SMEs
ไวรัลพลิกชีวิต! จากคลิปช่วยพี่เขยขอแต่งงาน ต่อยอดเป็นธุรกิจ กวาดรายได้สูงถึง 7 แสนบาทต่อเดือน จากความไม่ได้ตั้งใจ แต่กลายป็นไวรัล และต่อยอดมาเป็นธุรกิจเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัว เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของ Lexi Tobin (เล็กซี โทบิน) อายุ 27 ปี อาศัยอยู่ในนิวยอร์กซิตี้ เธอเป็นคนที่ชอบวางแผนในครอบครัวและเพื่อนๆ เสมอ ในปี 2019 เธอช่วยว่าที่พี่เขยวางแผนการขอแต่งงาน โดยสั่งกรอบรูปมาแล้วแขวนไฟไว้ตามซุ้มประตู นำเทียนใส่ในถุงกระดาษแล้วนำไปจัดวางไว้ที่บ้านริมชายหาดของครอบครัว ในรัฐนิวยอร์ก และวันนั้น เธอก็ได้ถ่ายวิดีโอบรรยากาศในวันนั้น 1 ปีต่อมา เธออัปโหลดวิดีโอดังกล่าวลง TikTok แต่เกิดเหตุไม่คาดคิด เพราะว่าภายในเวลา 30 นาที มีผู้คนมากกว่า 100,000 คนรับชมวิดีโอที่มีความยาวเพียง 41 วินาที เธอกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ฉันรู้สึกทึ่งมากกับความตื่นเต้นที่กลายเป็นกระแสไวรัล เพราะมีคนดูกว่า 9 ล้านคนภายใน 48 ชั่วโมง” @lexitobin Engagement #2019 #fyp #foryourpage ♬ Surrender – Natalie Taylor สิ่งนี้กลายเป็นอาชีพเสริม การวางแผนขอแต่งงานของคนอื่นและโพสต์ปฏิกิริยาของว่าที่เจ้าสาวบน Tik
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรามักจะเห็นการเติบโตของแบรนด์ไทยในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวงการ “บิวตี้และสกินแคร์” ที่ไม่ได้เติบโตเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่หลายๆ แบรนด์ยังสามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงตลาดต่างประเทศ โดยใช้ภาพลักษณ์แบรนด์ที่แตกต่างและสินค้าดีมีคุณภาพ ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำยอดขายทะลุ 2,000 ล้านบาท ในปี 2567 ที่ผ่านมา นั่นคือแบรนด์สกินแคร์คนไทย Mizumi (มิซึมิ) ที่มีอายุกว่า 10 ปี เจ้าของคือ คุณหนุย-วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ CEO & Founder, MizuMi ช่วงแรกของแบรนด์ Mizumi ในช่วง 5 ปีแรกของแบรนด์ Mizumi มีการเติบโตมาอย่างช้าๆ เพราะเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่คุณหนุยใช้เงินตัวเองในการเติบโตมาเรื่อยๆ เธอเล่าว่า “จากปีแรกมีรายได้ 2 ล้านบาท แต่ประมาณ 4 ปีให้หลัง แบรนด์ก็เริ่มเติบโตเยอะมากขึ้น โดยปี 2567 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายไปกว่า 2,000 ล้านบาท โดยในปี 2568 ทางแบรนด์ตั้งเป้าโต 30%” โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดแบรนด์ไทยโตขึ้น นั่นก็เพราะ คนไทยหันมาใช้แบรนด์ไทยกันมากขึ้น ทำให้แบรนด์เติบโตได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Mizumi จะเน้นไปที่กลุ่มกันแดดและสกินแคร
บทความโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ “ไอเดียต่างแดน” การได้ “กอด” ใครสักคนในโมงยามที่รู้สึกแย่ๆ หรือเหนื่อยล้า น่าจะช่วยปลอบประโลมจิตใจให้ดีขึ้นได้บ้างในเวลาเพียงไม่กี่นาที บางทีอ้อมกอดนั้นอาจจะไม่ใช่คนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูง แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เราต้องยอมจ่ายแลกกับการฮีลใจ “เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์” หยิบยกเรื่องราวในจีนที่กำลังเกิดกระแสฮิตในหมู่สาวๆ ที่พร้อมจ่ายเงิน 20-50 หยวน หรือราวๆ 100-200 กว่าบาท เพื่อแลกกับการได้กอดหนุ่มๆ เพื่อเติมเต็มความอบอุ่นใจ หนุ่มๆ ที่ให้บริการ “เงินแลกกอด” ถูกเรียกว่า Man Mum ซึ่งเดิมทีหมายถึงผู้ชายที่แข็งแรงและหุ่นล่ำบึกบึน แต่หลังๆ นับรวมถึงความใส่ใจและอ่อนโยนด้วย เมื่อไม่นานมานี้ นักศึกษาสาวรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า เธอรู้สึกเครียดจากการทำวิทยานิพนธ์ และอยากจ่ายเงินเพื่อให้มีหนุ่มสักคนที่แข็งแรงและน่ารักมากอดเธอเอาไว้ ซึ่งโพสต์นี้มีผู้ร่วมแสดงความเห็นอย่างคึกคักกว่า 100,000 ข้อความ นักศึกษาสาวรายนี้ เล่าว่า เธอเคยถูกกอดเพียงครั้งเดียวเมื่อครั้งเรียนชั้นมัธยมต้น และรู้สึกปลอดภัยมากในตอนนั้น ทำให้เธออยากถูกกอดแค่สัก 5 นาที บริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน นั่น
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 มิ.ย. ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ในงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ Thailand Healthcare 2025 ภายใต้ธีม ‘A Better Life : สร้างสุขทุกช่วงวัย’ บนเวทีช่วง Food Therapy : “สุกียากี้รสดีเด็ด” การกลับมาอีกครั้งของเมนูสูตรลับของทางร้าน ที่สูญหายไปกว่า 70 ปี โดย “เฮียนพ รสดีเด็ด” หรือ คุณนพ-สิทธิฉันท์ วุฒิพรกุล คุณนพ กล่าวตอนหนึ่งว่า กิจการก๋วยเตี๋ยวรสดีเด็ดรุ่นคุณพ่อของเขา เปิดมาได้ราว 60-70 ปี โดยประสบความสำเร็จจากเมนู อย่าง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ข้าวราดหน้าไก่ ฯลฯ แต่ความเป็นจริงก่อนหน้านั้น คุณพ่อของเขา เคยขายสุกียากี้ มาก่อน มีร้านอยู่ที่ท่าพระจันทร์ “สูตรน้ำจิ้มสุกี้ ที่คุณพ่อทำขายเมื่อ 70 ปีก่อน คุณแม่ผมยังไม่รู้เลย ซึ่งวันนี้ผมจะเอามาเผยให้ฟังแบบไม่กั๊ก ทุกท่านมาอยู่ในที่นี้ถือว่าโชคดีกว่าแม่ผมอีกนะ” คุณนพ กล่าวบนเวที เรียกเสียงครื้นเครงได้เป็นอย่างดี ก่อนจะเผยสูตรน้ำจิ้มในแบบของเจ้าตำรับรสดีเด็ดให้ฟังว่า วัตถุดิบหลักของน้ำจิ้มสุกี้สไตล์แต้จิ๋ว สูตร 70 ปี แบ่งออกเป็น 3 หมวด หมวดหนึ่งของสด พวกพริก กระเทียม หมวดสองคือ ซอส หมวดสามคือ กลิ่น โด
การสร้างยอดขายทะลุ 1,600 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาของ “ศรีจันทร์” แบรนด์แป้งม่วงในตำนาน ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่เป็นแบรนด์ไทยที่อยู่มานานกว่า 76 ปี แต่ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการเดินหมากอย่างมีกลยุทธ์ในทุกก้าว และมีเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ว่าวันหนึ่งจะต้องเป็น “แบรนด์ไทยระดับสากลที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย” โดย คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด ได้สรุป 4 ความสำเร็จของแบรนด์นับตั้งแต่ ปี 2021-2025 ไว้ดังนี้ 1. แข็งแกร่งในทุกประเภทผลิตภัณฑ์ 2. ออกแบรนด์ “ศศิ” จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ 3. เติบโตระดับ Double Digit ทุกปี และแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ได้สำเร็จ 4. ขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ ตลาดลาวและญี่ปุ่น ศรีจันทร์มีการขยายตลาดสู่ สปป.ลาว โดยมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ตั้งแต่ 2021-2024 อยู่ที่ 112.5% ต่อปี สินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่ในหมวดสกินแคร์ เช่น Moisture Burst Series, Sunscreen แป้งฝุ่นและรองพื้น โดยสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการสนับสนุนกิจกรรม เช่น สนับสนุนการประกวด Miss Universe Laos ในปี 2022-2024 การจัดงานและสนับสนุน Laos Fashion Week 2024
สินค้า “ทุเรียนกรอบ” (ฟรีซดราย) สีเหลืองนวลตาดึงดูดผู้คนแวะเวียนพาวิลเลียนไทยภายในงานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ ครั้งที่ 9 ในเมืองคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันอังคาร กัญจน์ ศรีวรรณวัฒน์ ผู้จัดแสดงสินค้าของไทย กล่าวว่า เขาเข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรกและนำผลิตภัณฑ์ทุเรียนกรอบหรือทุเรียนฟรีซดราย รวมถึงมังคุดฟรีซดราย มาจำหน่ายมากกว่าสิบกล่อง ซึ่งได้กระแสตอบรับที่ดีจากเหล่าผู้บริโภคชาวจีน เบื้องหลังรสหวานหอมนี้คือ “ทางรถไฟจีน-ลาว” ที่ขนส่งทุเรียนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทางรถไฟฯ ได้ขนส่งสินค้ามากกว่า 60 ล้านตัน เมื่อนับตั้งแต่เปิดบริการจนถึงเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งเป็นสินค้าข้ามพรมแดนมากกว่า 13 ล้านตัน ระบบขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิครบวงจร เส้นทางจีน-ลาว-ไทย ช่วยให้การขนส่งผลไม้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่จีนใช้เวลาไม่เกิน 40 ชั่วโมง ขณะรถไฟสินค้าระหว่างประเทศ เส้นทางล้านช้าง-แม่โขง ใช้เวลา 26 ชั่วโมง และลดต้นทุนโลจิสติกส์ร้อยละ 30-50 หน่วยงานการรถไฟท้องถิ่น ระบุว่า มีการขนส่งผลไม้เขตร้อนอย่างทุเรียนและมังคุดผ
เรื่องราวของ “คุณลุงปุณ–พรชัย ปุณณวัฒนาพร” ผู้ที่กล้ากลับมาเริ่มต้นใหม่ในวัยกว่า 60 ปี พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า “อายุไม่ใช่ข้อจำกัด ถ้าใจยังอยากเริ่มใหม่ เพราะแม้ตัวเลขอายุจะเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่คุณค่าของทุกตัวตน ทุกความตั้งใจ และทุกพลังใจ ไม่เคยลดน้อยลง” จากอดีตนักข่าวสำนักดัง สู่บาริสต้ารุ่นใหญ่ คุณลุงปุณ กับบทบาทใหม่ในวัยกว่า 60 ปี ที่ยังเก๋าได้ในแบบของตัวเอง ในยุคที่โลกของการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น การเคารพในตัวตนที่แตกต่าง ล้วนมีคุณค่าไม่แพ้กัน คุณลุงปุณออกจากอาชีพนักข่าวที่ทำมานานกว่า 30 ปี เพื่อใช้เวลาช่วงแรกของวัยเกษียณ หันมาทำเกษตร และดูแลคุณแม่ที่บ้าน ก่อนจะได้เห็นข่าวการเปิดรับผู้สูงวัยของ ซีเจ มอร์ ผ่านโครงการ ซีเจ ซีเนียร์ พลัส วัยเก๋า จึงเริ่มหาข้อมูล และสมัครผ่านไลน์ จากนั้นไปสำรวจสาขาใกล้บ้านด้วยตัวเอง ก่อนจะเริ่มต้นงานด้วยการเป็น ผู้ช่วยบาริสต้า ใน บาวคาเฟ่ (BAO CAFÉ) ที่ ซีเจ มอร์ สาขาเอื้ออาทรมีนบุรี “มันเหมือนผมได้กลับไปวัยเริ่มต้นทำงานอีกครั้ง วันแรกผมยังชงกาแฟหก แต่น้องๆ ก็ให้กำลังใจ บอกว่าไม่เป็นไร เช็ดได้” ประโยคเรียบง่ายจาก
วงการไลฟ์สดไทยว่าคึกคักแล้ว ลองมาดูพี่จีนที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น เมื่อมีการนำ AI Avatar หรือร่างเสมือนจริงมาไลฟ์ขายของแทนคนจริงๆ และสามารถสร้างยอดขายได้อย่างถล่มทลาย ในเวลากว่า 6 ชั่วโมง การใช้ AI Avatar เริ่มต้นมาจาก Luo Yonghao (ลั่ว หยงเฮ่า) ผู้ก่อตั้งบริษัทสมาร์ทโฟน Smartisan ที่หันมาเป็นนักไลฟ์ขายของบนแพลตฟอร์ม Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันจีน เมื่อปี 2020 หลังจากบริษัทประสบปัญหาด้านการเงิน จึงต้องหาทางสร้างรายได้เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นนักไลฟ์ที่โด่งดังในประเทศจีน จากการมีผู้ติดตามบัญชี Be Friends บน Douyin เกือบ 24.7 ล้านคน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลั่ว หยงเฮ่า ได้ไลฟ์สดร่วมกับคู่หู Xiao Mu (เสี่ยว มู่) ซึ่งแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะมีการนำ AI Avatar หรือ จำลองร่างเสมือนจริงของตัวเอง มาไลฟ์ขายของบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Youxuan ของ Baidu ซึ่งร่างเสมือนจริงนี้ สามารถพูดคุยกับผู้ชมได้แบบเรียลไทม์ เป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง และสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 55 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 250 ล้านบาท โดย Wu Jialu หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท Be Friends Holding ของ ลั่ว หยง
จากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สู่ผู้บุกเบิกฟาร์มฮอปส์แห่งแรกของไทย ชวนรู้จัก คุณอ๊อบ-ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “เทพนม (Devanom)” ที่เขาสามารถนำพืชเมืองหนาวอย่าง “ฮอปส์” มาปลูกในไทยได้เป็นรายแรกๆ พร้อมต่อยอดสู่เครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบในไทย 100% ไม่ว่าจะเป็น คราฟต์เบียร์, Mead หรือไวน์น้ำผึ้ง และ สาโท ซึ่งปัจจุบันทำมาแล้วกว่า 11 ปี จุดเริ่มต้น เมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้วคุณอ๊อบทำงานเกี่ยวกับ Software Developer (นักพัฒนาซอฟต์แวร์) แต่แล้วก็มีความรู้สึกว่างานที่ทำมันเริ่มอิ่มตัว ทั้งยังมีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้การที่จะสู้กับตลาดค่อนข้างลำบาก จนได้มาเจอกับ คราฟต์เบียร์ ที่เมื่อลองดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างจากเบียร์ทั่วไป ทำให้เขาเกิดไอเดียนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ เกิดเป็นแบรนด์ “เทพนม” ขึ้นในปี 2014 โดยคำว่า เทพนม หมายถึง การที่อยากให้คนดื่มรู้สึกมีความสุข เหมือนมีเทพนมอวยพรให้ เหมือนกับเวลาที่ทำซอฟต์แวร์ แล้วสิ่งนั้นสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง เปรียบได้กับเวลาเรารินเครื่องดื่มให้ลูกค้า แล้วเขาชอบ มีความสุข ฟาร์มฮอปส์แห่งแรกในไทย เขาเล่าว่า ช่วงแรกที่ได้ลอ
“การท่องเที่ยวที่มันน้อยลง ไม่ใช่เพราะเอกชนเลยนะ เอกชนทำดีที่สุดแล้ว แต่คิดว่าคนที่บอกว่าเป็นผู้นำหรือรัฐบาล เขาไม่โฟกัสกับปัญหา ทั้งที่ต้องทำอะไรที่ชัดเจนกับนโยบายการท่องเที่ยว เพื่อที่ให้ทุกคนเดินต่อไปได้” คือประโยคสนทนา เมื่อ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ตั้งประเด็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ จากคุณอลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ผู้บริหารหญิงแห่งเทิฟฟานี่ โชว์ แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ของไทย จากนั้นเธอจึงขยายความต่อ “พวกเขาไม่โฟกัส ว่าปัญหาคืออะไร แล้วมันควรไปแก้ที่ปลายเหตุหรือต้นเหตุ แล้วต้นเหตุคืออะไร การแก้ปัญหาปลายเหตุ ด้วยการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ มันไม่ใช่ ต้นเหตุมันคือความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะทุกวันนี้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า หนึ่ง ไทยไม่ปลอดภัย สองคือ ไทยทำไมแพง ขณะที่ประเทศคือเราควบคุมตัวเองไม่ได้ ในเรื่องของเงินเฟ้อ ประชาชนรายได้ไม่พอ” นักธุรกิจหญิงคนดัง กล่าวต่อว่า ถึงเวลานี้แล้ว ผู้นำ ควรไปโฟกัสการลดรายจ่ายของประชาชน เพราะทางแก้มีอยู่ 2 ด้าน ในเมื่อเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็ต้องไปลดรายจ่าย จึงคิดว่าผู้นำแก้ปัญหาไม่ถูกจุด อีกทั้งยังจะทำแต่เรื่องที่ไม่จำเป็
