SMEs เกษตร
ประโยชน์ของเห็ดมีทั้งคุณค่าทางอาหารและโภชนาการ ขณะเดียวกัน ยังมีคุณสมบัติในการเป็นยา จึงทำให้ผู้คนที่ใส่ใจต่อสุขภาพหันมาบริโภคเห็ดกันอย่างจริงจัง ยิ่งเทศกาลกินเจแล้วเห็ดดูจะเป็นอาหารสำคัญลำดับต้นเลย ดังนั้น นับวันความต้องการบริโภคเห็ดจึงไม่เคยลดน้อยลง เหตุนี้จึงเกิดอาชีพการเพาะเลี้ยงเห็ดขึ้นมากมายในทุกหนทุกแห่ง เพราะเห็ดเป็นพืชที่เพาะเลี้ยงง่าย ดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถเจริญเติบโตได้ง่ายจากวัสดุปลูกทางธรรมชาติที่ใกล้ตัว แต่หากมองลึกลงไปในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงแล้วการเพาะเลี้ยงเห็ดเพื่อให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน เพื่อขายได้ราคาพอใจ คุณจะต้องเอาใจใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน “ฟาร์มเส้นทางเห็ด” ในจังหวัดพิษณุโลก เป็นสถานที่อีกแห่งที่ผลิตเห็ดอย่างมีคุณภาพ ผลิตเห็ดจำนวน 14 สายพันธุ์ในแบบอินทรีย์ที่ถูกต้อง ได้มาตรฐาน อันเป็นผลมาจากความใส่ใจ พิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตจนได้เป็น ORGANIC THAILAND พร้อมกับยังนำเห็ดมาแปรรูปเป็นขนม ของรับประทานเล่น ของว่าง จำหน่ายยังตลาดผู้บริโภคในทุกระดับ คุณรุ่งทิวา อันตรเสน เจ้าของฟาร์ม เล่าถึงแรงจูงใจที่มายึดธุรกิจอาชีพนี้เพราะมาสานต่องานของพ่อ-แม่ที่ทำมาตั้งแต่ปี 25
จุดเริ่มต้นของ บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่จังหวัดอุบลราชธานี คือซื้อลูกไก่จำนวนหลักร้อยมาเลี้ยงเอง และสนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยง จากนั้นนำผลผลิตที่ได้จำหน่ายในตลาดท้องถิ่น ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว แต่สมาชิกและลูกเล้าของก้าวหน้าไก่สดฯ ยังจำได้ดี เพราะความมุ่งมั่นของ คุณสุนีย์ ตริยางกูรศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด ผู้ริเริ่มงานเลี้ยงไก่ จึงมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ เหมือนกับชื่อของบริษัท จากจำนวนไก่หลักร้อย เพิ่มเป็นหลักพันและหลักหมื่นในปัจจุบัน โดยผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงขณะนี้คือ คุณสุเชษฐ์ ตริยางกูรศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด คุณสุนีย์ ตริยางกูรศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด รับพิจารณาเกษตรกรในท้องถิ่นเข้าร่วม บริษัท ก้าวหน้าไก่สด จำกัด ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเลี้ยงไก่แบบครบวงจร ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านนัดหมายกระชั้นชิด ทำให้พลาดโอกาสที่จะพูดคุยกับ คุณสุเชษฐ์ ตริยางกูรศรี ผู้ที่มาให้ข้อมูลแทนคือ คุณแสวง มิ่งขวัญ หัวหน้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่เนื้อ คุณแสวง มิ่งขวัญ หัวหน้าโครงการส่งเสริม
นายสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ชาวสุโขทัย เปิดเผยว่า อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพของบรรพบุรุษ เนื่องจากพ่อ แม่และญาติพี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประกอบกับมีใจรักในการเกษตร อยากปลูกผักปลอดสารพิษ ไว้บริโภคเอง เหลือจากแบ่งปันให้เพื่อนบ้านก็แบ่งจำหน่าย จึงได้ศึกษาจากแปลงที่ประสบผลสำเร็จ แล้วได้ดำเนินกิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรก ทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก หลังจากได้สมรสก็ได้ลงมือทำในกิจกรรมของตนเองอย่างเต็มที่ ได้นำความรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง และดูแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จมาปรับใช้ในแปลง ของตนเอง มีการเพิ่มเติมกิจกรรมเรื่อยมา เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ลดต้นทุน โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตื่นมาไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายนอกบ้าน แต่กลับกันทำให้เรามีรายได้ทุกวันจากผลผลิตที่ปลูกและเลี้ยงไว้ ทั้งผักสดปลอดสารพิษ กบ ปลา ไข่ไก่ ชาวบ้านสามารถมาเดินเก็บ หรือจ
ทีมงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี และสำนักงานเกษตรอำเภอน้ำยืน พาแวะไปชมแปลงปลูกพืชของเกษตรกรในอำเภอน้ำยืนหลายแปลงด้วยกัน ที่ขาดไม่ได้คือ คุณหนูจร พุดผา อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 7 ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (091) 019-7163 คุณหนูจร เป็นอดีตกำนันดีเด่นแหนบทองคำ ปี 2552 จากซ้ายไปขวา คุณณรงค์ ทูลสูงเนิน เกษตรอำเภอน้ำยืน นำทีมงานทำข่าวทั้งวัน คุณวิไล อุตส่าห์ คุณหนูจร พุดผา ทายาทเกษตรรุ่นที่ 3 คุณอำนาจ พุดผา ลูกชายคุณหนูจร และ ว่าที่ร้อยตรี รณยศ โมฆรัตน์ คุณหนูจร บอกว่า เกษียณจากกำนันไม่นานนัก ทุกวันนี้เป็นเกษตรกรเต็มตัว ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง หรือหวาดระแวงว่าคดีต่างๆ จะเข้าถึงตัว เพราะขณะที่ทำงานรับใช้ประชาชน ตนเองมีความตั้งใจจริง มีความซื่อสัตย์ พื้นฐานเดิมของอดีตกำนันแหนบทองคำเป็นเกษตรกร มีที่ดินเป็นมรดกตกทอดอยู่บ้าง ก่อนเกษียณ 10 ปี ได้เตรียมตัวอย่างเป็นระบบ โดยเสาะหาที่ดินเพิ่ม ซึ่งซื้อหาในราคาไม่แพง แต่ที่สำคัญมากนั้น เขาได้ปลูกไม้ยืนต้น โดยทะยอยปลูก จากน้อยไปหามาก จึงไม่ได้ลงทุนสูง ขณะเดียวกัน ก็มีรายได้ตั้งแต่ปีแรกๆ เพราะปลูกพืชอายุสั้น ส่วนพืชที่ให้
ครอบครัวของ คุณมะโนทยาน พรมกอง อพยพจากอำเภอเดชอุดม มาตั้งหลักปักฐานอยู่บ้านเลขที่ 165 หมู่ที่ 7 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี สมัยก่อน ถึงแม้น้ำยืนจะเข้าออกลำบาก แต่ก็ดินดำน้ำดีกว่าที่เดชอุดม…ดีไม่ดีอย่างไรให้สังเกตดูที่ชื่อหมู่บ้านคือเกษตรสมบูรณ์ เมื่อเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ครอบครัวของคุณมะโนทยานปลูกข้าวไว้กิน ขณะเดียวกัน ก็ปลูกพืชไร่ จำพวกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง มีอยู่ช่วงหนึ่ง มะเขือพวงมีราคา จึงปลูกกันพอสมควร ทำให้ผลผลิตมีมาก หากนำไปขายในตัวเมืองอุบลฯ หรือที่ตลาดอำเภอวารินชำราบ ขายได้ราคาไม่ดี จึงต้องนำไปขายไกลถึงจังหวัดจันทบุรี จากซ้ายไปขวา คุณเพ็ญนภา คุณธนะศักดิ์ คุณแม่ลำเนาว์ และสมาชิกใหม่ของครอบครัว คุณมะโนทยาน นำมะเขือพวงบรรทุกรถไปขายถึงเมืองจันท์ ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร เมืองจันท์ในช่วงที่คุณมะโนทยานไปเห็นนั้นเป็นหน้าผลไม้ ตามข้างทางมีสวนเงาะสุกแดง ข้างทางบางแห่งมีทุเรียนวางขายอยู่เต็มไปหมด คณะที่ไปได้ซื้อชิมแล้วอร่อย ขณะที่นั่งรถกลับบ้าน คุณมะโนทยานเริ่มคิดว่า น่าจะปลูกทุเรียน เพราะสภาพพื้นดินของอำเภอน้ำยืน สีเดียวกับเมืองจันท์ เพราะเป็นตะเข็บชายแด
ลุงเสงี่ยม สีสันต์ อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 6 ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อาชีพหลักสมัยก่อนโน้น ที่ลุ่มแบ่งทำนา สูงขึ้นมาหน่อยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก่อนปี 2535 มีคนชวนลุงเสงี่ยมไปเป็นเพื่อน เพื่อซื้อเงาะจากจังหวัดจันทบุรีมาขาย ลุงชอบเพราะได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เรื่องเงินทองรายได้ไม่ได้คิด หลายครั้งหลายหนที่ไปเห็นต้นเงาะของชาวสวนเมืองจันท์สุกแดงเต็มต้น จึงอยากปลูก ที่อยากปลูกเนื่องจากท้องถิ่นอำเภอน้ำยืน อยู่ชายแดนติดกับกัมพูชา ดินดี ฝนตกดี ที่สำคัญ ลุงมีความขยันหมั่นเพียร ความรู้ และวิธีการปลูกน่าจะหาทางศึกษาได้ ลงมือเมื่อปี 2535 ลุงเสงี่ยมมีประสบการณ์เรื่องราคาข้าวโพด ช่วงเก็บผลผลิตขาย บางปีพออยู่ได้ แต่บางปีขาดทุน เมื่อไปเห็นเขาปลูกเงาะที่เมืองจันท์ จึงตัดสินใจปลูกเงาะโรงเรียนบนที่เนินใกล้บ้าน ไม่ปลูกแล้วข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลุงเสงี่ยม และป้าภัสสร สีสันต์ ทางเจ้าหน้าที่เกษตรแนะนำว่า งานปลูกไม้ผลควรขุดหลุมให้ลึก แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ขี้วัว ขี้ควายเก่าๆ ลุงตัดสินใจปลูกเมื่อปี 2535 ช่วงนั้นการทำนายังใช้ควายตัวเป็นๆ ยังไม่ใช้ควายเหล็ก ปุ๋ยคอกจึงหาได้ง่าย เงาะต้นนี้
อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณ เกิดที่นครศรีธรรมราช ผันตัวมาสวมบทบาทเกษตรกร และใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดระนอง ด้วยการปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ปลูกผักสวนครัว และบรรดาผลไม้สารพัด บนที่ดิน 170 ไร่ แถมลดต้นทุนด้วยการทำปุ๋ยใช้เอง จนเได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2555 ปัจจุบันเก็บผลผลิตขาย มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสน ด.ต.สมนึก โมราศิลป์ บ้านเลขที่ 1/9 บ้านห้วยปลิง หมู่ที่ 7 ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง เผยว่า ในอดีตเคยรับราชการตำรวจ และเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อปี 2543 โดยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบเรื่องเกษตร จึงไปศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ช่วงแรกปลูกพืชระยะสั้นบนพื้นที่ 2 ไร่ อาทิ พริก แตงกวา มะเขือ ใบโหระพา กล้วย ขิง ข่า ต่อมาขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 100 ไร่ รวมเบ็ดเสร็จ ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 2,200 ต้น ปาล์มน้ำมันของ ด.ต. สมนึก ถูกบำรุงดูแลรักษาเป็นอย่างดี ให้ผลผลิตเดือนละ 2 ครั้ง แถมยังได้มาตรฐาน GAP ก่อเกิดรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคุ้มค่า และด้วยความต้องการอยากทำเกษตรผสมผสาน เกษตรกรคนเก่ง เลยปลูกยางพารา ผลไม้ ผักสวนครัว อย่างอื่นร
ขณะนี้กระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดแพร่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีการเปิดให้บริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรประเภทโฮมสเตย์อย่างเป็นทางการ มีอยู่ 2 แห่ง คือ 1. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ประเภทฝึกอบรมการทำไข่เค็มสมุนไพร น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยหมัก การทำถั่วงอก เป็นต้น โดยจะมีหน่วยงานราชการเข้ามาฝึกอบรมทั้งในพื้นที่จังหวัดแพร่ และต่างจังหวัด โดยมีที่พักให้กับผู้ดูงานด้วย และ 2. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย มีที่พักพร้อมศึกษาดูงานภาคเกษตรเช่นกัน ล่าสุดนี้ยังมีการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรูปแบบ “ฟาร์มสเตย์” เกิดขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่อำเภอเด่นชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามฟาร์มหม่อน มัลเบอร์รี่ ฟาร์ม (Mulberry Farm) ภายใต้การบุกเบิกของ “นางสาวจารุวรรณ เอกบัว” สาวเมืองดอกคูนขอนแก่น วัย 38 ปี “จารุวรรณ” บอกถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มหม่อนแห่งนี้ว่า ก่อนหน้านี้ก็ทำงานเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ไต่เต้าจากพนักงานห้างค้าปลีกข้ามชาติจนกลายเป็นผู้จัดการเขต และเลือกจังหวัดแพร่ในการลงหลักปักฐาน ด้วยความท
อดีตผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการทีวีที่ประเทศกัมพูชา ผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อผักพื้นบ้านออร์แกนิค อาทิ ผักกูด ผักกระโดน ใบชะมวง ยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบเหลียง ลูกเนียง ผักแพว ดอกกระเจียว ผักแขยง ดอกขจร ดอกโสน ชะอม ตำลึง ผักปรัง ลูกมะตาด จากเกษตรกรหลายจังหวัด เข็นเข้าไปขายที่ห้างหรูใจกลางกรุง สร้างจุดขายให้ลูกค้าเลือกได้ ห่อด้วยใบตองและมัดด้วยเชือกกล้วยแทนการใส่ถุงพลาสติก สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทั้ง 2 ฝ่าย อีกหนึ่งธุรกิจเพื่อสังคม ของคนหัวคิดดี นับเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำผักพื้นบ้านมาจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรูใจกลางกรุง ชนิดว่าให้ลูกค้าเลือกหยิบเลือกจับผักได้ตามใจชอบ แล้วนำไปชั่งตามปริมาณที่ต้องการโดยจะห่อด้วยใบตอง และมัดด้วยเชือกกล้วยแทนการใส่ถุงพลาสติก บรรดาผักพื้นบ้าน อาทิ ผักกูด ผักกระโดน ใบชะมวง ยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบเหลียง ลูกเนียง ผักแพว ดอกกระเจียว ผักแขยง ดอกขจร ดอกโสน ชะอม ตำลึง ผักปรัง ลูกมะตาด คุณฤทธิรงค์ โคตะพันธุ์ หรือ คุณอั๋น เจ้าของ บริษัท วินเทจ ฟาร์มดี จำกัด ผู้ที่รับซื้อผักพื้นบ้านจากเกษตรกร เท้าความว่า อดีตเคยทำงานประจำ เป็นเลขาฝ่ายผลิตรายการ บริษัท เ
“ไส้เดือน” ตัวช่วยในการพรวนดินตามธรรมชาติที่เครื่องกลทางการเกษตรไม่สามารถทำได้ แต่ใช่ว่าทุกตัวจะมีคุณภาพดีเหมือนกันหมด เพราะ ไส้เดือน นั้นมีสายพันธุ์แยกย่อยออกไปอีกไม่ใช่น้อย หากสำหรับ “ไส้เดือนลายเสือ” ว่ากันว่า เวลานี้กำลังมาแรงแซงทางโค้งไส้เดือนทุกสายพันธุ์ ทั้งยังจะเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพราะสามารถช่วยกำจัดเศษผัก ผลไม้ ที่เหลือทิ้งได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว คุณชารีย์ บุญญวินิจ เกษตรกรหนุ่ม เจ้าของฉายา “ลุงรีย์” วัย 28 ปี เจ้าของฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์ ( Uncle Ree Organic Farm) ให้ข้อมูลเรื่องนี้กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ว่า แต่เดิมในประเทศไทย ได้นำเข้าไส้เดือนสายพันธุ์ AF (เอเอฟ) มาใช้ในแวดวงการเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากมีคุณสมบัติสามารถจำกัดขยะได้ดี เป็นไส้เดือนตัวใหญ่ เหมาะกับการใช้ผลิตปุ๋ยเพื่องานภาคเกษตรกรรม จนกลายเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย เมื่อ 3 ปีผ่านมา ตนจึงเริ่มมีการนำไส้เดือนเอเอฟ มาใช้ในการบำบัดสิ่งปฏิกูลในบ่อกุ้ง ปรับค่าน้ำ ปรับหน้าดิน ช่วยลดการใช้สารเคมี เพิ่มแคลเซียมให้กุ้งไม่ต้องไปเสียเงินสองต่อ ขณะเดียวกันฟาร์มหลายแห่ง เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้ปุ๋
