SMEs เกษตร
คุณสมชาย เหลี่ยมศร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลวังซับเปิบ เลขที่ 32 หมู่ที่ 9 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 660-1152 เกษตรกรที่ปลูกมะขามหวานมานานกว่า 25 ปี อธิบายว่า พันธุ์มะขามหวาน หากแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยวนั้น เบื้องต้นพอจะแบ่งได้ 3 แบบคือ มะขามหวาน พันธุ์เบา คือ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตก่อนพันธุ์อื่นๆ มีช่วงการเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม-มกราคม ได้แก่ พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์สีชมพู พันธุ์ประกายทอง (ตาแป๊ะ) พันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่แก่ และให้ผลผลิตช้ากว่าพันธุ์เบา ประมาณ 7-15 วัน ได้แก่ พันธุ์อินทผลัม พันธุ์ขันตี และ พันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะมีระยะเจริญของผลนาน โดยจะเก็บผลได้ประมาณปลายเดือนมกราคม ได้แก่ พันธุ์สีทอง (นายหยัด) พันธุ์หมื่นจง พันธุ์เพชรเกษตร เป็นต้น ลักษณะของฝักมะขามหวาน คุณสมชาย อธิบายว่า แบ่งคร่าวๆ ได้ 3 แบบ ฝักดิ่งหรือฝักตรง ฝักประเภทนี้มีรูปร่างเหยียดตรง ฝักไม่โค้งงอ เช่น พันธุ์ขันตี ฝักดาบ ฝักประเภทนี้มีรูปร่างคล้ายฝักดิ่ง แต่ฝักจะเอนโค้งเล็กน้อยคล้ายรูปดาบ ฝักอาจกลมหรือแบน เช่น พันธุ์อินทผลัม และ ฝักฆ้องหรือโค้ง ฝักปร
ไม่น่าเป็นเรื่องแปลก หากโรงเรียนหลายแห่งเปิดหลักสูตรเกษตรกรรมเพื่อสอนนักเรียน โดยมีเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในทางเลือกของอาชีพ ไว้รองรับนักเรียนที่มีโอกาสศึกษาต่อไม่มากนัก ที่โรงเรียนโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง หมู่ที่ 9 บ้านโคกสวาสดิ์ ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ มีหลักสูตรที่ได้รับการรับรองและเขียนขึ้นโดยความเห็นจากครูหลายท่านของโรงเรียน เป็นหลักสูตรการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งมั่นใจได้ว่ามีเพียงไม่กี่โรงเรียนในประเทศที่มีหลักสูตรการเลี้ยงผึ้งสอน เท่าที่ทราบ โรงเรียนโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง มีหลักสูตรนี้ขึ้น ก็เพราะ ดร.สมพงษ์ สุรารักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งที่ผ่านมา ดร.สมพงษ์ เคยริเริ่มหลักสูตรนี้เมื่อครั้งยังสอนอยู่สถานศึกษาแห่งอื่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เพื่อหวังให้เป็นต้นแบบและสานต่อเจตนารมณ์ให้เด็กนักเรียนมีทางเลือกในสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น เมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง ในปี พ.ศ. 2548 จึงนำแนวคิดนี้มาดำเนินการอีกครั้ง โดย ดร.สมพงษ์ บอกว่า แม้จะเคยเริ่มดำเนินการในโรงเรียนแห่งอื่นมาก่อน แต่เมื่อย้ายไปยังโรงเรียนอื่น ก็จะถ่ายทอดให้กับครูที
การเพาะถั่วงอกปลอดสารพิษ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร การเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ปลอดสารพิษในถังพลาสติกสีดำ อุปกรณ์ เมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี ถังพลาสติกสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว เจาะรูระบายน้ำที่ก้นภาชนะ 1 รู (ขนาด 5 นิ้ว) ตะแกรงลวดวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ขาสูงประมาณ 1.5 นิ้ว ตะแกรงพลาสติกสีดำ ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 4 ชิ้น กระสอบป่านตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 5 ชิ้น อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถังแช่เมล็ด สายยาง น้ำสะอาด กะละมัง ตะแกรงล้างถั่วงอก วิธีการเพาะ ใช้เมล็ดถั่วเขียว ประมาณ 500 กรัม แช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น ประมาณ 6 ชั่วโมง ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำให้สะอาด โดยล้างเอาสิ่งเจือปนและเมล็ดที่พองตัวออกทิ้ง นำเมล็ดถั่วเขียวที่ล้างสะอาดแล้ว ใส่ในภาชนะที่เตรียมเพาะ โดยโรยและเกลี่ยเมล็ดให้เสมอกันบนตะแกรงพลาสติกชั้นแรกล่างสุด (ความหนาของเมล็ดที่เพาะ ประมาณ 1 เซนติเมตร) ปิดทับด้วยกระสอบ จากนั้นชั้นที่ 2-4 ทำเหมือนกับชั้นแรก รวม 4-5 ชั้น แต่ไม่เกิน 5 ชั้น นำไปวางไว้ในที่ร่มและเย็น รดน้ำทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อเพาะถึงวันที่ 3 นำถั่วงอ
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มรักชุมชนเพาะเลี้ยงเห็ด ตามรอยพ่ออยู่อย่างพอเพียง ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี รวมกลุ่มเพาะปลูกเห็ดหลินจือแดง เพื่อมาผสมลงผลิตเป็นน้ำเฉาก๊วยเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้แก่ชุมชน เกิดความเข้มแข็ง เตรียมต่อยอดโครงการน้ำเฉาก๊วยผสมถั่งเช่าผลิตอีกชนิดในอนาคต ด้วยสรรพคุณของเห็ดหลินจือแดง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างอีกทั้งยังมีราคาแพงกิโลกรัมประมาณ 2,000 บาท เป็นที่นิยมบริโภคของคนที่รักสุขภาพ มีการนำมาแปรรูปเป็นสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ เช่น แบบแคปซูล และแบบชงต้มดื่มแทนน้ำชา เป็นต้น จึงทำให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มรักชุมชนเพาะเลี้ยงเห็ด ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่มีนายปัญญา ตันตระกูล อายุ 64 ปี ชาว ต.บางป่า เป็นประธานกลุ่มพร้อมสมาชิกเพาะและแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม แรกเริ่มมีเพียงไม่ถึง 10 ราย แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านเริ่มให้ความสนใจและหันเข้ามารวมกลุ่มจำนวนมาก จัดตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 มีการเก็บเงินสมาชิกคนละ 500 บาท นำมาเป็นเงินกองกลางในการทำงานกลุ่มร่วมกันที่บ้านของคุณลุงปัญญา ที่จะเป็นจุดศูนย์รวมของการแปรรูปเห็ดหลินจือในน้ำเฉาก๊วย สำหรับการเพาะเห็ดหลินจือน
การเพาะถั่วงอกปลอดสารพิษ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร การเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ปลอดสารพิษในถังพลาสติกสีดำ อุปกรณ์ เมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี 2. ถังพลาสติกสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว เจาะรูระบายน้ำที่ก้นภาชนะ 1 รู (ขนาด 5 นิ้ว) ตะแกรงลวดวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ขาสูงประมาณ 1.5 นิ้ว ตะแกรงพลาสติกสีดำ ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 4 ชิ้น กระสอบป่านตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 5 ชิ้น อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถังแช่เมล็ด สายยาง น้ำสะอาด กะละมัง ตะแกรงล้างถั่วงอก วิธีการเพาะ ใช้เมล็ดถั่วเขียว ประมาณ 500 กรัม แช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น ประมาณ 6 ชั่วโมง 2. ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำให้สะอาด โดยล้างเอาสิ่งเจือปนและเมล็ดที่พองตัวออกทิ้ง นำเมล็ดถั่วเขียวที่ล้างสะอาดแล้ว ใส่ในภาชนะที่เตรียมเพาะ โดยโรยและเกลี่ยเมล็ดให้เสมอกันบนตะแกรงพลาสติกชั้นแรกล่างสุด (ความหนาของเมล็ดที่เพาะ ประมาณ 1 เซนติเมตร) ปิดทับด้วยกระสอบ จากนั้นชั้นที่ 2-4 ทำเหมือนกับชั้นแรก รวม 4-5 ชั้น แต่ไม่เกิน 5 ชั้น นำไปวางไว้ในที่ร่มและเย็น รดน้ำทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อเพาะถึงวันที่ 3 นำ
ในบ้านเรามะพร้าวถือเป็นพืชที่ได้รับความนิยม เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายทาง น้ำและเนื้ออ่อนใช้รับประทาน เนื้อแก่ใช้คั้นน้ำกะทิเป็นวัตถุดิบหลักทำของคาวและหวาน ส่วนกะลานั้นนำไปประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้และของตกแต่งต่างๆ มะพร้าวจึงเป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินชั้นดี ราคาดีบ้าง ราคาตกบ้าง แล้วแต่ยุค และหนึ่งในธุรกิจเกี่ยวกับมะพร้าวที่น่าสนใจ เหมาะกับช่วงฤดูร้อน แก้กระหายได้อย่างดี นั่นก็คือ น้ำมะพร้าว คุณต้อง-นัฐพงษ์ ท้วมเกร็ด นักกฎหมายหนุ่มวัย 31 ปี ซึ่งในตอนนี้ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจเอสเอ็มอีหน้าใหม่ เจ้าของ Coco Crack (โคโค่ แคร็ก) ธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมจุกก๊อก ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ส่งตรงจากธรรมชาติ เปิดง่าย แค่ปลายนิ้ว Coco Crack เริ่มเปิดตัวจริงจังเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แต่กว่าจะถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้อง นักธุรกิจหนุ่ม เจ้าของไอเดีย เล่าให้ฟังว่า ตนเลือกทำธุรกิจน้ำมะพร้าวเป็นเพราะเติบโตมากับมะพร้าว อีกทั้งที่อำเภอสามพรานบ้านเกิดนั้นมีมะพร้าวเป็นของขึ้นชื่อ หากินได้เกือบตลอดปี ที่สำคัญ ได้รสชาติแบบมะพร้าวจริงๆ คุณต้อง เล่าต่อว่า จากนั้นย้ายเข้ามาเรียนคณะนิติศาสตร์ ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดถึงน
ปลาคาร์พ หรือ แฟนซี คาร์พ (Fancy carp) เดิมทีเป็นปลาไนชนิดธรรมดา เป็นปลาน้ำจืดในกลุ่มปลาตะเพียน (carp) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โคย (Koi) นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรืออีกทางมีความเชื่อว่าปลาคาร์พเป็นปลาแห่งโชคลาภเสริมฮวงจุ้ยด้านธุรกิจสร้างผลกำไรดี จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในปัจจุบัน ด้วยกระแสที่มาแรง ทำให้เกิดพ่อค้าแม่ค้าหลายรายมองเห็นช่องทางการสร้างอาชีพ บ้างเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ บ้างก็เลี้ยงเพราะความชอบ จนเกิดเป็นอาชีพ คุณมลิวรรณ ผ่านชมภู หรือ คุณติ๊ก อยู่บ้านเลขที่ 275 หมู่ที่ 7 บ้านหนองเดิ่น ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบและหลงใหลสีสัน ลวดลาย ความสวยงามที่ไม่ซ้ำกันของปลาคาร์พ จากเลี้ยงเล่นๆ กลายเป็นอาชีพหลักในที่สุด โดยก่อนหน้านี้คุณติ๊กช่วยพี่สาวทำงาน เป็นบริษัทเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งออฟฟิศอยู่ที่บ้าน บริเวณข้างๆ จะมีบ่อเลี้ยงปลาคาร์พที่พี่เขยเป็นคนเลี้ยงไว้ ด้วยความที่เห็นทุกวัน ช่วยพี่เขยให้อาหารบ้างตอนที่เขาไม่อยู่ จึงเกิดความผูกพัน และกลายเป็นความชอบโดยที่สุด คราวนี้เมื่อชอบเวลาไปเห็นปลาคาร์พที่ไหนสวยๆ ก็ซื้อมาเลี้ยงเพิ่ม เลี้ยงจนปลาเต็ม
ความหมายของชื่อภาษามลายู “ราชาแมวป่า” ถิ่นกำเนิด ประเทศมาเลเซีย สถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตร มาเลเซียได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน มีชื่อเรียกตามพื้นบ้านว่า “พันธุ์คุนยิต” หลังจากประกวดและได้รับความแพร่หลาย เป็นทุเรียนรสชาติดีนิยมจากผู้บริโภคในประเทศจีน จึงถูกขนานนามว่า ราชาแห่งทุเรียนมาเลเซีย “มูซังคิง” แต่อาจจะเรียกเพี้ยนเป็น เหมาซังคิง เหมาซานหว่อง เหมาซานหวัง หรือคนมาเลเซีย เรียกว่า ราจาคุนยิต (Raja Kunyit) มืชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนทุเรียนทั่วไป เป็นทุเรียนพันธุ์เบา ผลสวย ลักษณะเด่น มีเอกลักษณะประจำพันธุ์ คือบริเวณก้นผลจะเป็นรูปดาว 5 แฉก เปลือกบาง เมล็ดเล็กและลีบบาง เนื้อสีเหลืองเข้มละเอียดเนียน รสชาติหวานมันและหวานแหลม มีกลิ่นเฉพาะตัว รสชาติอร่อยมาก ออกดอกติดผลใช้เวลาปลูก 4 ปี การเก็บ นิยมปล่อยให้ผลทุเรียนสุกจัดจนหล่นจากต้นเอง ตลาดและความนิยม คนจีน และมาเลเซีย ราคาทุเรียนมูซังคิงในมาเลเซียไม่เคยตกและไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวจีนและมาเลเซีย พื้นที่เหมาะกับการปลูก ต้องเป็นเนินสูงและเขาชัน ประเทศไทยมีปลูกทางภาคตะวันออก ที่ จ.จันทบุรี ภาคใต้ที่ อ.
อรพรรณ พงษ์วิบูลย์ หรือ คุณนัท อยู่บ้านเลขที่ 135 หมู่ที่ 3 ตำบลซับสนุ่น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี คุณนัท สาวมวกเหล็ก วัย 27 ปี เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตสมัยเด็กว่า เกิดมาในครอบครัวเกษตรกรเลี้ยงโคนม แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจอาชีพของครอบครัวเท่าไร พ่อแม่ส่งให้เรียนก็เรียนตามปกติ ไม่ได้รู้สึกอยากที่จะมาช่วยงานตรงนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปตนเองได้เข้าเรียนระดับปริญญาตรี ก็มีเรื่องราวเข้ามาในชีวิต ติดเพื่อนเกเร ทำให้พ่อแม่เสียใจ เมื่อคิดได้จึงอยากรีบเรียนให้จบ แล้วกลับมาช่วยพ่อกับแม่พัฒนาธุรกิจของครอบครัวให้ดี เพราะตอนที่รุ่นพ่อแม่ทำ ต้องเป็นหนี้เป็นสิน น้ำนมที่ขายราคาเท่าเดิม แต่ค่าอาหารกลับมีท่าทีจะสูงขึ้นๆ ทำมาจึงไม่เหลือ หลังจากนั้น จึงใช้ความคิดและประจวบเหมาะกับความที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างที่จะหัวไวเรื่องเทคโนโลยี จึงเริ่มคิดหาข้อมูล สูตรลดต้นทุนเพื่อนำมาพัฒนาครอบครัวชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น คุณอรพรรณ พงษ์วิบูลย์ หรือ คุณนัท คุณนัท เล่าว่า ที่บ้านทำฟาร์มเลี้ยงโคนมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 อย่างที่บอกว่าตอนเด็กไม่ได้สนใจงานด้านนี้เลย คิดเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ไม่อยากทำงานหนัก ขลุกอยู่กับขี้
โดย เดชา วิวัฒน์วิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ E:mail [email protected] การเลี้ยงมดแดง ฉบับย่อ แนวทางการเลี้ยงมดแดงทั่วไป มีหลักสำคัญอยู่ 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การเตรียมพื้นที่ 1.1 พื้นที่ต้องเปิดโล่ง แสงแดดส่องถึงพื้นดินทั่วพื้นที่เลี้ยงมดแดง 1.2 สภาพพื้นที่ทั่วไปต้องไม่ร่มทึบเด็ดขาด รวมถึงพื้นล่างต้องไม่รกทึบด้วยเช่นกัน 1.3 ต้องทำลายศัตรูธรรมชาติของมดแดง เช่น มดชนิดอื่นๆ พร้อมทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของมด โดยเฉพาะกิ่งไม้แห้งต่างๆ ต้องตัดออก ต้นไม้ 2.1 เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูงไม่เกิน 5-6 เมตร 2.2 ใบไม่เล็กหรือใหญ่มากไป 2.3 เนื้อใบเรียบและอ่อน ง่ายแก่การดึงและสร้างรัง ไม่หยาบ ไม่มีขนปกคลุม หรือไม่แข็งกระด้าง 2.4 ภายในเรือนยอดโล่ง โปร่ง แสงแดดส่องทะลุถึงพื้นดิน 2.5 ระหว่างเรือนยอดต้องแยกห่างกัน 50 เซนติเมตร 2.6 ต้นไม้ที่เหมาะ เช่น มะม่วง ชมพู่ เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ หว้า จำปี เป็นต้น การตรวจสอบครอบครัวมดแดง 3.1 นำมดแดง 5-10 ตัว จากต้นไม้หนึ่งไปปล่อยอีกต้นไม้หนึ่งที่มีมดแดงอาศัย 3.2 ถ้ามดแดงกัดกัน แสดงว่าต่างครอบครัวกัน ต้องแยกกันพร้อมทำเครื่องหมายให้ชัดเจน เรือนยอดห้ามติดกัน 3.3 ถ้าม
