SMEs
“ถ้าสามารถเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อาหาร เช่น วัตถุดิบได้ ก็น่าจะควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัยได้” คือแนวคิดของ คุณไบร์ท-สิตราวัชร์ พนาวิวัฒนาการ ผู้คลุกคลีอยู่ในธุรกิจอาหารมาตั้งแต่ร้านข้าวต้มกุ๊ย ก่อนต่อยอดสู่การเปิดร้านชาบู “GROOT hotpot” ที่มีฟาร์มผักอินทรีย์เป็นของตัวเอง โดยร่วมกันทำธุรกิจนี้กับพี่สาว คุณแพน–ธิดาญา พนาวิวัฒนาการ ซึ่งเปิดให้บริการมากว่า 4 ปี แม้ต้องเริ่มต้นเรียนรู้สกิลการปลูกผักจากศูนย์ แต่ก็ทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผักที่ปลูกเองกับผักที่ซื้อ ทั้งในเรื่องคุณภาพและเทกเจอร์ จึงเป็นเหตุผลให้เลือก “ชาบู” เป็นเมนูหลัก เพราะสามารถดึงรสชาติและความสดของผักออกมาได้ดีที่สุด ในคอลัมน์ Young Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับเจ้าของร้าน GROOT hotpot ถึงเส้นทางการเติบโตจากต้นน้ำสู่จานอาหาร จากข้าวต้มกุ๊ยสู่ชาบู ก้าวแรกในธุรกิจอาหารของคุณไบร์ท เริ่มต้นจากครอบครัวมีพื้นที่แถวจรัญฯ 40 ซึ่งมี Key advantage หรือข้อได้เปรียบในด้าน Traffic มีที่จอดรถ และกลุ่มลูกค้า เขาจึงเปิดร้านข้าวต้มกุ๊ย เป็นธุรกิจแรก “เราไม่ได้ดูว่าเราอยากทำอะไร แต่ดูว่าทำเลที่มีอยู่จะต่อย
จากถนนสายการค้าเก่าแก่ในอดีต วันนี้ ‘ถนนทรงวาด’ กลายเปลี่ยนย่านสุดฮิตของวัยรุ่นเทสต์ดีทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่หลงใหลในเสน่ห์ของวัฒนธรรมเก่าแก่แต่ผสานเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทั้งตึกวินเทจสุดคลาสสิค ที่ซ่อนคาเฟ่ ร้านอาหาร และมุมถ่ายรูปมากมาย จนสื่อระดับโลกอย่างนิตยสาร Time Out ยกให้ถนนเส้นนี้ติดโผ 1 ใน 40 ย่านที่คูลที่สุดในโลก ประจำปี 2566 และในปี 2569 ถนนทรงวาด ยังกระแสดีไม่มีตก มีร้านค้า คาเฟ่เปิดใหม่มากมาย หรือแม้กระทั่งตรอกเก่าแก่ที่ถูกปิดตายมาอย่างเนิ่นนาน อย่าง ตรอกโกดังทรงวาด ได้ถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตของคาเฟ่ ที่เหล่าวัยรุ่นหลายคนมักจะไปเช็กอิน จุดเริ่มต้นถนนทรงวาด ถนนทรงวาดเป็นเส้นการค้าแรกในไทย ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ถนนเจ้าสัว’ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของเหล่าเจ้าสัวเมืองไทย เช่น ธนินท์ เจียรวนนท์ หัวเรือใหญ่แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของอาณาจักรแสนล้านในธุรกิจค้าปลีก เครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2568 ทั้ง 2 ตระกูลติดอันดับมหาเศรษฐีไทย จากการจัดอันดับของ ฟอร์บส์ โดยธุรกิจเจ้าสัวที่เริ่มต้นบนถนนทรงวาดคือ กิจการเจียไต๋
พูดถึง “หมูปิ้ง” เมนูนี้เป็นมื้อเช้าขาประจำของใครหลายคน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพามาพูดคุยกับร้านดังย่านฝั่งธนฯ ที่เปิดขายมานานกว่า 40 ปี ในราคาไม้ละ 1 บาท ก่อนรีแบรนด์ใหม่เป็น “นวลหมูปิ้ง” ถึงปัจจุบันแม้จะขยับราคาไปตามยุคสมัย แต่ยังคงได้รับความนิยมจากลูกค้ามากมาย โดยสามารถขายได้พีกสุดถึงวันละ 1,500 ไม้ อีกทั้งยังได้ทายาทรุ่น 2 คุณเซฟ-นภาวรรณ แก้วสุข มาช่วยต่อยอดให้ร้านเป็นที่รู้มากขึ้นจากการทำการตลาดออนไลน์ ขายดีลิเวอรี ทำซอสหมักหมูปิ้งสำเร็จรูป และแพ็กซีลสุญญากาศส่งหมูปิ้งไปไกลถึงต่างประเทศ จุดเริ่มต้น คุณเซฟ เล่าว่า เมื่อก่อนแม่ของเธอเป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อทำงานประจำ พ่อเลยหาอาชีพให้แม่ทำ โดยนำสูตรหมูปิ้งกะทิโบราณ ที่ทำให้ลูกๆ กินเป็นประจำมาปิ้งขายหน้าบ้าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน 5 แห่งคือ โรงเรียนซางตาครู้สศึกษา โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ โรงเรียนแสงอรุณ โรงเรียนวัดประยุรวงศาวาส และโรงเรียนอนุบาลวรรณบูรณ์ศึกษา “พ่อเป็นคนหมักหมูให้แม่ปิ้งขายตอนเช้าก่อนเด็กเข้าเรียน และช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ขายมาตั้งแต่ไม้ละ 1 บาท หมูกิโลกรัมละ 22 บาท เอามาปิ้งด้วยเตาถ่าน ขายดีมากๆ เหม
เมนูฮอตฮิตติดหูจริงๆ คือ ต้มยำกุ้งและผัดไทย พูดไปคนรู้เลยว่านี่คือเมนูจากประเทศไทย เชฟวินหวังว่า สักวันหนึ่ง “ข้าวซอย” จะได้มีโอกาสเป็นเหมือนต้มยำกุ้งและผัดไทย ที่แค่ได้ยินชื่อข้าวซอย ก็รู้ทันทีเลยว่ามาจากประเทศไทย ความฝันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงผลักดันของเชฟหนุ่มไฟแรง ที่อยากจะพาร้าน Khao-Sō-i ข้าวโซอิ ของตนเองมาเปิดขายในที่แห่งนี้ แล้วในที่สุด เขาก็ทำได้ Khao-Sō-i ข้าวโซอิ ร้านดังจากเชียงใหม่ ที่นำเสนอเมนูข้าวซอยในรูปแบบใหม่ ผสมผสานวัฒนธรรมอาหารไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน พร้อมคอนเซ็ปต์ที่เจ้าของร้านอย่างเชฟวิน ได้กล่าวเอาไว้ว่า “อยากจะพาข้าวซอยไทยไปไกลถึงเวทีโลกให้ได้” เชฟวิน ศรีนวกุล เชฟนักธุรกิจ ได้นั่งพูดคุยพร้อมบอกถึงที่มาของการตัดสินใจมาเปิดสาขาที่สยามพารากอนว่า ปกติมาหาทานข้าวที่สยามพารากอนอยู่บ่อยๆ แล้วคิดว่า สักวันหนึ่งอยากจะพาร้านข้าวโซอิมาเจิดจรัสที่แห่งนี้อย่างเขาบ้าง ในช่วงแรกยังเกิดความกังวล ด้วยที่มาจากต่างจังหวัด ยังไม่เข้าใจในเรื่องของค่าเช่าที่เท่าไหร่นัก เลยตัดสินใจเปิดเป็น Stand Alone ก่อน เมื่อทุกอย่างพร้อม จึงเดิน
ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ บรรดาคนรุ่นใหม่ในเมืองกุ้ยหยาง เมืองเอกของมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ต่างนิยมใช้ชีวิตตามวิถี “กาแฟยามกลางวัน สังสรรค์สุรายามค่ำคืน” (Coffee by Day, Beer by Night) วัฒนธรรมนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างสีสันให้กับบรรยากาศวันหยุดของเมือง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจการบริโภค โดยร้านกาแฟท้องถิ่นอย่างร้าน “กัปตัน จอร์จ” (Captain George) มีลูกค้าเข้าใช้บริการอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าตรู่ เหล่านักท่องเที่ยว รวมถึงผู้ที่เดินทางมาจากกรุงปักกิ่งต่างประทับใจในคุณภาพที่เหนือระดับของวงการกาแฟในกุ้ยหยาง ผู้ก่อตั้งคาเฟ่แห่งหนึ่งของกุ้ยหยางยังได้รับรางวัลการแข่งขันดริปกาแฟชิงแชมป์โลก (World Brewers Cup) ประจำปี 2025 อีกทั้งร้านกาแฟต่างๆ ยังมีการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกับวัตถุดิบพื้นเมือง อาทิ ผลกุหลาบป่า (Roxburgh Rose) และผักคาวตอง ซึ่งได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูง แม้ว่ากุ้ยหยางจะไม่ได้ผลิตเมล็ดกาแฟเอง ทว่ากลับมีคาเฟ่มากกว่า 3,000 แห่ง และมีบุคลากรดีกรีแชมป์ระดับประเทศและระดับสากลทั้งด้านการคั่วและการชงกาแฟมากกว่า 10 ราย ขณะท
#MadeinThailand เรื่องราวสินค้าแบรนด์ไทยที่น่าจับตารายนี้ เป็นเรื่องราวจากอาชีพผู้รับเหมาตกแต่งภายในสู่ธุรกิจเกษตรอนาคตไกล ซึ่งฟังดูอาจเป็นเส้นทางที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด แต่สำหรับ คุณณิชชา สารพุทธิเดชา นี่คือจังหวะที่โชคชะตาและโอกาสเดินเข้ามาพบกันพอดี จุดที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่วงการ “ดอกไม้กินได้” และล่าสุด กลายเป็นแบรนด์เบอร์ต้นๆ ของตลาด โดยใช้เวลาไม่นานนัก คุณณิชชา เล่าให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า ย้อนไปราว 2 ปีก่อน มีโอกาสไปดูงาน Pitching อาชีพ ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี เป็นงานที่รวมเอาความคิดสร้างสรรค์และอาชีพรูปแบบใหม่จากคนรุ่นใหม่หลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และที่นั่นเอง เธอเจอ “น้องๆ 2 คน” ที่ตั้งใจจะปลูกดอกไม้ขายโดยมีนวัตกรรมยืดอายุการจัดเก็บเข้ามาเพิ่มมูลค่า เป็นไอเดียที่ทั้งสดใหม่และน่าจะไปได้ไกล เธอจึงตัดสินใจชวนมาทำบริษัทด้วยกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แบรนด์ At Flower-Edible Flower Farm อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าช่วงเวลานั้นแทบไม่รู้จักธุรกิจนี้เลย รู้เพียงว่า “ดอกไม้กินได้” เริ่มเป็นที่นิยมในโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ระดับพรีเมียม แต่หากนำมาผสานกับนวัตกรร
ท่ามกลางกระแสคราฟต์ช็อกโกแลตที่กำลังเติบโตในไทย คนส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจในงานคราฟต์มากขึ้น ว่าเป็นเหมือนงานศิลปะ ต้องใช้เวลา และมีขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับหนึ่งแบรนด์น้องใหม่ที่น่าจับตามอง ก่อตั้งโดย คุณนนท์-พลิน กระโทกนอก และ คุณเฟรนด์-ปาวีณา บำรุงบุตร เจ้าของ Mira Chocolate แบรนด์ที่เกิดจากการที่เขาทั้งคู่ตัดสินใจกลับมาสานต่อสวนโกโก้ของคุณพ่อ ให้กลายเป็นคราฟต์ช็อกโกแลตที่เข้าถึงง่าย จุดเริ่มต้น ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ ทำให้คุณพ่อของคุณนนท์ตัดสินใจเลือกปลูกโกโก้แซมในไร่ ชื่อว่า ‘โกโก้ฟาร์มลำตะคอง’ หลังจากนั้นคุณพ่อก็เริ่มต่อยอด นำโกโก้ไปลองแปรรูปในหลายๆ รูปแบบ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจ และมีโอกาสได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เรียนรู้การทำช็อกโกแลต และเริ่มมีคนสนใจมาซื้อเมล็ด จากตอนแรกที่เริ่มปลูกแค่ในแปลง ปัจจุบันมีประมาณ 20,000 ต้น กระทั่งคุณนนท์ที่เรียนจบด้านดนตรี และได้ไปเรียนต่อด้านภาษาที่เมลเบิร์น จนได้ลองทำร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ เขาจึงเกิดไอเดียอยากลองทำธุรกิจของตัวเองดู “เราเห็นว่าพ่อทำสวนโกโก้ เลยคิดว่
ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเวลาไถฟีดในไทม์ไลน์ตอนนี้ คงหนีไม่พ้นคลิปที่ดูเกินจริง เพราะสร้างจาก AI หรือรูปภาพที่มองแล้วดูแปลกตา สิ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาแทรกซึมมากขึ้น จนบางครั้งแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนของจริง อันไหน AI แต่การนำ AI มาใช้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง เพราะสามารถช่วยลดต้นทุน และประหยัดเวลาไปได้อย่างมหาศาล ส่วนอีกแง่มุมหนึ่งที่ AI ยังไม่เป็นที่ยอมรับนั่นคือ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ที่หลายคนมองว่านี่เป็นการลดทอนคุณค่าของงานศิลป์หรือเปล่า? AI กับงานศิลปะ ล่าสุดกับเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ เมื่อมียูทูบเบอร์ชื่อดัง อย่าง ‘จันเรด’ เจ้าของช่อง RedremasteRed และ FE0000 ได้ออกมาพูดถึงหลายแบรนด์ที่มีการนำ Generative AI มาใช้ในเชิงพาณิชย์ ในซีรีส์ “ของฝากนักก็อป AI” หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “เกมการ์ดโอฮาน่า” โดยประเด็นในคลิปได้มีการพูดถึงเรื่องของการนำ AI มาใช้ในผลงาน พร้อมกับตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและราคา โดยจันเรดมองว่าหากใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและเวลา แต่ทำไมถึงกลับตั้ง
จะว่าไป คนยุคนี้เมื่อมีอายุเลย 60 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขเกษียณการทำงานอย่างเป็นทางการ หลายๆ ท่านยังมีเรี่ยวมีแรง และมีความรู้-ความสามารถ ไม่แพ้คนหนุ่มสาวสักเท่าไหร่ ผู้อาวุโส จำนวนไม่น้อย จึงพยายามหางานอดิเรก หรือแม้แต่ “อาชีพหลังเกษียณ” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะไม่อยากปล่อยเวลาให้นับถอยหลัง ผ่านไปอย่างไร้ค่า “ชื่อ จันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป เป็นข้าราชการบำนาญ เกษียณแล้ว เลยหาช่องทางให้ตัวเองว่าในความรู้ความสามารถของเรา สามารถทำอะไรได้บ้าง” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ ที่ใช้คำเรียกแทนตัวว่า “ป้าจิ๊ก” เริ่มบทสนทนาอย่างนั้น ก่อนย้อนที่มาของ “อาชีพหลังเกษียณ” ซึ่งเลือกทำมาถึงทุกวันนี้ให้ฟัง มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพประจำตัว โดยมีคำแนะนำจากแพทย์ทางเลือก ให้ทานผักใบเขียวเป็นประจำจะทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ซึ่งผักที่พอนึกออก เห็นมีแต่คะน้า แต่เธอไม่ชอบลักษณะ “เหม็นเขียว” ของมันมาก กระทั่งราว 7 ปีก่อนหน้า มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับ “เคล-Kale” ผักใบเขียวที่ไม่เหม็นเขียวมากนัก เลยใช้เวลาว่างทำการศึกษา ก่อนแบ่งพื้นที่ข้างบ้านทำแปลงและลงมือปลูก เมื่อได้ผลผลิตแล้ว นำมาปั่นกับผลไม้ ดื่มเป็นประจำตั้งแต่นั้นม
“เมนูทานง่าย แต่ไม่ธรรมดา” สะท้อนความเป็น “หลุยส์วาณิชย์” ร้านอาหารชื่อดังย่านบรรทัดทองได้เป็นอย่างดี แม้จะเปิดมา 2 ปีกว่า แต่หลุยส์วาณิชย์สามารถครองใจลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่แวะเวียนมาชิมเมนูสตรีตฟู้ดหลากหลาย จนเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จ ถึงปัจจุบันหลุยส์วาณิชย์เติบโตขึ้นอีกขั้น เมื่อผู้บริหารเจนใหม่ พาร้านตึกแถวไปเปิดสาขาในพารากอน พร้อมยกระดับความพรีเมียมทั้งวัตถุดิบ การบริการ และบรรยากาศยุค 90 ที่มากไปด้วยเสน่ห์ ในคอลัมน์ Young Entrepreneur “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอพาไปพูดคุยกับ แจม-ภัณฑิรา ลีฬกาญจนากุล หนึ่งในผู้บริหารวัย 29 ปี ถึงจุดเริ่มต้น และกลยุทธ์ปั้นหลุยส์วาณิชย์เติบโต จุดเริ่มต้นหลุยส์วาณิชย์ แจม เริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงการปั้นหลุยส์วาณิชย์ เธอและหุ้นส่วนอีก 2 คน เข้าไปเปิดร้านในบรรทัดทองก่อนจะมีกระแสนิยม เพราะอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้เห็นว่าจะเป็นทำเลทองในอนาคต และพอได้เข้าไปเปิดจริงๆ ก็กลายเป็นร้านที่ติดตลาดและเป็นที่จดจำของลูกค้า ซึ่งหลุยส์วาณิชย์ ไม่ใช่ธุรกิจแรกของแจม ก่อนหน้านี้ เธอเปิดร้านอาหารเกาหลีออนไลน์ และขยายสู่หน้าร้านที่สยาม จากนั
