SMEs
“อยากให้ผู้ป่วยลุกขึ้นมาใช้ศักยภาพของตัวเอง ใช้ความถนัด และแรงบันดาลใจจากประสบการณ์เป็นโรคมะเร็งมาส่งต่อให้ผู้อื่น แชร์กับคนในสังคมผ่านรูปแบบของการทำศิลปะ” คุณออย ไอรีล ไตรสารศรี ผู้ก่อตั้ง Art for Cancer (อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์) เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เมื่อ 5 ปีก่อน เธอป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ต้องต่อสู้และผ่านกระบวนการรักษาต่างๆ มากมาย มะเร็งทำให้ทัศนะคติการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป มีแรงบันดาลใจที่อยากจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ คือ ธุรกิจเพื่อสังคมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในด้านกำลังใจ และทุนทรัพย์ ผ่านรูปแบบโครงการและการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผู้ป่วยโดยใช้ศิลปะที่คุณออยเรียนจบด้านนี้มาโดยตรงเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรม ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นสื่อกลางในการสร้างทัศนคติที่ดี รวมถึงการสร้างชุมชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง อาจจะรักษาหายแล้วหรือยังเป็นอยู่ รวมถึงญาติ ผู้ดูแล เป็นตัวกลางกับภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงคนในสังคมพร้อมจะช่วยเหลือผู้ป่วย ประสานในเรื่องของการทำกิจกรรม การทำสินค้า และบริการ &
แหล่งปลูกกะหล่ำปลีส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือตามดอยต่างๆ ซึ่งปลูกกันมากในจังหวัดที่มีดอยสูง อากาศหวานเย็น เช่น น่าน แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น บนพื้นที่ราบสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้เช่นกัน แต่จะเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากับที่ปลูกบนดอยสูงมีอากาศหนาวเย็น ซึ่งกะหล่ำปลีจะห่อหัวได้แน่นสวยและให้รสชาติที่ดีกว่า ชาวม้งบนดอยมีความคุ้นเคยและความชำนาญในการปลูกกะหล่ำปลีมายาวนาน จนเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพเกษตรกรรมนอกเหนือไปจากการปลูกข้าวโพด สตรอเบอรี่และผักเมืองหนาวอื่นๆ การปลูกกะหล่ำปลีจึงเป็นพืชหลักของชาวม้งและรับประทานกะหล่ำปลีกันประจำ จนมีการล้อกันถึงการขู่ให้เด็กม้งที่งอแงชอบร้องไห้ว่า “ถ้าไม่หยุดร้องไห้ จะต้มกะหล่ำให้กิน” เด็กเงียบเป็นปลิดทิ้งนั้นเป็นเพียงการพูดต่อกันมาเล่นๆ จริงหรือไม่จริงไม่ยืนยัน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างกะหล่ำปลีกับชาวม้งที่อยู่คู่กันมาเนิ่นนาน หากไปเที่ยวหมู่บ้านชาวม้ง ถ้าเห็นชาวม้งก็จะต้องเห็นสวนกะหล่ำปลีด้วยเสมอ ลำปาง ไม่ใช่แหล่งปลูกกะหล่ำปลี ถึงแม้จะมีชาวม้งอาศัยอยู่ในบางอำเภอบ้างก็ตาม ลำปางเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญในภาคเหนือ กะหล่ำปลีจึงไม่ใช่พืชที่
“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับไหมอีรี่ ตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าไหม สบู่ล้างหน้า สบู่เหลว แชมพูสระผม ครีมนวดผม และโลชั่นทาผิว ชื่อแบรนด์ “S and N Farm” อีกทั้งยังเปิดร้านขายสินค้าเกษตรด้วย” คุณสุเมธ มาสขาว ผู้ประกอบการหนุ่มวัย 26 ปี แจกแจงกิจการของเขา ซึ่งเพิ่งเริ่มธุรกิจยังไม่ถึงปี โดยเลี้ยงไหมอยู่ที่บ้านหนองพะโลน ตำบลทุ้งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 บาท นับเป็นคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาโดยตรงในการประกอบอาชีพ ซึ่ง คุณสุเมธ มาสขาว นั้น จบปริญญาตรี สาขากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และเพิ่งจบปริญญาโท สาขาและมหาวิทยาลัยเดียวกันในปีนี้เอง คุณสุเมธ มาสขาว (ขวา) และน้องชาย เจ้าตัวเล่าที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจไหมป่าอีรี่ว่า ตอนเรียนอยู่ปีที่ 3 ในระดับปริญญาตรี ได้ทำปัญหาพิเศษเกี่ยวกับไหมป่าอีรี่ ตอนแรกไม่รู้จักว่าไหมป่าอีรี่คืออะไร มีหน้าตาแบบไหน แล้วกินอะไร สามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง แต่พอได้มาศึกษาอย่างจริงจังกับรู้ว่าไหมป่าอีรี่ตัวนี้มีประโยชน์หลายอย่างมาก ยกตัวอย่าง เส้นไหมนำ
ไม่กี่วันก่อน ตอนไปท่องเที่ยวที่จังหวัดที่จันทบุรี มีโอกาสได้ชิม ข้าวคลุกพริกเกลือ ฟังชื่อแล้วงงๆ ที่จริงคือข้าวคลุกพริกน้ำส้มเสิร์ฟกับอาหารทะเล ในงานเขามีน้ำจิ้มซีฟู้ดสำเร็จมาออกบู๊ธด้วย ทำให้เรื่องมากขึ้นหน่อย เป็น “ข้าวคลุกพริกเกลือมหาสมบัติ” คือ มีอะไรใส่หมด กุ้งลวก ปลาหมึก ลูกชิ้น ปลาทะเล พวกนี้ลวกเตรียมไว้ ของผมใส่ปูอัดด้วย ใช้ข้าวหุงสวย ขอเป็นข้าวเก่าเม็ดงาม น้ำมันลงกระทะ กระเทียมเจียว ตามด้วยข้าวคลุกๆ แล้วราดน้ำจิ้มซีฟู้ดลงไปตามสะดวก ทีนี้เพิ่มความกลมกล่อม และเสน่ห์ความหอมเหนืออื่นใคร เตรียมน้ำปลาดี เร่งไฟให้กระทะร้อน โชยน้ำปลาลงข้างกระทะ ควันจะฉุยขึ้นทันที ทีนี้ล่ะครับ หอมไปเจ็ดบ้านแปดบ้าน คลุกข้าวให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย ประดับด้วยของทะเล ใบผักชี น้ำจิ้มซีฟู้ด รับรองเป็น ข้าวคลุกพริกเกลือ ที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมา แถมท้ายน้ำจิ้มซีฟู้ดมี กระเทียม รากผักชี อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสวน 1 ช้อนโต๊ะ โขลกให้ละเอียด น้ำมะนาว น้ำกระเทียมดอง น้ำปลา อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ปั่นละเอียดก็ได้ แซ่บครับ
ช่วงบ่ายของวันทำงาน “คุณอร-คุณติ๊ก-คุณปุ๊” สามสาวพี่น้อง เจ้าของร้าน Together(ทูเก็ตเตอร์) กรุณาสละเวลามาต้อนรับและนั่งพูดคุยด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง โดยคุณอร ในฐานะพี่ใหญ่ อาสาเป็นคนให้ข้อมูลเริ่มต้นว่า พื้นเพดั้งเดิมอยู่จังหวัดอุดรธานี ตัวเธอเคยรับราชการครู ส่วนคุณติ๊ก มีฝีมือด้านเบเกอรี่ จึงมักมีออเดอร์ขนม ส่งตามหน่วยงาน แต่ยังไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง กระทั่งเมื่อสิบปีก่อน พี่น้องสามคนหารือกันว่าน่าจะลงทุนทำธุรกิจเบเกอรี่อย่างที่ถนัด และหากสามารถเปิดร้านตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อย่าง หัวหิน ได้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นคงไม่ยากเกินเอื้อม หลังจากตัดสินใจแน่วแน่ สามสาวพี่น้อง จึงนำเงินมาลงหุ้นกันคนละ 5 แสนบาท ก่อนมองหาทำเลเหมาะๆ จนมาพบห้องแถวย่านตลาดโต้รุ่งตอนบน ใจกลางหัวหิน ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นโรงน้ำแข็งมาก่อน เมื่อตัดสินใจเช่าต่อจึงต้องทำการปรับปรุงตัวอาคารใหม่หมดเอง คุณอร-คุณปุ๊-คุณติ๊ก สามพี่น้องเจ้าของกิจการ เปลี่ยนโฉมอาคารให้สะอาดสะอ้านสมกับความต้องการให้เป็นหน้าร้านเบเกอรี่กึ่งคอฟฟี่ช็อปได้แล้ว จึงทยอทำสินค้าออกมาจำหน่าย ทั้งเค้ก ขนมปัง และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ปราก
อดีตพนักงานประจำ ตัดสินใจทิ้งเงินเดือนหลักแสน ผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลางขายผัก – ผลไม้พร้อมทาน เสิร์ฟใส่กล่องสร้างแบรนด์ Oh! Veggies (โอ้! เวจจี้) สินค้าขายดี ผักสลัดพร้อมทาน มะม่วงน้ำปลาหวาน ฝรั่งน้ำตาลปี๊บ มะเขือเทศเชอร์รี่จิ้มพริกเกลือ ส่งขายห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ธุรกิจขายสุขภาพ แม้จะปลูกผักไม่เป็น แต่รายได้ทะยานนับร้อยล้านบาท คุณวุฒิชัย เจริญศุภกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังผัก จำกัด เจ้าของผัก – ผลไม้พร้อมทานแบรนด์ Oh! Veggies (โอ้! เวจจี้) เท้าความว่า ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ตำแหน่งฝ่ายการตลาด เงินเดือนหลักแสน ทั้งๆ ที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะมีลูกเล็กที่ต้องดูแล อีกทั้งภรรยาไม่ได้ทำงาน แต่ด้วยความอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้ต้องกล้าเสี่ยง โดยนำต้นทุนความรู้ในงานประจำ และความเชื่อว่าสินค้าเพื่อสุขภาพมีอนาคตไกลแน่ เลยไม่รอช้าเร่งหาสินค้าป้อนตลาด ราวปี 2550 โจทย์ของหนุ่มออฟฟิศ คือ มองหาสินค้าสุขภาพเสิร์ฟคนเมือง ชายหนุ่ม บอกว่า ลองดูในซุปเปอร์มาร์เก็ต พบว่า “ผักสลัด” มีจำหน่าย แต่ “ผักสลัด” พร้อมทานยังไม่มีขาย อีกทั้งผักเกือบทั้งหมดปลูกแบบ“ไฮโดรโปนิ
หากพูดถึงพืชเศรษฐกิจสำคัญของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ คงจะหนีไม่พ้นการทำสวน “ยางพารา” และการทำ “นาข้าว” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคุ้นชินเนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ยึดการทำสวนยาง และนาข้าวเป็นอาชีพหลักมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ การขายยางพารายังสามารถสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกษตรกรอีกด้วย แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องของราคายางพาราที่ตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรหลายรายเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว มาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้แก่ตนเองและครอบครัว ทำให้นอกจากยางพาราและนาข้าวที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดบึงกาฬแล้ว “การทำเกษตรแบบผสมผสาน” ก็ถือเป็นการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คุณยุทธการ บุญประคม (คนที่ 3 จากซ้าย) และเกษตรกรในโครงการ คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล และ คุณยุทธการ บุญประคม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวไรซ์เบอร์รีอู่คำ บึงกาฬ และประธานโครงการปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์ โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ร่วมให้ข้อมูลว่า โครงการ “แปลงผักกางมุ้งอินทรีย์”ที่ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นอีกโครงการหนึ่งท
ในปี 2560 จังหวัดบึงกาฬ มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 1.69 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62.67 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 8.09 แสนไร่เศษ คิดเป็นร้อยละ 48 ของพื้นที่ สัดส่วนประเภทสาขาอุตสาหกรรมที่มีการลงทุน มีเงินลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาง จำนวน 3.9 พันล้านบาท คิดเป็น 88.36 เปอร์เซ็นต์ นับว่าจังหวัดบึงกาฬเป็นแหล่งวัตถุดิบยางพาราที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามจุดทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ที่ว่า “ศูนย์กลางการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราด้วยนวัตกรรม” คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอำเภอศรีวิไลส่วนใหญ่ปลูกยางพาราเป็นหลัก รองลงมาเป็นการทำนา และมีเกษตรกรบางรายแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกไม้ผลเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในขณะนี้ได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการแบ่งพื้นที่มาปลูกไม้ผล เช่น มังคุด เงาะ และทุเรียน เพราะเป็นพรรณไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอำเภอศรีวิไล “ตอนนี้มีเกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาสนใจในเรื่องการปลูกไม้ผล และที่สำคัญทำจนประสบผลสำเร็จให้ผลผลิตขายได้ ไม่ว่าจะเป็นมังคุดหรือเงาะ โด
ในยุคปัจจุบันนี้ เป็นยุคแห่งดิจิตอล ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ให้เกิดการทำงานที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมาพร้อมกับสังคมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบที่มักพบได้ในสังคมเมืองโดยเฉพาะ สังคมคนกรุงเทพฯ หรือแม้ในต่างจังหวัดเองที่เป็นแหล่งชุมชนต่างๆ ก็มักจะพบเห็นคล้ายๆ กันคือ การจราจรที่ติดขัด ที่มักจะเร่งรีบกับการเดินทางเพื่อไปทำงาน ไปโรงเรียนเพื่อส่งลูกหลาน การจับจ่ายใช้สอย หรือการติดต่อธุระต่างๆ เป็นต้น อุปกรณ์ในการทำสวนขวด เช่น หิน ปากคีบหรือฟอร์เซป และตุ๊กตาประดับ การดำเนินชีวิตเช่นนี้ทุกวันของมนุษย์ยิ่งทำให้ต้องการความสะดวกและรวดเร็วเป็นสำคัญ จนทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้ากับการปฏิบัติกิจกรรมเช่นนี้ตลอดสัปดาห์ ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมักจะแสวงหาความสุขในสุดสัปดาห์ เช่น การออกไปพักผ่อนต่างจังหวัด การไปเที่ยวตามธรรมชาติต่างๆ หรือแม้แต่การนอนพักอยู่ในห้องเฉยๆ เท่านี้ก็จะสามารถช่วยลดความตึงเครียดที่มีให้ผ่อนคลายลงไปบ้างเพื่อชาร์ตแบตให้กับตนเองเพื่อให้พร้อมรับมือกับงานในวันถัดไปอย่างเต็มที่ แต่เนื่องด้วยวันหยุดที่เข้ามาถึงในทุกๆ สัปดาห์นั้น มน
หมูกระทะ อาหารยอดนิยมสไตล์คนไทย กินได้ทุกเทศกาล กลายเป็นอาหารแห่งชาติไปโดยปริยาย นอกจากอิ่มท้องแล้วร้านหมูกระทะยังเป็นแหล่งนัดแนะรวมตัวกันของคนทุกเพศทุกวัย หลายวันก่อนได้ติดตามอ่านรีวิวร้านหมูกระทะในเว็บไซต์ชื่อดัง รีวิวส่วนใหญ่มาจากลูกค้าที่แวะเวียนไปชิมกันแล้วทั้งนั้น หลายเสียงติดใจในรสชาติน้ำจิ้มรสแซ่บและน้ำซุปที่กลมกล่อม วัตถุดิบสะอาด ที่สำคัญ ราคาเป็นกันเอง ร้านนี้มีชื่อว่า “จ่าอูหมูเกาหลี” ใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน ส่งดีลิเวอรี่จนมีหน้าร้าน จ่าสิบเอก ไชยยันต์ เหมาะดี หรือ จ่าอู เจ้าของร้าน จ่าอูหมูเกาหลี วัย 54 ปี เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังก่อนประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ว่า ได้แนวคิดและไอเดียมาตั้งแต่ปี 2541 หลังได้ลองชิมหมูกระทะซึ่งเป็นเมนูโปรดของตนในร้านแห่งหนึ่ง “สมัยนั้นหมูกระทะยังไม่แพร่หลายนัก หากทำขายและมีบริการส่งดีลิเวอรี่ด้วยน่าจะเป็นอาชีพที่ดีและก้าวหน้าได้ไม่ยาก” จ่าอูใช้เวลาว่างหลังเลิกงานราชการประมาณ 2-3 ชั่วโมง ส่งหมูกระทะดีลิเวอรี่ด้วยมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ขับส่งในกรมทหารวันละ 2-3 ชุด ชุดละ 150 บาท ขายไปเรื่อยๆ กระแสตอบรับจากลูกค้าดีขึ้นตามลำดับ ตัดสินใจซื้อรถกระบ
