SMEs
ลูกชิ้นปลามันดูน้ำแตก ธุรกิจใหม่ของ บุ๊กโกะ ดีเจอารมณ์ดี เปิดตัว 3 เดือน ขายเกือบหมื่นกิโล ทำเอาสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลก กระทบไปทุกภาคอุตสาหกรรม กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งวงการบันเทิงเอง ก็โดนเอฟเฟกต์นี้ไปด้วย ทำให้เหล่าคนบันเทิงหลายๆ คน ผุดอาชีพเสริมที่ 2 ที่ 3 กันเป็นแถบๆ และ บุ๊กโกะ-ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งธุรกิจ ลูกชิ้นปลามันดูน้ำแตก กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่คุณบุ๊กโกะ ได้ร่วมลงทุนทำกับน้องสาวคนสวยอย่าง คุณเบลเยี่ยม-ภาวินี บูรณาชีวาวิไล ซึ่งก่อนที่จะมีธุรกิจลูกชิ้นปลา คุณบุ๊กโกะเอง ก็มีธุรกิจอาหารเสริมควบคุมน้ำหนักและธุรกิจทัวร์ศัลยกรรมที่ทำมาอยู่ก่อนแล้ว “พอเกิดโควิด ธุรกิจอย่างเอเยนซี่ศัลยกรรมความงาม ในการพาคนไทยไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี ที่เบลเยี่ยมทำกับพี่บุ๊กโกะ มันสะดุดเพราะเดินทางไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่จะกลับมาเดินทางได้ปกติ แล้วถ้ากลับมาเดินทางได้ปกติ กำลังซื้อจะกลับมาเหมือนเดิมไหม เพราะพิษเศรษฐกิจหลังจากได้รับผลกระทบจากโควิด ไม่รู้จะฟื้นเมื่อไหร่ ก็เลยมาคิดกันว่าจะทำอะไรกัน ก็มาลงตัวที่ลูกชิ้นปลามันดูน้ำแตก” คุณเบลเยี่ย
ไปไงต่อ! สื่อกระดาษหาย รายได้หด นักเขียนการ์ตูน คิดไม่ตก ซื้อแฟรนไชส์ก็ไม่รุ่ง คุณป้อม-จิรบูล ศิริเมือง ปัจจุบันอายุ 52 ปี พื้นเพเป็นคนร้อยเอ็ด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร คณะครุศาสตร์ เอกประถมฯ แต่ด้วยมีใจรักด้านศิลปะขีดเขียน หลังจากเรียนจบออกมาแล้ว ยึดอาชีพเป็น นักเขียนการ์ตูน มาตลอด “ชอบวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกจะเรียนสถาปัตย์ แต่มีเหตุผิดพลาด ประกอบพ่อ อยากให้เป็นครู เลยเรียนให้ท่าน ผมเป็นผู้ชายคนเดียวในห้อง หลังเรียนจบ เคยไปสอบเป็นข้าราชการครู สอบติดนะแต่ไม่สละสิทธิ์ และหาเลี้ยงตัวด้วยการวาดการ์ตูนเรื่อยมา” คุณป้อม ย้อนความทรงจำ ก่อนคุยให้ฟังต่อ การยึดอาชีพ นักเขียนการ์ตูน ของเขานั้น เป็นลักษณะ ฟรีแลนซ์ คือ ได้ค่าตอบแทนจากสื่อสิ่งพิมพ์สำนักต่างๆ เป็นรายชิ้นไป “อาชีพนักเขียนการ์ตูน สมัยก่อนพอเลี้ยงตัวได้ ที่ผ่านมาไม่เคยสมัครงานบริษัทเลย ช่วงปี 2535-2536 เคยมีคนเสนอให้เป็นบรรณาธิการหนังสือเด็ก ให้เงินเดือน 8 พันบาท ก็มานั่งคิด ไม่คุ้ม เพราะช่วงนั้น เขียนการ์ตูน เริ่มต้น ได้ชิ้นละ 250 บาท หน้าสี ชิ้นละ 400-450 บาท ถ้าเป็นการ์ตูนการเมือง จะได้เยอะขึ้นอีกหน่
ติวเตอร์สาว ผุดธุรกิจเล็กๆ ผลิตลูกอมสมุนไพรจากโรสแมรี พัฒนาสูตร 2 ปี ก่อนวางจำหน่าย ในท้องตลาด มีลูกอมหลากหลายยี่ห้อวางจำหน่าย หากแต่แบรนด์นี้ คือลูกอมสมุนไพร ที่เกิดจากไอเดียของเจ้าของร้านอาหารและติวเตอร์ภาษาญี่ปุ่น คุณมิ้ว-ลิสรา คงเมือง วัย 32 ปี เธอปลูกโรสแมรีไว้ในสวนหลังบ้านจนงอกงาม ก่อนนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ FIN (Food Innovation And Packaging) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ITAP (Innovation And Technology Assistance) ของ สวทช. ช่วยปรับสูตร เพื่อจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Finlo Herb ในปัจจุบัน คุณมิ้ว เล่าให้ฟังว่า เธอมีความจำเป็นต้องใช้โรสแมรีในการทำอาหาร แต่สมุนไพรชนิดนี้มีราคาแพง จึงต้องทดลองปลูกเอง แม้จะรู้ว่าปลูกยากมากก็ตาม “มีโอกาสน้อยมากที่โรสแมรีจะรอด พอได้ปลูกจริงๆ แล้ว ปรากฏว่ามันรอด และได้รู้ว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ด้วยความบังเอิญของการทำงาน อีกอาชีพเป็นติวเตอร์สอนภาษาญี่ปุ่น สังเกตเห็นคนที่มาเรียนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เขาพกลูกอมมาด้วยเสมอ ทำให้เกิดไอเดียนำโรสแมรีมาทำลูกอม” คุณมิ้ว เล่าถึงที่มา ก่
กูรูอาหาร เซ็ง เชฟฝรั่ง ไม่ศึกษารากเหง้าอาหารให้ถ่องแท้ ก่อนสอนออกสื่อ จากกรณีเชฟฝรั่งสอนทำ “ต้มยำกุ้ง” แบบไทย ใส่ซอสพริก-ขิง-ถั่วงอก ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ ณ ขณะนี้ อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ ผจก.สถาบันโรงเรียนแม่บ้านทันสมัย เผยว่า กรณีเชฟต่างชาติ หรือเชฟดัง นำอาหารไทยไปสอนออกสื่อ สลับกัน เชฟไทยนำอาหารต่างชาติมาสอนออกสื่อ เช่น ทำอาหารญี่ปุ่น ทำอาหารรัสเซีย ในแง่ของความเป็นเชฟหรืออาจารย์ที่สอนทำอาหาร สิ่งที่ต้องสำนึกไว้อันดับแรกคือ ต้องศึกษารากเหง้า หรือตำรับของอาหารชนิดนั้นให้ถ่องแท้ ก่อนที่จะนำไปเผยแพร่ต่อได้ “เห็นเชฟดังๆ เมืองนอกทำอาหารไทยหลายคนแล้วอยากฆ่าตัวตาย เขาคิดว่าศึกษาดีแล้ว เคยมาเมืองไทย เห็นคนไทยทำแล้วจำไปทำ โอเค มันมีอาหารฟิวชั่น เป็นการผสมผสาน บางอันพอยอมรับได้ แต่ใส่ซอสพริกแบบนี้ยอมรับไม่ได้ แต่ถ้าตำเครื่องแกงไม่แหลกแล้วเอาไปละลายกับกะทิยังพอหยวนๆ ไป เพราะเราเองยังนำอาหารชาติอื่นมาปู้ยี่ปู้ยำ ทั้งญี่ปุ่น เวียดนาม หรือจีน เช่น ราเมงมาจากจีน พอไปญี่ปุุ่นก็กลายเป็นสูตรต้นตำรับของญี่ปุ่น หรือสุกี้ คนจีนยังบินมาเรียนในไทย เพราะอร่อยกว่าสุกี้ญี่ปุ่น เราปรั
กรินนี่ ขนมอบกรอบไส้ทะลัก นวัตกรรมจากข้าวกล้องหอมมะลิ ผลผลิตเกษตรกรไทย สร้างรายได้หลักสิบล้านต่อปี หากเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ จะมีอยู่หนึ่งโซนที่ถือว่าเป็นโซนที่กินพื้นที่ร้านมากที่สุด นั่นคือ โซนขนม ที่มีมากกว่า 2 เชลฟ์เลยทีเดียว ซึ่งถ้ามานั่งมองกันดีๆ จะเห็นว่า บนเชลฟ์มีขนมขบเคี้ยววางขายอยู่หลากหลายยี่ห้อ ซึ่ง กรินนี่ ก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณเมนี่-สุวิมล สิระนาท วัย 26 ปี กรรมการบริหาร บริษัท เติมเนเจอร์ อินดัสตรี้ จำกัด หรือ เจ้าของแบรนด์ขนมดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ขนมนี้ว่า กรินนี่ คือ ขนมขบเคี้ยวที่ปราศจากกลูเต็น เพราะทำจากข้าวกล้องหอมมะลิ ซึ่งเป็นผลผลิตจากเกษตรกรไทย มีคุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งที่มาที่ไปของขนมดังกล่าว มาจากการที่เธอได้ทุนให้เปล่าจากในหลวง ร.9 ซึ่งถือเป็นภาษีจากประชาชนคนไทยด้วย ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และรู้สึกอยากตอบแทนในหลวงและเงินจากภาษีของคนไทย จึงอยากนำความรู้ที่ได้มา ทำอะไรสักอย่างเพื่อหาเงินเข้าประเทศ “ก็รู้สึกว่า ทุนนี้ในหลวงให้เรา ซึ่งมันก็เป็นเงินภาษีของคนไทยเหมือนกัน มาเรียนนะ พอจบมาก็ทำงานในบริษัทต่างชาติ มัน
เปิดชีวิตบาริสต้าหูหนวก สู้หาเงินไม่เคยท้อ เจอลูกค้าเหวี่ยงไม่เคยหวั่น ไม่เพียงแต่เป็นร้านกาแฟทั่วไป หากแต่ ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ ซึ่งก่อตั้งโดย ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ คือสถานที่สร้างโอกาสให้กับคนพิการหลายคน ได้มีอาชีพทำกิน มีรายได้ และมีความรู้ติดตัวไปต่อยอดในอนาคต เช่นกันกับ คุณบี-วิภาวรรณ คันใจ วัย 23 ปี เธอคือผู้บกพร่องทางการได้ยิน ที่ได้รับโอกาสจากร้านกาแฟแห่งนี้ จากเด็กธรรมดากลายเป็นบาริสต้าฝีมือดีประจำร้านมานาน 9 เดือน รายได้ส่วนนี้นอกจากจะดูแลตัวเองได้แล้ว ยังส่งต่อเลี้ยงดูคนในครอบครัวด้วย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พูดคุยกับคุณบีโดยมีล่ามช่วยแปลให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งนาน 2 ปี ภายหลังหมดสัญญาจ้างทำให้เธอต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานใหม่ จนได้คำแนะนำจากเพื่อนให้มาสมัครงานที่ร้านยิ้มสู้คาเฟ่ “ตอนที่มาสมัครงาน ไม่มีพื้นฐานการชงกาแฟด้วยเครื่องมาก่อน ช่วงเดือนแรกจึงค่อนข้างลำบาก แต่โชคดีที่ได้พี่ๆ ในร้านคอยช่วยสอนและให้ความรู้ จนสามารถจำสูตรกาแฟและชงกาแฟเป็นได้ใน 2 เดือน แต่การทำงานยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ และที่สำคัญ
เปิดเคล็ดลับความสำเร็จ แบล็คแคนยอน เจอสารพัดวิกฤต อะไรคือเทคนิคให้ผ่านมาได้ หากเอ่ยถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มชื่อดังของไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก แบล็คแคนยอน ที่โลดแล่นมาอย่างยาวนานกว่า 27 ปี ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง แต่ยังยืนหนึ่งในใจลูกค้ามาตลอด ปัจจุบันมีสาขาในไทยกว่า 300 สาขา และ 47 สาขาในอาเซียน โดย คุณประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด เผยในรายการ HOW TO THINK (ฮาวทูทิ้ง) (คลิก ชมรายการ) ว่า ย้อนไปเมื่อปี 2536 ตนยึดอาชีพด้านไอที เปิดบริษัทซอฟต์แวร์เฮ้าส์ และเป็นตัวแทนขายคอมพิวเตอร์ แต่ธุรกิจไอที มีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีค่อนข้างเร็ว จึงมองหาธุรกิจเสริมเล็กๆ ไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องมีหลายสาขา “เริ่มมองหาแฟรนไชส์ในต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่มีคนทำแล้ว เลยเปลี่ยนมามองธุรกิจร้านกาแฟในไทย จนเจอ แบล็คแคนยอน ตอนนั้นมีประมาณ 4-5 สาขา และธุรกิจไม่ค่อยดี แต่ชิมแล้วมีโอกาสนำมาทำเป็นธุรกิจได้ เลยเข้าไปติดต่อว่าอยากซื้อแฟรนไชส์ คุยไปคุยมา ทำให้รู้ถึงความไม่มีระบบ ความไม่มีมาตรฐาน ไม่มีการบริหารจัดการ ทำแบบลูกทุ่ง ตอนนั้นเงินเรามีไม่เยอะหรอก ใช้วิธีระดมทุ
เนลฟี่ สตูดิโอ ร้านอุปกรณ์ทำเล็บครบวงจรสัญชาติไทย ชูจุดแข็ง House Brand คุณภาพเทียบแบรนด์อินเตอร์ ตั้งเป้ายกระดับธุรกิจสู่สากล เนลฟี่ สตูดิโอ ร้านอุปกรณ์ทำเล็บครบวงจรใหญ่สุดในประเทศ โชว์ศักยภาพศูนย์รวมสินค้าชั้นนำระดับโลก เผยจุดแข็ง House Brand “Nailfie Signature” ส่วนเติมเต็มช่องว่างตลาดสีทาเล็บไทย เตรียมพร้อมยกระดับตัวเอง รับความท้าทายตลาดเล็บโลก หวังเป็นหนึ่งในผู้ชี้ช่องศิลปินเล็บให้เห็นคุณค่าในตัวเอง ต่อยอดเป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจทำเล็บไทย ทัดเทียมตลาดโลก คุณอมลณัฐ สิริวัฒน์ธนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนลฟี่ ซัพพลาย จำกัด เปิดเผยว่า “เนลฟี่ ซัพพลาย” เป็นบริษัทค้าส่ง-ปลีก อุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ในร้านทำเล็บ ที่มีสินค้าที่หลากหลายมากที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีสีเล็บให้เลือกมากกว่า 10,000 เฉดสี มีสต๊อกสีทาเล็บมากกว่า 100,000 ขวด โดยเรามีโชว์รูมชื่อว่า “เนลฟี่ สตูดิโอ” ตั้งอยู่บนชั้น 2 ศูนย์การค้า เดอะสตรีท รัชดา มีพื้นที่มากกว่า 750 ตารางเมตร และมีโกดังสินค้าขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร ในการสต๊อกสินค้า เล่าย้อนกลับไปในช่วงแรกของการก่อตั้ง เนลฟี่ สตูดิโอ ถึงประสบการ
ตำนานร้านดังในจุฬาฯ ก๋วยเตี๋ยวเข้าแถว ย้ายพิกัดใหม่ ขอสู้ไม่ถอยดึงใจลูกค้า จากก๋วยเตี๋ยวสามย่าน สู่ร้านก๋วยเตี๋ยวเข้าแถว ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ได้มาเพราะรสชาติที่ถูกปากจนนิสิตจุฬายอมต่อแถวเพื่อให้ได้กินเมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวโจ้ และยังมีอีกหลายเมนูที่อร่อยไม่แพ้กัน โดยบางวันสามารถขายได้มากถึง 300 ชาม หากเป็นช่วงพีกแล้วล่ะก็สามารถขายได้ถึง 500 ชามเลยทีเดียว จนกล่าวได้ว่าในย่านนั้นไม่มีใครไม่รู้จัก ก๋วยเตี๋ยวเข้าแถว แต่แท้ที่จริงแล้วชื่อเสียงคืออดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน เมื่อร้านย้ายไปตั้งพิกัดใหม่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย การเริ่มต้นศึกครั้งใหม่จึงเริ่มขึ้น โดย คุณน้อย-อลินนันท์ อัครธำรงสิน อายุ 51 ปี เจ้าของ ร้านก๋วยเตี๋ยวเข้าแถว เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ ร้านดั้งเดิมตั้งอยู่ที่ตลาดสามย่านซึ่งขายมานานกว่า 50 ปี กลายเป็นตำนานก๋วยเตี๋ยวอีกเจ้าที่ทุกคนรู้จัก โดยเมื่อ 20 ปีที่แล้วได้ลาออกจากงานประจำ มาเปิดร้านใหม่ที่อาคาร อปร. รพ.จุฬา เปิดขายมายาวนานกว่า 20 ปี ทำให้มีลูกค้าประจำมาเรียงคิวมาซื้อไม่ขาด จนได้รับฉายาว่า ก๋วยเตี๋ยวเข้าแถว “แรกๆ ชื่อ ก๋วยเ
ไม่ใช่เรื่อง มดเท็จ สิงคโปร์มีร้านขายมดเป็น สัตว์เลี้ยง ร้านแรกแล้วนะ เมื่อพูดถึงสัตว์เลี้ยง เรามักจะนึกถึง สุนัข แมว หรือ กระต่าย หรือ หนูแฮมสเตอร์ แต่ “มด” คงไม่มีใครกล้าคิดว่าจะนำมาเป็น สัตว์เลี้ยง ได้ แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ย่อมมี “คนคิดต่าง” เสมอ เรื่องเลี้ยงมดก็เช่นกัน ที่สิงคโปร์ ก็มี จอห์น ยี วัย 41 ปี ที่เกิดความรู้สึกทึ่ง และลุ่มหลงเสน่ห์ของมดตัวเล็ก ตัวน้อย ถึงขนาดยอมลาออกจากงานประจำพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง ออกมาเปิดร้านจัสต์ แอ๊นต์ (Just Ants) ร้านขายมด และอุปกรณ์เลี้ยงมดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นร้านแรกในสิงคโปร์ตั้งแต่ต้นปี 2563 ยี เล่าว่า ตัวเขาเองเกิดความรักในมด หลังจากได้ดูหนังสารคดีเกี่ยวกับมดในช่องยูทูบของแคนาดา ที่ทำให้เขาได้รู้จักมดหลากหลายพันธุ์ และยังได้เรียนรู้อะไรมากมายจากมดตัวจิ๋ว ที่ยี บอกว่า “เราสามารถเรียนรู้บทเรียนชีวิตหลายอย่างจากมดเหล่านี้ ได้เห็นถึงความบากบั่น พยายามของพวกมันที่จะมีชีวิตรอดในป่า มันเป็นการเปิดมุมมองใหม่ครั้งใหญ่ให้กับผมเลยล่ะ” หลังจากนำไอเดียไปปรึกษากับภรรยา จนมั่นใจว่าที่สิงคโปร์ยังไม่มีร้านขายมด และอุปกรณ์เลี้
