขายอย่างเดียว แต่คุณหน่อยยังทำไปบริจาคตามงานบุญต่างๆ ด้วย ถามถึงความแตกต่างระหว่างการเป็นลูกจ้างกับการ
เพจ “ศุภชัย เสมอมิตร โหน่งโชว์” มีเนื้อหาหลักนำเสนอเกี่ยวกับการทำอาหารสารพัดเมนู ดูง่ายๆ แต่น่าอร่อย โดยคนปรุงเป็นผู้ชายไว้หนวดเข้ม พูดจาฉะฉาน ลีลาเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันมีคนกดไลก์ให้เกือบหนึ่งล้านห้าแสนแล้ว คุณโหน่ง –ศุภชัย เสมอมิตร อายุสี่สิบปีเศษ เจ้าของเพจต้นเรื่องครั้งนี้ เคยให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไว้ว่า พื้นเพเป็นคนอำเภอแกลง จังหวัดระยอง จบการศึกษาระดับปวส.ก่อสร้าง จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทรับเหมาก่อสร้าง รับทำหน้าที่โฟร์แมน ตระเวนไปตามไซต์ก่อสร้างถนนหนทางต่างๆ “มีภรรยา 1 ลูก 4 เป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 1 คน สาเหตุที่เป็นคนชอบทำอาหาร เพราะปกติจะใช้ชีวิตในแคมป์ก่อสร้างต้องอยู่คนเดียว ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ช่วงที่ต้องอาศัยอยู่ในแคมป์ตอนเย็นหลังเลิกงาน มักมีกิจกรรมบันเทิงกับลูกน้อง พักผ่อนหย่อนใจกันด้วยอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งผมจะอยู่แผนกทำกับแกล้ม คอยสรรหาเมนูมาทำกินกันเรื่อยๆ เลยได้ฝึกวิชาการทำอาหารอย่างสม่ำเสมอ” คุณโหน่ง เล่ามาอย่างนั้น และว่า ก่อนหน้านี้ กิจกรรมยามว่าง คือ ถ่ายรูปอาหารจานต่างๆ ที่ทำเลี้ยงลูกน้องในแคมป์ไว้ แล
