SMEs
แม้กำแพงเพชรจะเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่า “กล้วยไข่” อร่อย และเป็นผลไม้เศรษฐกิจประจำจังหวัด แต่สำหรับเกษตรกรที่จังหวัดกำเเพงเพชร กลับบอกว่าการปลูกกล้วยไข่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องความสะอาด อย่าให้แปลงรก ที่สำคัญมีเทคนิคการปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตไร่ละ 2 ตัน ทีมงานได้ลงพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของสมาชิกกลุ่ม อย่าง คุณป้าพิมพ์ และ คุณลุงไพริน คำพวงวิจิตร เป็นเจ้าของสวน อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (063) 750-9275 ปลูกกล้วยไข่มานานกว่า 30 ปี ใช้เนื้อที่ปลูก 12 ไร่ จำนวน 2,000 กว่าต้น เป็นพันธุ์กล้วยไข่ดั้งเดิมของกำแพงเพชร คุณป้าพิมพ์ บอกว่า การปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรนับเป็นเรื่องยาก ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาดในแปลงปลูก อย่าให้รก ปุ๋ยที่ใช้ในตอนเริ่มปลูกใช้สูตรเสมอ 15-15-15 พอตกเครือจะใช้ปุ๋ยน้ำตาลสูตร 21-0-0 ใส่เพื่อเร่งผล ส่วนปัญหาที่เกิดเป็นประจำคือ โรคใบไหม้ แล้วยังต้องเผชิญกับภัยจากพายุลมแรงที่พัดจนต้นกล้วยหักโค่นเสียหาย ซึ่งลมพายุดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงที่กำลังมีผลผลิต แล้วสังเกตทุกปีมักเกิดขึ้นหลังจาก
‘ปลาร้าสับหนวดเขี้ยว’ จัดเต็มเครื่องสมุนไพร ใช้ปลากระดี่ล้วน ขายดีสองวันได้หมื่นบาท ผ่านไปจังหวัดสิงห์บุรีอย่าลืมแวะเยือนถิ่นวีรชนที่ “ตลาดย้อนยุคบ้านระจัน” ตั้งอยู่ภายในวัดโพธิ์เก้าต้น ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน ที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมแวะมาช็อป ชิม ชิล กันไม่ขาดสาย เพราะมากไปด้วยของกินนานาชนิด ตั้งแต่ของหวานไปจนถึงอาหารคาว กระทั่งเสื้อผ้า ต้นไม้ยังมีมาด้วย ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดย้อนยุคบ้านระจัน แน่นอนว่า สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เห็นได้ชัดเจนเลยคือการแต่งตัวของพ่อค้าแม่ขายแบบย้อนยุคไว้หนวดเหมือนกับหลงเข้าไปในสมัยบางระจัน ควบคู่กับเสน่ห์ชวนหลงคือสีหน้าท่าทางและลีลาการพูดเรียกลูกค้า เช่นคำว่า แม่หญิง ขอรับ หรือเจ้าค่ะ ที่ลูกค้าฟังแล้วยิ้มเพลินไปตามๆ กัน หนึ่งร้านแนะนำเห็นแล้วสะดุดตา เพราะกำลังขะมักเขม้นกับการเรียกลูกค้า โดย คุณเชิดศักดิ์ สนธิ หรือชื่อในวงการว่า คุณหนวด วัย 43 ปี เจ้าของร้านที่ไว้หนวดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว “ร้านหนวดเขี้ยว น้ำพริกปลาร้าสับ สูตรโบราณ บ้านระจัน” เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า ยึดอาชีพขายปลาร้าสับมานาน 2 ปี เนื่องจากที่บ้านขายอาหาร ขายแกง
เพิ่มมูลค่างานฝีมือ “พาตาเพียร” จักสานไทยร่วมสมัย ดังไกล โดนใจต่างชาติ การจักสาน เป็นการนำวัสดุขนาดเล็กและยาว อย่าง ใบตาลหรือใบลาน, ก้านมะพร้าว หรือไม้ไผ่ มาขัดหรือสานกันจนเป็นชิ้นงาน เช่น เสื่อ ภาชนะต่างๆ อย่าง ตะกร้า เข่ง หรือของใช้อื่นๆ เช่น ลูกตะกร้อ เป็นต้น PATAPAIN (พาตาเพียร) เป็นแบรนด์ที่ใช้งานออกแบบมาเพิ่มมูลค่าให้กับงานหัตถกรรม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทย โดย คุณจั้ม-วลงค์กร เทียนเพิ่มพูล และ คุณก้อย- สุพัตรา เกริกสกุล ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์พาตาเพียร ได้เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า แบรนด์ PATAPIAN ก่อตั้งมาได้กว่า 5 ปี จุดเริ่มต้นมาจากความชอบของทั้งคู่ ที่สนใจในงานจักสาน และไม่ได้จำกัดความว่า งานสานต้องเป็นงานถักทออย่างเดียว และเห็นว่าในประเทศไทย คนต่างจังหวัดจะทำพวกงานจักสานเป็นอุปกรณ์ของใช้ต่างๆ ใช้เองบ้างขายบ้าง แต่ก็ไม่ได้ราคาเท่าไหร่นัก เกิดไอเดียอยากนำมาพัฒนาและเพิ่มมูลค่า ให้เป็น Luxury product จึงมีการนำเอาพวกโลหะที่สามารถดัดได้มาสานร่วมเข้าไปกับวัสดุเดิมอย่างไม้ไผ่ ให้มีความเป็นศิลปะ ความทับซ้อนของแสงในมุมมอง ถ่ายทอดงานออกมาในแบบของตัวเรา กลายเป็นงานดีไซน์ที่มันแ
จากวันละ 200 ฉบับ เหลือแค่หลักสิบ! เสียงครวญจากพ่อค้า ” สมัยนี้เปิดร้านขายสิ่งพิมพ์…ไม่คุ้มแล้ว” ปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ ต่างรับข้อมูลข่าวสาร อ่านคอนเทนต์ผ่านสมาร์ตโฟน เป็นเหตุให้สื่ออื่นๆ อย่าง วิทยุ โทรทัศน์ หรือ หนังสือ ต่างต้องปรับตัวตามไปด้วย เมื่อวันก่อน มีโอกาสไปเดินเล่นแถวตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างทางที่กำลังเพลิดเพลินไปกับร้านอาหารที่ทยอยกันเปิดร้าน เหลือบไปเห็นร้านขายหนังสือ แบบรถเข็น จอดขายอยู่ริมถนน ทันทีที่เข้าไปยืนหน้าร้านกวาดสายตาเพื่อหานิตยสารหัวหนึ่งที่เคยอ่านเมื่อตอนยังเรียนอยู่ แต่ไม่เจอเห็นเพียง นิตยสารพระเครื่อง, หนังสือการ์ตูนอย่างขายหัวเราะ, นิตยสารในเครือมติชนอีกสองสามหัว, นิตยสารบันเทิงอย่าง ทีวีพูล, นิตยสารบ้านและสวนเล่มสองเล่ม, หนังสือพิมพ์และเรียงเบอร์ ซึ่งจะมีวางจำหน่ายที่ร้านมากหน่อย ชวนชายคนขายคุย ทราบว่าเขาขายหนังสือมาได้หลายสิบปีแล้ว โดยเมื่อก่อนเช่าห้องตึกแถว เปิดเป็นร้านขายหนังสือ เสียค่าเช่าตึกเดือนละ 15,000 บาท แต่เจ
“พินญาต้า” ตุ๊กตาแห่งความสุข เจาะกลุ่มลูกค้างานปาร์ตี้ เด็ก-ผู้ใหญ่นานาชาติ ชอบอุดหนุน พินญาต้า คือ ตุ๊กตาแห่งความสุข ที่ประดิษฐ์ขึ้นจากกระดาษอัดคล้ายกับการทำเปเปอร์มาเช่ (การนำเอากระดาษเหลือใช้มาผสมกับกาวหรือทากาวเพื่อทำให้เป็นรูปแบบต่างๆ) ที่สามารถออกแบบชิ้นงานได้หลากหลาย เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ จากทั่วโลก ตุ๊กตาชนิดนี้ มีที่มาจากประเทศเม็กซิโก ซึ่งใช้ตุ๊กตาเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่นที่คล้ายกับการละเล่นของไทย คือ “ปิดตาตีหม้อ” โดยตุ๊กตาพินญาต้า จะมีของรางวัลอย่างลูกอม ขนม หรือช็อกโกแลต ยัดไว้ข้างในตุ๊กตา และให้ผลัดกันตีตุ๊กตาจนแตกก็จะมีขนมหล่นลงมาให้ได้กินกันอย่างสนุกสนาน พินญาต้า ยังเป็นกิจกรรมยอดฮิตในการจัดงานปาร์ตี้ในเทศกาลต่างๆ เช่น วันเกิด วันปีใหม่ หรือวันเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วยความที่การเล่นตีตุ๊กตาพินญาต้าจะมีเฉพาะเทศกาลแห่งความสุข ตุ๊กตาพินญาต้า จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นตุ๊กตาที่ส่งต่อความสุขก็ว่าได้ น้องออย หรือ นางสาวมณีพร พ่วงลา เล่าให้ฟังว่า เรียนจบด้านการท่องเที่ยวแต่มีใจรักในงานฝีมือ โดยเฉพาะงานกระดาษและเมื่อมีเพื่อนชาวต่างชาติแนะนำให้ลองทำตุ๊กตาชนิดนี้ดูบอกว่าคล้ายกับง
“คนโสด” ไม่โดดเดี่ยว สารพัดแบรนด์ แห่ผุดสินค้าไซซ์เล็ก-บริการเอาใจ ยุคนี้การอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องแปลกอีกแล้ว และกำลังมีบทบาทมากขึ้นในสังคมโลก จนทำให้แบรนด์ต่างๆ ไม่อาจละเลยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ เกาหลีใต้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากในเรื่องนี้ เว็บไซต์โชซุน อิลโบ ระบุว่า บริษัทห้างร้านต่างๆ พากันปรับตัวให้ทันกับไลฟ์สไตล์ผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจากสถิติพบว่า เมื่อปีที่แล้ว ราว 28.6 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนเกาหลีใต้เป็นครัวเรือนที่อยู่คนเดียว และมีแนวโน้มที่ครัวเรือนคนเดียวจะมีจำนวนแซงหน้าครัวเรือนที่มีสมาชิกหลายคนภายในปี 2568 บรรดาคนโสดเหล่านี้ ยังเต็มใจที่จะจ่ายเงินไปกับการรับประทานอาหารและกิจกรรมสุดโปรดมากกว่า เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของสมาชิกในบ้าน เช่น ค่าเทอมลูก โดยเฉพาะคนโสดรุ่นใหม่ที่อายุไม่เกิน 40 ปี ถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของกลุ่มคนโสดทั้งหมด พวกเขาเหล่านี้แทบจะขาดสมาร์ตโฟนไม่ได้ และราว 57 เปอร์เซ็นต์ นิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ นี่ทำให้ธุรกิจต่างๆ พากันคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเอาใจคนโสดรุ่นใหม่ รวมถึงพัฒนาระบบช็อปปิ้งออนไลน์และธุรกรรมการเงินผ่
สาวหาดใหญ่ จับงานหัตกรรมพื้นบ้าน ผสมงานดีไซน์เป็นของใช้สุดเก๋ เมื่อพูดถึงงานหัตถกรรมหลายคนจะรู้สึกของความเป็นชุมชนนึกถึงสินค้าบ้านๆ งานจักสาน ที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ยาก ซึ่งจริงๆ แล้วงานคราฟท์เหลานี้มีความเก๋อยู่ในตัวอยู่แล้ว เป็นสไตล์ที่สามารถจัดวางไว้ในบ้านได้สบายๆ คุณเมย์ – เมทินี รัตนไชย สาวหาดใหญ่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MAISON CRAFT เธอหลงไหลในงานหัตถกรรมทำมือแบบไทยๆ จากการไปคลุกคลีกับคนในชุมชนจนอยากจะช่วยพัฒนาให้งานหัตกรรมของคนไทยไปสู่ตลาดโลก จนวันนี้แบรนด์ MAISON CRAFT มาได้ไกลและเป็นที่รู้จักในวงการงานออกแบบได้อย่างรวดเร็ว จากการนำวัสดุธรรมชาติพื้นบ้าน อย่างเช่น กก ปอ ไม้ไผ่ และฝ้าย มาสร้างสรรค์ ใส่ดีไซน์ จนได้เป็นชิ้นงานทั้ง โคมไฟ ชุดรองจาน หมอน ฯลฯ “ความงามของสินค้าไม่ได้อยู่ที่วัสดุนะ แต่อยู่ที่วิถีชุมชนของเขา ซึ่งการจะได้มาแต่ละงานคราฟท์ มันมีการปฏิสัมพันธ์ของชุมชน ทำให้เห็นว่าความน่ารักของชุมชนยังอยู่ รู้สึกว่าเราควรจะรักษางานหัตถกรรมแบบนี้เพื่อให้ชุมชนยังสามารถทำใน Know How ที่เขามี ซึ่งมันเป็นเสน่ห์ของบ้านเราจริงๆ” ในการทำงานแต่ละชิ้น สาวหาดใหญ่จะเข้าไปถ
ตำรวจไทยไม่เพียงแต่จับผู้ร้าย หรือทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างเดีใยว แต่ยังมีใจรักงานเกษตร เฉกเช่น ตำรวจที่จังหวัดตรัง เจ้าของ “ไร่ลุงแกรก” ที่นี่ปลูกเสาวรสรสชาติเดียวกับโครงการหลวง และปลูกพืชผักผลไม้นานาชนิดแบบเกษตรอินทรีย์ บนพื้นที่ 3 ไร่ มีรายได้ เดือนละ 20,000-25,000 บาท เป็นตำรวจอีกคนที่น่ายกย่อง เพราะนอกจาก ร.ต.อ. จำรูญ ทองขำดี วัย 58 ปี หรือที่เรียกกันว่า “ผู้กองแกรก” จะยึดอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดตรัง แล้ว ยังใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการเป็นเกษตรกร ปลูกเสาวรสและพืชผักผลไม้นานาชนิดแบบเกษตรอินทรีย์ ชื่อ “ไร่ลุงแกรก” อยู่ที่ตำบลนาพละ หมู่ที่ 3 อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ในเนื้อที่ 3 ไร่ ซึ่งในอนาคตหากมีความพร้อมมากกว่านี้เจ้าตัวตั้งใจว่าจะเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ผู้คนได้มาศึกษาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียงตามศาสตร์ของพระราชา และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามากินและเก็บเสาวรสสดๆ ด้วยตัวเอง มีรายได้ เดือนละ 20,000-25,000 บาท ยามนี้ผลไม้หลักที่ทำเงินให้กับ “ไร่ลุงแกรก” คือ เสาวรส ทั้งพันธุ์สีม่วงและพันธุ์สีเหลือง ใ
“อุบัติเหตุ-ทุกข์ภัย” เกิดขึ้นในห้างฯ ลูกค้า มีสิทธิได้รับการเยียวยาแค่ไหน!?! จากเหตุการณ์ตะขาบตัวยาว 6 นิ้ว กัดอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ร้านกาแฟชื่อดัง ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านเกษตรนวมินทร์ โดยเบื้องต้นทางร้านกาแฟออกมาขอโทษและยอมออกค่ารักษาพยาบาลให้ แต่ให้อาจารย์หนุ่มสำรองจ่ายไปก่อน ส่วนทางห้างสรรพสินค้าเจ้าของพื้นที่ ระบุ พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนเรื่องมาตรการความปลอดภัยนั้น ทางห้างฯ ไม่ได้ปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด “ค่าเสียหายด้านจิตใจ ระบุไม่ได้ว่าต้องจ่ายเท่าไร ให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเอง แต่อยากให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยดีกว่านี้ เพราะห้างดังกล่าวจัดงานแสดงสัตว์เลี้ยงบ่อย ๆ และยังเป็นที่ติวหนังสือของเด็ก ๆ ซึ่งหากตะขาบตัวนี้กัดเด็กอาจถึงตายได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายไหนออกมารับผิดชอบ โยนเรื่องกันไป-มาระหว่างร้านกาแฟและห้างสรรพสินค้า”อาจารย์หนุ่ม ผู้ประสบเหตุไม่คาดฝัน ให้ข้อมูลไว้อย่างนั้น ขณะเรื่องราว “ทุกข์ของลูกค้า” กรณีล่าสุดดังกล่าว ดูท่าจะยืดเยื้ออีกยาว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอหยิบยกกรณีตัวอย่าง ข้อพิพาพทระหว่าง “ห้างสรรพสินค้า” กับ “ลูกค้า” มาให้ศึกษ
ไม่ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้! “กะหรี่พั๊ฟนมสด-ครูยุ” นักสู้เอสเอ็มอี ยึดหลักมีของอร่อยไม่ต้องกลัว คุณแนน-นัฐติกานต์ เสริมสุข ตัวแทนของกิจการ “ครูยุ” เจ้าของขนมแนวใหม่ “กะหรี่พั๊ฟนมสด” เริ่มบทสนทนาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า คุณแม่ของเธอ คือ คุณยุวดี เสริมสุข เป็นผู้คิดค้นเป็นคนแรก สมัยเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมในโรงเรียนวัดเขาวัง จังหวัดราชบุรี เมื่อครั้ง รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนโครงการ One School One Product (วัน สคูล วัน โปรดักท์) มอบหมายให้แต่ละโรงเรียนสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เมื่อคุณแม่ของเธอ ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการดังกล่าว จึงใช้ความคิดสร้างสรรค์ผนวกกับวิชาที่ร่ำเรียนมา ทดลองทำ “ขนมใหม่” ขึ้นมาชนิดหนึ่ง ซึ่งดึงจุดเด่นของขนมสามชนิดมาประยุกต์รวมกันอยู่ในชิ้นเดียว “ตอนแรกคุณแม่คิดทำขนมเปี๊ยะ แต่ดูธรรมดา กะหรี่พั๊ฟทอดก็มีทั่วไป สุดท้ายเลยนำขนมถนัดทั้งสามอย่างมาประยุกต์ โดยดึงจุดเด่นของขนมเปี๊ยะ แต่เติมนมสดเข้าไปให้เกิดความหอมนุ่มเหมือนขนมโมจิ แล้วพับจับจีบให้มีรูปร่างเหมือนกะหรี่พั๊ฟ จนออกมาเป็นกะหรี่พั๊ฟนมสด รสชาติอร่อยไม่ซ้ำใคร” คุณแนน เล่าถึงงานแรกของ “ครูยุ” สำหรับลูกค้าก
