SMEs
จากอดีตนักแสดงวัยรุ่นยุค 90 ที่เคยรับบท “หินกลิ้ง” ในละครดัง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ สู่การเป็นพิธีกรท่องเที่ยว และวันนี้มาในบทบาทใหม่ เจ้าของแบรนด์ “หมูก้อนทอด AKIRA” และนักพยากรณ์หนุ่ม แต๊งค์–พงศกร มหาเปารยะ เล่าเรื่องราวชีวิตที่เต็มไปด้วยการค้นหา การลองผิดลองถูก และการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่ได้มองเพียง “กำไร” แต่คือ “คุณค่า” ของการได้ลงมือทำจริง แต๊งค์ เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางถึงดี บ้านอยู่สุขุมวิท 31 ในวันที่ยังเงียบสงบ วัยเด็กเต็มไปด้วยความสนุกจากการเล่นสเกตบอร์ด วิ่งเล่น เตะบอลกับเพื่อน มากกว่าการตั้งใจเรียนหนังสือ เขาใช้ชีวิตเหมือนลูกคนเดียวเกือบ 10 ปี ก่อนที่น้องชายจะเกิด ทำให้คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง ต่อมา ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องย้ายโรงเรียนและไปเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่งของชีวิต การอยู่ต่างแดนทำให้เขาโดดเด่นด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จนติดอันดับท็อปของโรงเรียน จึงเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ แม้ลึกๆ แล้วจะรักศิลปะมากกว่า ไม่นานก็พบว่าวิศวะไม่ใช่ทางที่ชอบ จึงกลับไทย เลือกเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร เพื่อทำตามใจต
กลิ่นหอมเค้กฟุ้งกระจาย ลอยมาแตะจมูก ตั้งแต่อยู่ที่ลานจอดรถหน้าร้าน “ทอฟฟี่เค้กชลบุรี” (Toffee Cake Chonburi) เป็นเสน่ห์ดึงดูดลูกค้าในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ให้ต้องแวะซื้อขนมติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝาก ซึ่งวันนี้ กำลังต่อยอดจากร้านดังในท้องถิ่น สู่การเสิร์ฟความอร่อยไปยังลูกค้าภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ คุณปณต ลวสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพน ลอว์สัน จำกัด ทายาทรุ่น 2 ร้านทอฟฟี่เค้กชลบุรี จ.ชลบุรี เล่าให้ฟังว่า ร้านนี้เริ่มจากจุดเล็กๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยคุณแม่เป็นคนชอบทำขนม และอยากหารายได้เสริมให้แก่ครอบครัว เลยทดลองทำขนมหลายชนิด วางขายที่หน้าบ้านตัวเอง เมนูหนึ่งที่คุณแม่คิดค้นนำสูตรเค้กจากหลายแห่งมาผสมผสานกัน จนกลายเป็นขนมเค้กสูตรเฉพาะตัว เนื้อเค้กนุ่มราดด้วยคาราเมลสีน้ำตาลนวลเต็มแผ่น ผสมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมื่อนำออกจากเตา จะส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ดึงดูดคนที่เดินผ่านไปมา ต้องแวะซื้อ และเกิดการบอกต่อ ช่วยแจ้งเกิด และเป็นอาชีพหลักที่สมาชิกทุกคนของครอบครัว มีส่วนร่วมมาช่วยกันทำมาหากิน จากยุคแรก แม้จะขายดีแต่ก็เป็นลักษณะเจ้าดังในชุมชน จนเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว จุ
แม้ “คั่วไก่ ไอ้เครา” จะเปิดมานาน เข้าสู่ปีที่ 8 แต่ร้านเล็กๆ ในตึกพาณิชย์ ริมถนนวุฒากาศ 55 แห่งนี้ ยังคงสร้างรายได้และเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมคว้ารางวัลการันตีความอร่อย ทั้ง The Spoon ช้อนทองคำ และ เชลล์ชวนชิม แต่กว่าร้านนี้จะประสบความสำเร็จ ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น และการได้สัมผัสกับคำว่า “เป็นนายตัวเองครั้งแรก” ก็ไม่ได้ชิลอย่างที่คิดไว้ นี่คือเรื่องราวของ เชฟโอ๊ต-สุพรรษพงษ์ กุลชนะรมย์ ผู้ที่เรียกตัวเองอย่างภาคภูมิว่า “กูคือพ่อค้าคั่วไก่ธรรมดาคนหนึ่ง” กว่าจะเป็นเชฟใหญ่ เชฟโอ๊ต เริ่มต้นทำงานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม งานแรกคือสจ๊วตหรือเด็กล้างจานในโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนขยับไปทำงานในครัวเบเกอรี่ จากพนักงานกินเงินรายวัน ก็ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ความฝันของเชฟโอ๊ตในตอนนั้น คือการเป็นเชฟใหญ่ Executive Chef เขาจึงเลือกออกจากครัวเบเกอรี่ ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ จนมีโอกาสขยับไปทำงานในครัวร้อน ตำแหน่ง Cook Helper หรือผู้ช่วยกุ๊ก “เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน เราเห็นเชฟใหญ่ที่เป็นฝรั่งใส่ยูนิฟอร์มสีขาว มันเท่และสมาร์ทสำหรับเราตอนนั้น ตอนได้เป็นกุ๊กในโรงแรม เราใส่ชุดสีขาวกลับบ้าน หม่าม้าเ
จากงานประจำ สู่ร้าน ‘โตเกียว คาว หวาน 14 ไส้’ เรื่องราวของ คุณจูน-วรินท์วิภา นันทนพิบูล กับ คุณวิศรุต กมลรักษ์ วิศวกรที่ผันตัวมาเปิดร้านโตเกียว ในจังหวัดปราจีนบุรี ชูความหลากหลายของไส้ถึง 90 เมนู พร้อมทำคอนเทนต์ติ๊กต็อกควบคู่ จนกลายเป็นไวรัล มีลูกค้ามาต่อคิว พีกสุด 103 คิวต่อวัน จากงานประจำ สู่อาชีพค้าขาย คุณจูนกับแฟนเคยทำงานเป็นเอนจิเนียร์มาก่อน ควบคู่กับการขายของออนไลน์ ที่ทำเงินได้มากกว่า และรู้สึกเป็นตัวเองมากกว่า จึงลาออกจากงานมาเป็นแม่ค้าออนไลน์เต็มตัว แต่ทำได้ประมาณ 1 ปี ก็ ‘เจ๊ง’ ประกอบกับมีโควิด ทำให้มีเวลาฝึกทำเบเกอรี่กับเตาอบที่น้องซื้อทิ้งไว้ จนได้ทำขนมส่งคาเฟ่อเมซอน 1 สาขา ใน จ.ปราจีนบุรี และร้านเจ้าอื่นๆ ต่อมาได้เปลี่ยนมาขายโตเกียว เพราะชอบกิน เริ่มต้นด้วย 14 เมนู จนกลายเป็นชื่อร้าน ‘โตเกียว คาว หวาน 14 ไส้’ จนถึงปัจจุบันเปิดเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว แต่กว่าจะเดินทางมาไกลขนาดนี้ คุณจูนใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายมาลงทุนเปิดร้าน พร้อมรถเข็น 1 คัน มีพื้นที่เพียง 2×3 เมตร เท่านั้น แล้วช่วยกันขายหน้าร้านกับแฟน 2 คน โดยเลือกทำเลหน้าเซเว่นฯ หน้านิคมอุตสาหกรรมที่พนักงานและผู้
ไข่ปิ้งเงินล้านขึ้นห้างดัง จากแบดินขาย พลิกชีวิต ได้บ้าน ได้รถ “ความสุขเหรอ ก็ตื่นเช้ามาก็ตั้งใจมาปิ้งไข่นี่แหละ แค่นี้ก็สุขแล้ว” ลุงใจ พูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ทันทีที่ได้ยินคำนี้จาก ลุงใจ-บุญใจ สาขะยัง เจ้าของร้านไข่ปิ้งเจ้าดังนครปฐม ทำให้เรารับรู้ได้ว่า “ความสุข” แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก็กลับกลายเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้เราได้เสมอ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้ไปนั่งพูดคุยกับลุงใจ นั่งคุยไปพร้อมกับกินไข่ปิ้งหอมๆ ได้ทั้งความอร่อยและมุมมองแนวคิดของเขาควบคู่กันไป แรกเริ่มเดิมที ย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาได้ทำงานเป็นพ่อค้าขายไอศกรีม แต่ขายได้ไม่นาน จำต้องเปลี่ยนทาง แต่ยังคงอาชีพค้าขายอย่างเดิมไว้ ลุงใจเลยเปลี่ยนมาขายไข่ปิ้ง เพียงหวังว่ามันจะดีกว่าเก่า “เริ่มมาขายไข่ดู มาลองขายแรกๆ ขายแรกๆ ขายได้ร้อยกว่าลูกเอง” ลุงกล่าว แต่ความไม่ย่อท้อ ทำต่อไปเรื่อยๆ จากร้อยลูก เริ่มขยับเป็นหลายร้อย จนตอนนี้ 1,500 ลูกต่อวัน “วันแรกได้ 120 ลูก ก็คือ 4 แผง แผงหนึ่งมันมี 30 ลูก พอ 1 เดือนผ่านมาก็ได้ 7 แผง จาก 4 แผง เป็น 7 แผง พอได้ 5 เดือนมา ทีนี้ก็ได้ 13 แผง แล้วก็เริ่มดีขึ้นๆ อยู่ที่ 1,500 ลูก” ลุงใจ เล่า
ถอดบทสรุปจาก Session “Think Different Branding Strategy กลยุทธ์คิดต่าง” ในงาน CTC 2025 หลายคนคงเคยเห็นแคมเปญของ Swensen’s ที่เรียกได้ว่า เล่นใหญ่ เกาะทุกเทรนด์ฮิต ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลต่างๆ อย่าง ตรุษจีน หรือเทศกาลสงกรานต์ ที่มีการทำแคมเปญสุดจึ้ง สร้างไวรัลไปทั่วโลกโซเชียล หรือวัน Earth Day ที่ถูกพูดถึงในทุกๆ ปี เพราะทางสเวนเซ่นส์มีการจัดแคมเปญให้ลูกค้าร่วมสนุกโดยการนำภาชนะอะไรก็ได้มาใส่ไอศกรีม ใครที่ครีเอตที่สุดจะได้รับรางวัลไป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงจะมาสรุปความน่าสนใจของ Session “Think Different Branding Strategy กลยุทธ์คิดต่าง” โดย คุณตุลย์-ชนินทร์ นาคะรัตนากร Head of Marketing – Swensen’s ที่งาน #CTC2025 ‘ความกล้า’ มาพร้อมกับ ‘ความเสี่ยง’ ในมุมของการทำแบรนด์ Corporate อาจจะพูดถึงว่าการจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในพื้นที่ที่เราสามารถจัดการมันได้ อย่างแรกก็คงเป็นเรื่องของการที่เรามีทีมการตลาดที่แข็งแรง สามารถที่จะเปิดโอกาสให้คนกล้าคิดต่างได้ อย่างของสเวนเซ่นส์มันก็จะมีการโหวตเกิดขึ้น สมมติว่าเราจะออก Product อย่างเช่น ‘เค้ก’ แล้วมีตัวเลือกเป็นสิบอย่าง แต่เราอาจจะต้องยกมือเลือก
ในทุกสิ้นปีแต่ละเว็บไซต์จะมีการออกมาเผยอินไซต์ต่างๆ โดยทาง Google Trends ได้ทำการจัดอันดับคำค้นหาที่คนไทยเสิร์ชมากที่สุดประจำปี 2568 ทั้งหมด 18 หมวดหมู่ อาทิ คำค้นหายอดนิยม, ข่าว, บุคคล, สูตรอาหาร ฯลฯ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้หยิบยก หมวดหมู่ “ร้านอาหารและคาเฟ่” ที่ถูกค้นหามากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 ร้านเจ๊ไฝ อันดับที่ 2 ร้านบ้านเมี่ยงปู by ส้มตำกาแฟ อันดับที่ 3 ร้านศรณ์ อันดับที่ 4 ร้านพาข้าว บรรทัดทอง อันดับที่ 5 ร้านอาหารนายโซว อันดับที่ 6 ร้านระลึก Drink & Restaurant อันดับที่ 7 ร้านฤดูกาล อันดับที่ 8 ร้านเตี๋ยวติ๊ด อันดับที่ 9 ร้านติดอ่างคาเฟ่ อันดับที่ 10 ร้านพราว รัชโยธิน แต่ประเด็นเทรนด์การค้นหาร้านอาหารในปี 2568 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยอดการค้นหาอาจมาด้วย เรื่องเล่า หรือ กระแสข่าวของร้านอาหารนั้นๆ หรือภาพอาหารที่สวยแปลกตาบน TikTok และ บรรยากาศที่สนุกสนานเหมาะกับการทำคอนเทนต์กระตุ้นความสนใจของผู้คน
จากร้านของฝาก ‘แก้ว’ สู่จุดเช็กอินเมืองกาญจน์! สร้างกิมมิก ทำขนมชั้น-ทองม้วนสด กลายเป็นเมนูไวรัล ที่คนต่อคิวซื้อ อีกหนึ่งไฮไลต์ของการไปเที่ยวต่างจังหวัดคือการซื้อของกลับมาฝากเพื่อน หรือครอบครัว ซึ่งร้านของฝากในยุคนี้ก็ได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ให้ดูมีความน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่น “ร้านแก้ว” ร้านของฝากชื่อดังจากจังหวัดกาญจนบุรี ที่ได้มีการขยายสาขาและทำการปรับแต่งร้านให้ดูเข้ากับยุคสมัย เช่น การแต่งร้านให้ดูโมเดิร์น บรรยากาศดี ให้อารมณ์เหมือนมาคาเฟ่สวยๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านของฝากที่สามารถถ่ายรูปเช็กอินได้ทุกมุม ทำให้เหมือนได้มาแวะพักผ่อนมาเที่ยว มากกว่าแวะร้านของฝากทั่วไป อีกทั้งภายในร้านของฝาก ยังมีการทำขนมโชว์สดๆ ให้ลูกค้า โดยทางร้านบอกว่าเป็นการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่มา และที่สำคัญ ที่นี่ยังเป็น Pet Friendly ที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาภายในร้านได้อีกด้วย กว่าจะมาเป็นร้านแก้วของฝาก คุณแวน-วิวรรณ ล้อศิริ ทายาทรุ่นสองของร้านแก้วของฝาก เล่าว่า ธุรกิจนี้ก่อตั้งโดย คุณเมธา ชัยมงคลานนท์ และหากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กาญจนบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ยังไม่ค่อยมีธุรกิจที่
หนุ่มไอทีผันตัวปั้นแบรนด์ “กุยช่ายมหานคร” ดังเปรี้ยงเพราะลีลา จนได้ฉายา พ่อค้าเอวหวาน ไวรัล 10 ล้านวิว ทำไมกุยช่ายต้องตลาดพลู? “ตลาดพลู” เรียกได้ว่าเป็นย่านที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเมื่อถึงเทศกาลต่างๆ จะมีการทำขนมกุยช่าย ที่ใช้เซ่นไหว้เจ้าที่และแจกจ่ายกันภายในโรงเจ ทำให้หลายคนต่างพูดกันปากต่อปากว่า “ขนมกุยช่าย” ที่ตลาดพลู มีความอร่อย จนชาวบ้านแถวนั้นได้มีการทำขายกลายเป็นอาชีพกันมาอย่างยาวนาน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีการพูดคุยกับ คุณซัน-ปฏิพล สถาวรวิจิตร เจ้าของร้าน กุยช่ายมหานคร ที่ได้มีการนำสูตรกุยช่ายของครอบครัวมาต่อยอดให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยการปรับเป็น “แป้งบาง ไส้แน่น” โดยส่วนใหญ่จะเน้นเป็นเดินสายออกบูธขายตามสถานที่ต่างๆ อีกทั้งคุณซันเป็นคนที่ชอบเต้น เมื่อไปขายแต่ละที่เขามักจะทำคอนเทนต์เต้นลงโซเชียล จนกลายเป็นไวรัล มียอดคนดูมากถึง 10 ล้านวิว และได้รับฉายาว่า “กุยช่ายเอวหวาน” จากหนุ่มไอทีสู่เจ้าของกุยช่ายเอวหวาน “หลายคนถามว่าทำไมเรียนมาตั้งสูง ถึงกลับมาขายกุยช่าย แต่ซันคิดว่าการทำงานกับสิ่งที่เรียนมาไม่เหมือนกัน ถามว่าการเรียนจำเป็นไหม
หากช่วงปี 2024–2025 คือเวลาที่ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยถูกคลื่นกระแสซัดเข้ามาพร้อมกันหลายระลอก ว่ากันว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่น้ำเริ่มลด และ “ภาพจริง” ของตลาดจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น ใครว่ายน้ำเป็น จะยังยืนอยู่ ใครแค่ลอยตามกระแส จะเริ่มเห็นขอบสระ ปีหน้า จึงไม่ใช่ช่วงเวลาของการเติบโตแบบหวือหวา แต่เป็นช่วงเวลาของการ “คัดกรอง” อย่างจริงจัง … อาจารย์อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแห่งวงการแฟรนไชส์ ฉายภาพทิศทางธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เป็นสื่อกลางถ่ายทอดในโอกาสนี้ ว่า ในปี 2026 แฟรนไชส์จากจีน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มราคาประหยัดอย่าง Mixue หรือแบรนด์ในแนวเดียวกัน จะยังไม่หายไปจากตลาดไทย แต่ภาพที่เห็นชัดขึ้น คือการ “หดตัวอย่างมีรูปแบบ” กล่าวคือ สาขาที่อยู่ในทำเลเกรด C หรือทำเลที่พึ่งพาราคาเป็นหลัก จะเริ่มทยอยปิดตัวลง เพราะโมเดลลักษณะนี้ อยู่ได้จาก “ปริมาณและทราฟฟิก” มากกว่า “ความภักดีของลูกค้า” เมื่อค่าเช่า ค่าแรง และการแข่งขันเพิ่มขึ้น สาขาที่ไม่มีทราฟฟิกจริงจะรับแรงกดดันไม่ไหว สุดท้ายจะเหลือเฉพาะสาขาที่อยู่ในทำเลเกรด A และ B ซึ่งมีทราฟฟิกสม่ำเสมอ และยังสามารถแบกรับต้นทุนไ
