SMEs
ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคนี้ ทำให้ผู้คนละเลยเรื่องอาหารการกินอย่างมาก จนก่อเกิดปัญหาสุขภาพตามมา แต่ครั้นจะลงมือทำกับข้าวแต่ละมื้อก็แสนจะยุ่งยาก โดยเฉพาะการซื้อวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งเสียเวลาไม่ใช่น้อยๆ แถมมือใหม่หัดปรุงอากะปริมาณไม่ถูก ซื้อของมาเหลือทิ้งบ้าง ไม่พอบ้าง ลืมโน่นนี่อีก ตอนนี้มีทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ลืมความยุ่งยากในขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบไปได้เลย เพราะมีผู้ช่วยจัดเตรียมให้หมด และจัดส่งถึงหน้าประตูบ้าน แค่นำไปปรุงพร้อมเสิร์ฟก็เป็นอันเสร็จภารกิจเชฟประจำบ้าน เว็บไซต์ The Daily Ardmoreite ระบุว่า บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุง เป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ และมีอาหารให้เลือกหลากหลายประเภท ตั้งแต่มังสวิรัติ น้ำผักผลไม้ปั่น ไปจนถึงเบเกอรี่พร้อมปรุง แอนเดรีย เกรฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนธุรกิจและการตลาด มหาวิทยาลัยโอกลาโฮมาสเตต ระบุว่า ชุดอาหารพร้อมปรุงเหมาะสำหรับผู้ที่สนุกกับการทำอาหาร แต่ต้องใช้เวลาในการปรุง ซึ่งรวมถึงงานเก็บทำความสะอาดด้วย เพียงแต่จะสะดวกกว่า เพราะลดขั้นตอนในการไปเดินซื้อหาวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ บริษัทผู้ให้บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเนื้อที่ 2 ไร่ติดชายเขาพื้นที่หมู่ 5 ต.ควนสะตอ อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งประกอบด้วยพืชผักและพรรณไม้นานาชนิด ที่ปลูกอย่างผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน น.ส.ฟ้าใส บุญส่ง เจ้าของฟ้าใสฟาร์ม วัย 42 ปี เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า “ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ขณะนั้นสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านการส่งเสริมกรเกษตรจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) เริ่มอาชีพการเป็นนักวิจัยอิสระ ควบคู่กับทำงานประจำ และได้ศึกษาแนวทางเกษตรธรรมชาติของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เจ้าของแนวคิดชาวญี่ปุ่น กระทั่งเล็งเห็นว่าปัจจุบันคนเรามีอายุเฉลี่ยที่สั้นลง เนื่องจากกินพืชผักที่มีสารพิษไปสะสมในร่างกาย จึงผันตัวมาทำการเกษตรที่ปลอดภัย ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ โดยมีความตั้งใจแน่วแน่มาทำการเกษตรตามแนวทางเกษตรธรรมชาติ ซึ่งเน้นให้การเพาะปลูกพืชทุกชนิดเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น” น.ส.ฟ้าใส กล่าวต่อว่า จากนั้นในปี 2554 ได้เข้ามาซื้อที่ต่อจากเจ้าของเดิมบนพื้นที่ 2 ไร่ ลงมือลงแรงร่วมกับนายนิเวศ ชายฝั่ง ผู้เป็นคู่ชีวิต ซึ่งลาออกจากงานประจำตำแหน่งนักพัฒนาองค์กรเอกชนมาช่วยกันปรับเปลี่ยนพื้นท
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กระแสการรักสุขภาพเป็นเรื่องที่คนไทยให้ความสนใจและหันมาตื่นตัวดำเนินชีวิตใหม่ ปรับวิธีการรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย สินค้าขายดีติดลมบน และขายได้ราคาสูง คือ พืชผักที่ปลูกดูแลในระบบเกษตรปลอดภัย พืชผักอินทรีย์ รวมทั้งพืชผักสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผักโมโรเฮยะ มีคุณค่าสารอาหารสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก “ฮาร์โมนี่ ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม” ซึ่งเป็นฟาร์มผักปลอดสารพิษใกล้บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้นำเข้าเมล็ดผักโมโรเฮยะมาจากประเทศอียิปต์ ในราคาก.ก.ละ 10,000 บาท ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมี ปลูกผักโมโรเฮยะส่งขายทั้งในประเทศและส่งออก โกยรายได้กว่าปีละ 100 ล้านบาททีเดียว รู้จัก “ผักโมโรเฮยะ” ผักโมโรเฮยะ ได้ชื่อว่า เป็นผักของพระราชา ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ เนื่องจากเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ เส้นใยรวมอยู่มาก โดยเฉพาะ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน แคลเซียม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเป็นผักที่มีเส้นใยอาหารรวมอยู่มาก ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคผักโมโรเฮยะกันอย่างแพร่หลาย โดยนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เช่
พลิกโฉมวงการเกษตรไทยด้วยน้ำมือของคนรุ่นใหม่ คุณอ๊อบ-ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ เจ้าของฟาร์มฮอปส์ (Hops) พันธุ์ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งมีใบและดอก ซึ่งดอกฮอปส์มีคุณสมบัติเป็นเสมือนสารกันบูดจากธรรมชาติ ให้รสขมและกลิ่นที่เฉพาะตัว นิยมนำไปใส่ในคราฟท์เบียร์ ช่วยให้รสชาติและกลิ่นมีเสน่ห์มากขึ้น Deva Farm คือ ฟาร์มปลูกฮอปส์แห่งแรกในไทย นอกจากนั้นยังปลูกผัก ผลไม้ ไฮโดรโปนิกส์ ตั้งอยู่ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี คุณอ๊อบ ณัฐชัย ปัจจุบันอายุ 36 ปี อดีตเคยเป็นเจ้าของบริษัทผลิตซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นสำหรับโทรศัพท์มือถือนาน 13 ปี ก่อนจะหันหลังให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือน แล้วมาสวมบทบาทเกษตรกรปลูกฮอปส์ในโรงเรือน หนึ่งในวัตถุดิบสำคัญในการทำคราฟท์เบียร์แห่งแรกในเมืองไทยเมื่อปี 2558 “ผมเป็นคนชอบดื่มเบียร์ เคยไปเรียนทำคราฟท์เบียร์ เลยรู้ว่าดอกฮอปส์เป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักของการทำเบียร์ ซึ่งมี 4 อย่าง คือ มอลต์ ฮอปส์ ยีสต์ และน้ำ ซึ่งฮอปส์ปลูกได้เฉพาะในเมืองหนาว แต่ด้วยความอยากท้าทาย เลยลองสั่งเหง้าฮอปส์จากสหรัฐอเมริกา 10 เหง้า เป็นเงิน 10,000 กว่าบาท นับเป็นครั้งแรกที่ลองปลูก ฮอปส์ในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนชื้น” โด
ทั้งๆ ที่ นรินทร์ ศรีมรกตมงคล ได้เลื่อนยศเป็นนายดาบหลายปีแล้ว แต่เนื่องจากเป็นจ่าอยู่นาน ใครต่อใครจึงเรียกเขาว่า จ่านรินทร์ ปัจจุบันจ่านรินทร์เป็นตำรวจอยู่ที่สภ.เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นตำรวจที่ค่อนข้างนอกคอก เพราะเป็นตำรวจอย่างเดียว ไม่ชอบ แต่กลับใช้เวลาว่างจากหน้าที่ไปปลูกกาแฟ ไร่กาแฟของจ่านรินทร์อยู่ทางไปเขาค้อห่างจากถนนใหญ่ หล่มสัก-เพชรบูรณ์ ประมาณ 20 กิโลเมตร ใกล้กับบริเวณที่ถูกเรียกว่าเนินมหัศจรรย์ ที่นักท่องเที่ยวรู้จักดี จ่านรินทร์เริ่มต้นปลูกกาแฟและผลิตเมล็ดกาแฟมาเพียง 7 ปี แต่สามารถมีลูกค้าทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ผู้ที่ซื้อเมล็ดกาแฟสดคั่วบดของจ่านรินทร์จะนำไปชงขาย บางรายก็ไปตั้งชื่อกาแฟเป็นยี่ห้อใหม่ของตัวเอง จ่านรินทร์ก็ไม่ว่า เพราะเป้าหมายจริงๆ ของจ่านรินทร์ก็คือขายส่ง พูดง่ายๆ ก็คือใครต้องการซื้อ จ่านรินทร์ก็ขายทั้งนั้น เป้าหมายอยู่ที่การขาย ไม่ได้หวังชื่อเสียงเหมือนคนผลิตกาแฟบางคน ราคาขายส่งโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 400 บาท จ่านรินทร์มีลูกค้าที่มารับซื้อโดยตรงตอนนี้ประมาณ 80 กว่าราย ก็พอแล้ว คือ พอใจแล้ว ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ยึดมั่น ดูตามฟอร์มแล้ว ตอนแรกผมนึกว่า จ่านรินทร์คงจ
ปลูกทับทิมเพื่อตอนขายประมาณ 1 ไร่เศษ พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูก ได้ 400 ต้น ต้นไม้ทุกต้นถ้าลงดินจะโตไวหาอาหารกินเองได้ ตีสักประมาณ 1 ปี สามารถตอนกิ่งแล้วเอามาลงถุงขายได้ ส่วนเรื่องผลลัพท์ถือว่าคุ้มมาก สมมุติเป็นกิ่งแบบที่เห็น ตุ้มตอนเบ็ดเสร็จเลยถ้าจ้างประมาณ 3 บาท แล้วจะมีไม้เสียบเขาเรียกไม้ร้อย ไม้ 80 ตามความยาว มัดหนึ่งประประมาณ40บาท เฉลี่ยอันหนึ่งประมาณ 40 สตางค์ คือต้นทุนต่อถุง 10 บาท ประเภทว่าจ้างเขามานั่งกรอกแล้วนะ แล้วเราไปขาย 15 บาทเราก็ยังได้กำไร นี่คือราคาที่เขามารับถึงที่ แต่ถ้าเราวิ่งไปส่งเองก็ได้ราคา 28-30 บาท จะเห็นว่าอย่างไรก็ได้กำไร แต่ถ้าตัดขายเป็นกิ่งไปเลย แล้วจะไปทำยังไงก็ได้อยู่ประมาณ 10-15 บาท แล้วแต่ขนาดกิ่งถ้าใหญ่ก็เพิ่มราคาได้ แต่ราคาจะไม่เกิน 15 บาท ขายกันง่ายๆ 10 บาท เพราะว่าเราก็ไม่ได้รับประกันว่ามันจะรอด แต่ถ้าเราใส่อย่างที่ตั้งผลิดอก ออกใบมาแล้ว 25 บาท ขายไปเลยได้แน่นอน วิธีขยายกิ่งพันธุ์ทับทิม ชักร่องปลูก สมมุติว่าเป็นพื้นที่โล่ง ก็ไถเปิดหน้าดิน พอไถเปิดหน้าดินสักพักให้ไถพรวนอีกรอบ เพื่อเตรียมชักร่อง วัดระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1 เมตร ระหว่างร่อง 1.5 เมตร ก็คือ
“แต่ก่อนเคยทำไร่ข้าวโพด 20 ไร่ ต้องใช้ยาและปุ๋ยเคมีมาก อีกทั้งแรงงานหายาก เมื่อขายผลผลิตแล้ว หักลบต้นทุนกำไรไม่คุ้มค่า จึงน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำการเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่ 2 ไร่กว่า สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญา 2 คน” เป็นคำกล่าวที่ภาคภูมิใจของ คุณบุญหย่วน ดีคำวงศ์ เกษตรกรวัย 60 ปี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เมื่อปี 2535 ได้เริ่มนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่ 2 ไร่กว่า บริเวณบ้านของตนเอง โดยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงไก่ จิ้งหรีด และกบ ใช้แรงงานภายในครอบครัว ไม่ต้องจ้างแรงงาน ทุกอย่างที่ปลูกและเลี้ยงได้นำมาประกอบอาหารในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายเป็นรายได้ ปัจจุบันทุกวันจะมีรายได้จากพืชผัก 300 บาท ในรอบเดือนมีรายได้จากการจำหน่ายจิ้งหรีด 4,000-6,000 บาท และในรอบปีจะจำหน่ายลูกกบได้กว่า 50,000 บาท พร้อมกับจำหน่ายผลไม้ในสวนอีกประมาณ 20,000 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เรื่องปุ๋ยและยาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพใช้เอง รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด
“เห็ดโคน” เป็นเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ พบในพื้นที่ป่าทั่วไป จะออกผลผลิตหลังฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน สลับกับมีแสงแดดในอุณหภูมิที่เหมาะสม เมื่อถึงช่วงที่เห็ดโคนออก ชาวบ้านมักจะนิยมเข้าป่าหาเห็ดโคนกัน เพราะมีราคาแพง เป็นเห็ดป่ามีรสชาติอร่อย นำมาปรุงอาหาร ต้มยำ หรือผัดน้ำมันหอย อร่อยมาก ว่ากันว่าดอกตูมๆ กิโลกรัมละ 500-600 บาท ส่วนดอกที่บานแล้วกิโลกรัมละ 250-300 บาท ที่แพงเพราะปีหนึ่งได้กินเพียงครั้งเดียว และที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครที่สามารถนำเห็ดนี้มาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้เลย แต่วันนี้เห็ดโคนถูกนำเชื้อมาเพาะเชื้อได้แล้ว รณรงค์ มงคลการ เป็นผู้นำเชื้อเห็ดโคนมาเพาะเลี้ยงเป็นเห็ดโคนคอนโดสําเร็จแห่งแรก ภายในโรงเรียนวัดท่ามะขาม (ท่ามะขามประชาอุทิศ) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และได้จดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กําลังขยายผลให้ความรู้ออกสู่ชุมชนสร้างรายได้กับนักเรียน โดยหลังทราบข่าว จิตรลดา เนียมรักษา นายกเทศบาลตำบลดอนทราย ได้นำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมทั้งผู้นำชุมชน ประชาชน ผู้ปกครองนักเรียน เข้ามาศึกษาดูงานโครงการเพาะเห็ดโคนคอนโดจากวัสดุจากธรรมชาติจนสำเร็จ จึงเตรียมนำโครงการดังกล่าวไปต่
ในยุคปัจจุบัน คนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ กำลังได้รับความนิยมกับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ และได้หันมาให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหาร “ข้าวอินทรีย์” จึงเป็นทางเลือกทางหนึ่ง ในยุคนี้เวลานี้ คุณภาณุสิทธิ์ มั่นคง ชาวนาในตำบลชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าของรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปีนี้ สาขาอาชีพทำนา ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเริ่มต้นใน ปี พ.ศ. 2553 จากการได้เห็นเกษตรกรรายอื่นในชุมชนที่ใช้สารเคมีทางการเกษตร และต่อมาเกษตรกรรายนั้นได้เสียชีวิตลง จึงเกิดความรู้สึกว่า อาชีพชาวนา นอกจากความยากลำบากแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการรับสารพิษสะสมเข้าสู่ร่างกาย เขาจึงศึกษาค้นคว้าและน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ในการทำนา เพื่อต้องการให้ชาวนาหรือเกษตรกรมีศักยภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง และได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า การผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เขาเลือก โดยปรับเปลี่ยนการทำนาแบบเดิมมาเป็นนาเกษตรอินทรีย์ ลดการใช
อีกหนึ่งผลงาน เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะจากสมุนไพรไทย (POLVERA ANTI-AGEING DRINK) นำทีมโดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผู้ควบคุมและที่ปรึกษา “เติ้ล” นายตรีภพ เฉลิมพร “โบ๊ต” นายวรเมศ ยอดเถื่อน และ “เรียว”นายฉัตรชัย ชนะสัตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คว้าเหรียญเงิน ประเภท Life science ในการประกวด NOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017 ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 82 ทีม จากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ เปิดเผยว่า ทาง มทร.ธัญบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคณะได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ให้นักศึกษาได้ออกไปแสดงศักยภาพ เปิดประสบการณ์อีกมุมมองหนึ่งยังเวทีโลก โดยผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นอีกผลงานที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน เครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะ ของนักศึกษาวิทยา
