SMEs
ร้านสะดวกซัก “ลอนดรี้บาร์” แฟรนไชส์น่าลงทุน พื้นที่ 40 ตร.ม. ก็เปิดได้ คืนทุนไวใน 3 ปี เมื่อผู้คนเริ่มใช้ชีวิตแบบคนเมือง พักอาศัยอยู่บนคอนโดมิเนียม หอพัก อพาร์ตเมนต์ มากขึ้น ทำให้พื้นที่การใช้ชีวิตแคบลง บวกกับการแข่งขันทุกอย่างมีเวลาจำกัดและเร่งรีบ ความสะดวกสบายจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกหา เช่น การซักผ้า จากซักมือ ก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เป็นตัวช่วยทุ่นแรง เพราะสะดวกและรวดเร็ว แต่เพราะยังตอบโจทย์เรื่องความสะอาดได้ไม่มากพอ ทำให้ร้านสะดวกซักที่มีเทคโนโลยีล้ำกว่าเข้ามาแทนที่ เพราะตอบโจทย์ได้มากกว่าในเรื่องความสะอาด สะดวก สบาย กลายเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคที่น่าจับตามอง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีแบรนด์ร้านสะดวกซักอยู่จำนวนไม่น้อย ราว 7-8 แบรนด์ แต่มีผู้เล่นรายใหญ่ที่ทำตลาดจริงจังเพียง 2-3 แบรนด์เท่านั้น ซึ่งแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังตีตลาดร้านสะดวกซักในไทย คือ “ลอนดรี้บาร์ (Laundrybar)” แบรนด์ร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมง อันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศมาเลเซีย เปิดตัวเมื่อปี 2556 ถึงปัจจุบัน ปี 2562 ขยายสาขาไปแล้วกว่า 520 สาขา ในมาเลเซีย บรูไน ตุรกี รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเป็นก
ใช้เสร็จกินได้เลย! “หลอดกินได้” นวัตกรรมจากข้าวและพืช ช่วยลดการใช้พลาสติก ขยะพลาสติก ถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่หลายๆ ประเทศยกให้เป็นปัญหาระดับชาติ ที่ต้องจัดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ประเทศไทยเอง ก็มีการประกาศยกเลิกการใช้พลาสติกทั้งหมด 7 ชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “หลอดพลาสติก” ที่จะถูกยกเลิกการใช้ในปี 2568 ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหลายเจ้าได้มีการทำหลอดที่ย่อยสลายได้ขึ้นมาทดแทนหลากหลายชนิด ซึ่งหลอดที่พบเห็นได้ตามท้องตลาดทั่วไป จะเป็นหลอด PLA ที่ต้องใช้กระบวนการย่อยสลายในห้องหมัก ที่อุณหภูมิสูงถึง 120 องศาเซลเซียส หรือ หลอดกระดาษ ที่ยังประสบปัญหาในเรื่องของกลิ่นในการย่อยสลายและสภาวะการอ่อนตัวหลังการใช้งานที่เร็วเกินไป คุณปุ๊ก-สุรพร กัญจนานภานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัญจนาพร (สยาม) จำกัด เจ้าของผลงาน “หลอดกินได้ จากข้าวและพืช” ได้ให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ในงาน ตลาดต่อยอดงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ไอเดียนี้มาจากปัญหาเรื่องขยะในปัจจุบัน จึงคิดอยากจะหาวัสดุทดแทนที่ใช้แทนหลอดพลาสติก อีกทั้งวัสดุนั้นต้องสามารถย่อยสลายได้ โ
หนุนขยายผลใช้ “กัญชง” ชี้ประโยชน์กว้างกว่า “กัญชา” พัฒนาถึงอุตสาหกรรมได้ ภญ.ดร.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมภูมิปัญญาอาเซียน ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อเร็วๆ นี้ว่า กัญชงและกัญชา คือพืชชนิดเดียวกัน แต่คนละสายพันธุ์ ในพืชชนิดนี้มีการผสมข้ามสายพันธุ์กันมาก ทำให้กัญชงและกัญชาแยกออกจากกันยาก ในสหรัฐอเมริกา ที่ให้ปลูกกันจะเป็นกัญชง เนื่องจากมีสารเมาปริมาณต่ำ ไม่ก่อให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งนี้ ในส่วนของมูลค่าตลาดของกัญชานั้น ในแต่ละฐานข้อมูลมีมูลค่าแตกต่างกัน อาจเนื่องด้วยคำจำกัดความของกัญชา บางฐานข้อมูลการตลาด ก็รวมกัญชง หรือ Hemp เข้าไปด้วย และยังมีประเด็นช่องทางการจำหน่ายที่ส่งผลให้มีการรายงานตัวเลขแตกต่างกัน แต่ที่แน่นอนตลาดโดยรวมมีมูลค่าสูงขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่า กัญชาสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้ โดยเฉพาะโรคที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน ข่าวเกี่ยวข้อง: ราชกิจจาฯ ประกาศ ปลดล็อกสาร “กัญชง-กัญชา” พ้นยาเสพติด ผสมอาหารได้! ภญ.ดร.ผกากรอง กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อบ่งใช้ของกัญชา ที่นำมาใช้กันมากคือ บรร
เที่ยวแบบช่วยโลก กับทัวร์ล่องเรือ “ตกขยะ” ในคลองกรุงอัมสเตอร์ดัม ขณะที่การท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มักเป็นการ “เพิ่มขยะ” ให้แก่โลก แต่การท่องเที่ยวแบบที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้ เป็นการท่องเที่ยวที่จะช่วยลดขยะ “ลดพลาสติก” แต่ “เพิ่มความสุขใจ” ให้แก่นักท่องเที่ยวหัวใจรักษ์โลก ผ่านกิจกรรมล่องเรือเก็บขยะไปตามลำคลองอันสวยงามในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งผู้โดยสารนอกจากจะได้ความสุขตา จากการชื่นชมทัศนียภาพอันสวยงามตามสองข้างทาง ยังจะได้เก็บเกี่ยว “ความสุขใจ” จากการได้ช่วยกันเก็บขยะพลาสติก เก็บขยะต่างๆ ออกไปจากลำคลองเหล่านั้นด้วย “นี่เป็นการเที่ยวอัมสเตอร์ดัมอีกรูปแบบหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่า คุณได้นั่งเรือชมคลองอันสวยงามของอัมสเตอร์ดัม ขณะเดียวกัน คุณก็ยังได้ทำสิ่งดีๆ ให้แก่คูคลองและเมืองนี้ เพราะว่าคุณกำลังช่วยทำให้มันสะอาดขึ้น” มาริอุส สมิธ ผู้ก่อตั้งบริษัทพลาสติก เวล (Plastic Whale) บริษัทที่ไม่แสวงผลกำไร ผู้ริเริ่มจัดทัวร์ดังกล่าวให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี สมิธ ตั้งบริษัทพลาสติก เวล ขึ้นมาเมื่อปี 2553 หรือเมื่อ 9 ปีมาแล้ว ด้วยวัตถุประสงค์ต้องการนำขยะพลาสติก ที่
เปิดเทคนิคปลูก ‘ฟักทอง’ ง่ายๆ ให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ณ สวนคุณลี เกษตรกรที่เสร็จสิ้นการทำนาปีแล้ว นิยมปลูกผักหลังการทำนาเพื่อเป็นรายได้เสริม “ฟักทอง” พืชที่มีความเหมาะสมในการปลูกช่วงหลังการทำนา เกษตรกรจะประสบความสำเร็จในการผลิตฟักทองให้ได้คุณภาพ จึงต้องศึกษาถึงลักษณะนิสัยของพืชชนิดนี้ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมดินก่อนปลูก การให้น้ำ-ปุ๋ย ตลอดจนปัญหาของโรค-แมลงศัตรู เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันกำจัด และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สำหรับบ้านเราพบว่า ฟักทอง ที่ปลูกเพื่อการบริโภคนั้น ลักษณะของพันธุ์จะมีเปลือกสีเขียวคล้ำร่องผลเป็นพูสม่ำเสมอ หรือเปลือกขรุขระแบบหนังคางคก ผลที่แก่จัดขึ้นนวลสีขาวตั้งแต่ขั้วไปทั้งผลและนิยมปลูกพันธุ์ผลใหญ่มีน้ำหนักมากกว่า 4-5 กิโลกรัม หรือผลเล็กมีน้ำหนักผลระหว่าง 2-3 กิโลกรัม ในปัจจุบันพันธุ์ฟักทองทางการค้าที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกจะใช้พันธุ์ลูกผสม ซึ่งมีให้เลือกตามที่ตลาดมีความต้องการ ก็จะเลือกใช้สายพันธุ์ที่ตลาดจะเป็นตัวกำหนดในแต่ละพื้นที่ การเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทอง ฟักทอง เป็นพืชผักที่มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้น เช่นเดียวกับแตงโม
เกษตรกรทำนาปทุมธานี เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย เสริมรายได้ สร้างตลาดหลากหลาย จำหน่ายได้ราคางาม จากสภาวะเศรษฐกิจไม่กี่ปีมานี้ ส่งผลให้สินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตกต่ำ จึงทำให้เกษตรกรมีการปรับตัวมากขึ้น โดยทำเกษตรแบบผสมผสานที่ไม่เน้นทำเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไป เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของราคาที่ผันผวนแล้ว ยังสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดทดแทน จึงช่วยเสริมรายได้สลับไปมาในแต่ละช่วงการผลิต จึงเกิดรายได้หลากหลายส่งผลให้ไม่มีหนี้สิน คุณขาว เสมอหัต คุณขาว เสมอหัต อยู่บ้านเลขที่ 58/3 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีอาชีพหลักทำนาด้วยราคาข้าวที่ผลิตได้ไม่แน่นอน จึงได้หาอาชีพเสริมเข้ามาช่วย คือการเลี้ยงปลาดุก โดยใช้บ่อน้ำที่มีอยู่เดิมจากการขุดไว้ใช้ภายในสวน มาเลี้ยงปลาให้เกิดประโยชน์มากขึ้น พร้อมทั้งใช้เหยื่อสดต้นทุนต่ำมาเป็นอาหารให้ปลากิน ทำให้ปลาเติบโตดีตลาดต้องการ จำหน่ายได้ราคา อาชีพหลักทำนา เลี้ยงปลาดุกเสริมรายได้ อาหารที่ได้จากโครงไก่นำมาบด คุณขาว เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ประกอบสัมมาอาชีพมาถึงปัจจุบัน รายได้หลักของครอบครัวคือเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว
“แชมพูฟ้าทะลายโจร-น้ำยาล้างจานสูตรชาจีน” ผลิตภัณฑ์ทำเงิน ต่อยอดจากสมุนไพรครัวเรือน คุณศรีอุไร สุขสวัสดิ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีและครอบครัวชุมชนศิริโชติ สวัสดิ์กิจ วัย 65 ปี เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีและครอบครัวชุมชนศิริโชติ สวัสดิ์กิจ ก่อตั้งมาได้ 3 ปีแล้ว เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ที่ตั้งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนการรวมกลุ่มจาก ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เพื่อหางานหาอาชีพให้กับแม่บ้านและคนสูงอายุในชุมชน อีกทั้งบริเวณหมู่บ้าน มีสมุนไพรที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันในบ้านค่อนข้างเยอะ จึงนั่งคิดกันว่า จะสามารถทำอะไรกับของที่มีเหล่านี้ได้บ้าง จึงเกิดเป็นไอเดียนำสมุนไพรเหล่านี้ มาแปรรูปเป็นของใช้ในครัวเรือน ซึ่งเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วนั่นเอง “ทางกลุ่มเราเล็งเห็นช่องทางในการหารายได้จากสมุนไพรรอบตัวที่เรามี จึงช่วยกันนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน โดยผลิตภัณฑ์แรกเริ่มที่เราผลิตออกมา คือ แชมพูฟ้าทะลายโจร ซึ่งสามารถช่วยลดเชื้อราบนหนังศีรษะได้ ตอนทำออกมาก็เริ่มจากใช้กันเองภายในกลุ่ม จากนั้นก็นำไปแจกคนรอบข้าง
“หรีดหนังสือ” โครงการส่งต่อโอกาส คนเป็นได้อ่าน คนตายได้บุญ ทุกวันนี้ ยังมีเด็กด้อยโอกาส หรือคนยากไร้ที่อยากได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่แค่ปัจจัย 4 ที่ยังต้องการ แต่คนเหล่านี้ยังต้องการโอกาสทางการศึกษา หรือหนังสือดีๆ สักเล่มไว้อ่านเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง โชคดีไม่น้อยที่ยังมีคนหยิบยื่นโอกาสผ่านหลายช่องทาง “โครงการหรีดหนังสือ” เป็นหนึ่งในโอกาสที่เด็กๆ จะได้อ่านหนังสือ คุณเด่นชัย บูรณเกียรติศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สองขุน จำกัด และเจ้าของร้านดอกไม้ Le bouquet2u (เลอบูเก้ทูยู) เล่าด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองว่า หรีดหนังสือเป็นความตั้งใจของตนกับภรรยาที่เริ่มคิดค้นกันมานาน 3-4 ปี กระทั่งมีโครงการในโลกออนไลน์ซึ่งตรงกับแนวคิดของตัวเอง จึงลงชื่อร่วมโครงการ จนเวลาผ่านไป 2 ปี ถึงมีคนติดต่อกลับชวนมาร่วมโครงการหรีดหนังสือ “ผมอยู่ในวงการทำธุรกิจเกี่ยวกับความตายอยู่แล้ว คือ เปิดร้านจัดดอกไม้ และทำบริษัทอีเว้นต์ ซึ่งรับจัดงานอวมงคลเป็นส่วนใหญ่ บวกกับตัวผมและภรรยาอยากทำอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์กับสังคม กับประเทศ กับเด็ก เพราะผมเป็นคนรักหนังสือมากเลยอยากให้คนยากไร้ได้อ่านหนังสือดีสักเล่ม” ในตอนแรกคุณเ
เผย 5 ปัจจัยหลัก ทำให้ Digital Transformation ขององค์กรล้มเหลว คุณณรัล ลีลามานิตย์ ตำแหน่ง Project Director ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา Sasin School of Management (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นำเสนอบทความที่เป็นประโยชน์น่าสนใจ สำหรับองค์กรน้อย-ใหญ่ ในยุค 4 G ไว้ดังต่อไปนี้ …………. ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้เขียนเชื่อว่า หลายท่านคงได้ยินคำว่า Digital Transformation กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการที่ผู้เขียนและทีมฯ ได้มีโอกาสในการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ในด้านการร่วมวางกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจรวมถึงเรื่อง Digital Transformation และได้มีโอกาศพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ได้เสนอว่า ทำไมมีแต่คนพูดถึงเรื่องจะทำ Digital Transformation มีบทความออกมามากมายทั้งในเรื่องของทำไมองค์กรต้องทำ Digital Transformation ทำ Digital Transformation แล้วดีอย่างไร แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงว่าแล้วที่ทำ Digital Transformation ไปส่วนใหญ่มันประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยขนาดไหน ผู้บริหารท่านนั้น ได้เสนอว่าน่าจะม
งานสัมมนา AIS ACADEMY for THAIs: to the Region องค์ความรู้ สู่ภูมิภาค จังหวัดขอนแก่น รวบรวมองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจในยุค Digital Disruption จากวิทยากรนานาชาติหลากหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนนำเอานวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยขับเคลื่อนพัฒนาเมืองสู่ Smart City ณ รร. อวานี ขอนแก่น ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานมากกว่า 1,000 ท่าน พร้อมมุมคิด “หากต้องการพัฒนาเมือง ต้องบูรณาการข้อมูลได้จริง” นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของภารกิจคิดเผื่อในครั้งนี้ว่า “เหตุผลสำคัญของการเดินหน้าขยายองค์ความรู้มาสู่ภูมิภาค ด้วย AIS Academy เชื่อมาโดยตลอดว่า ทักษะความรู้ใหม่ๆ จะมีส่วนช่วยให้คนไทยได้พัฒนาขีดความสามารถ สร้างคุณค่าใหม่ๆ จนกลายเป็นศักยภาพที่โดดเด่น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะทางภาคอีสานที่จังหวัดขอนแก่น เราได้หยิบยกประเด็นที่สอดคล้องกับความสนใจและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อให้องค์ความรู้ที่นำมาถ่ายทอดนั้น เป็นประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ได้มากที่สุด ประเด็นเรื่อง Smart City เป็นหนึ่งในจุดร่วมที่
