SMEs
ราคาหลักสิบ แต่ยอดขายหลัก 100 ล้าน ถอดกลยุทธ์ความสำเร็จ “วีชมาร์ต” ทรีตเมนต์ซองยี่ห้อดัง ในเซเว่นฯ “พัฒนาต่อเนื่อง-สินค้าตอบโจทย์-ราคาโดนใจ” สู่การตลาดแบบ “Word of Mouth” สร้างเติบโตยั่งยืน บริษัท วีชมาร์ต จำกัด (Vechmart) ถือเป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตเครื่องสำอางประเภทการดูแลเส้นผม ที่ครองใจกลุ่มร้านขายส่งสินค้าเพื่อความงามมายาวนานกว่า 20 ปี โดยมีสินค้าครอบคลุมหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผม กลุ่มผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผม กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผม กลุ่มผลิตภัณฑ์ดัด-ยืด และกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับสินค้าที่ได้รับการตอบรับและที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างและถือเป็นตำนานผมสวย สุขภาพดี คือ ทรีตเมนต์บำรุงผม “กรีน ไบโอ ซุปเปอร์ ทรีตเมนต์ ครีม” ซองสีน้ำเงิน (Green bio Super Treatment Cream) สามารถใช้หมักผมแทนครีมนวด ให้ผมนุ่มสลวยเงางามมีน้ำหนัก จนผู้ใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีงามสมคำร่ำลือ แต่อาจจะหาซื้อได้ยากสักหน่อย เพราะจะมีจำหน่ายตามร้านขายส่งสินค้าเพื่อความงามเท่านั้นและในรูปแบบยกกล่อง แต่วันนี้ ทรีตเมนต์บำรุงผม ในตำนานตัวนี้มีวางจำห
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลครองโลก การจดบันทึกด้วยปากกาและกระดาษดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ด้วยการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ธุรกิจเครื่องเขียนเผชิญกับวิกฤตยอดขายตกต่ำ จากการที่ผู้คนหันไปใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ในการทำงานมากขึ้น จากประเด็นที่เคยได้เขียนไปเกี่ยวกับเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจนส่งผลให้ร้านเครื่องเขียนเตรียมปลดระวาง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก) ได้ต่อยอดมาถึงบทความสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจเครื่องเขียนที่วางจำหน่ายแค่ในเซเว่นฯ เท่านั้น ถึงแม้ธุรกิจนี้จะดูซบเซา แต่คุณหมู-บญจวรรณ รุ่งเจริญชัย อายุ 49 ปี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ KIAN-DA ยังคงสร้างรายได้จากการขายเครื่องเขียนถึง 150 ล้านในปีที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นจากปากกาด้ามเดียว คุณหมู เล่าย้อนก่อนที่จะมาทำธุรกิจเครื่องเขียนให้ผู้เขียนฟังว่า ก่อนหน้านั้น ที่บ้านขายผ้าอยู่แถวๆ สำเพ็ง แต่มีอยู่วันหนึ่ง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่ไปดูหนังเรื่องเถ้าแก่น้อย (ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน) เมื่อดูเสร็จออกมาจากโรงภาพยนตร์แล้วคิดว่า “สักวันหนึ่งฉันจะต้องนำสินค้าเข้าไปขายในเซเว่นฯ ให้ได้ รู้สึกว่ามัน
อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส และ 35 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิของเมืองฮาร์บินและกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม และกว่า 4,000 กิโลเมตร คือระยะห่างของการบินระหว่าง 2 เมืองดังกล่าว ทว่าความแตกต่างทางอุณหภูมิและความห่างไกลนับพันกิโลเมตรนี้ไม่ได้หยุดยั้งความนิยมชมชอบ “อาหารไทย” ในเมืองแห่งน้ำแข็งอย่างฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน บูธแสดงสินค้าไทย ณ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ได้ต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่เปิดต้อนรับสาธารณชนเมื่อวันอาทิตย์ (18 พ.ค.) โดยมีกลิ่นหอมอบอวลของข้าวหอมมะลิ กอปรกับเมนูผัดไทยและข้าวเหนียวมะม่วงจากฝีมือเชฟ “จิ้งตง” คอยดึงดูดความสนใจ ซึ่งอาหารไทยนั้นถือเป็นดาวเด่นอีกดวงหนึ่งนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมงานนี้ครั้งแรกในปี 2009 จิ้งตง วัย 30 ปีกว่า ซึ่งเป็นเชฟอาหารไทยมานาน 16 ปีแล้ว ปัจจุบันประจำอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีลูกค้าในช่วงสุดสัปดาห์เฉลี่ย 200-300 โต๊ะต่อวัน เผยว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลของรสชาติอาหารจากเมืองร้อนกับคนกินที่อยู่เมืองหนาว ส่วนสิ่งที่ยากที่สุดในการเอาชนะใจคนฮาร์บินคื
หากพูดถึงธุรกิจ ‘ร้านแว่นตา’ ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ ‘แว่นท็อปเจริญ’ ที่เปิดให้บริการ 2,000 กว่าสาขา แต่น้อยครั้งที่เราจะเห็นคนเข้าใช้บริการ ทำให้เกิดคำถามมากมาย ว่าแบรนด์นี้สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างไร ท่ามกลางสมรภูมิร้านแว่นเกิดใหม่มากมาย วันนี้ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ผู้สืบทอด ‘เจริญการแว่น’ สู่ ‘แว่นท็อปเจริญ’ นพศักดิ์ เล่าว่า พ่อของเขาทำแว่นตา มาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 หากนับถึงปัจจุบันคือ 78 ปี ส่วนตนเองทางบ้านตั้งใจอยากให้เรียนหมอ เพราะเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ที่ 1 ของโรงเรียน แต่กลับต้องหยุดความตั้งใจนั้นไว้ เมื่อพ่อและแม่เสียชีวิต “ผมกลายเป็นลูกกำพร้า ต้องออกจากโรงเรียนมาทำธุรกิจแว่นตา แต่ตอนเรียนคุณพ่อเคยบอกไว้ว่า ถ้าไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่เป็นไร จะทำธุรกิจอะไร ทำแว่นตาดีสุด แว่นตามงานสบาย กำไรเยอะ อย่าไปทำอย่างอื่น ผมก็จำฝังหัว ถ้าจะอดตาย ก็ทำแว่น” นับจากนั้น นพศักดิ์ จึงเข้ามารับช่วงต่อ ณ ตอนนั้นเขามีอายุประมาณ 16 ปี เรียนจบแค่ชั้น ม.3 เขาเล่าว่า ชื่อเดิมสมัยพ่อ คือ ‘เจริญการแว่น’ พร้อมหน่วยรถเร่ขายแว่นตาทั่วประ
ยอดขาย 300 ล้าน “จอลลี่แบร์” ขนมเยลลี่รูปหมีสัญชาติไทย ทำยังไงให้ครองตลาดมานานกว่า 50 ปี จอลลี่แบร์ ถือเป็นแบรนด์ขนมขบเคี้ยวสัญชาติไทย ที่ถือหุ้นและบริหารโดยคนไทย 100% มีชื่อเสียงโลดแล่นในตลาดมานานกว่า 50 ปี ผลิตโดย บริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด ที่มีจุดเริ่มต้นจากการผลิตลูกอมแบบแข็ง แต่ด้วยสภาพตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทำให้ทายาทรุ่นที่ 2 ที่มารับช่วงต่อต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต โดยหันมาผลิตเยลลี่รูปหมีแทน คุณนิค-พลากร เชาวน์ประดิษฐ์ เจ้าของแบรนด์จอลลี่แบร์ ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าให้ฟังว่า ต้องยอมรับว่า ในยุคนั้นคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักเยลลี่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนตัดสินใจซื้อ เลยตัดสินใจทำการตลาดผ่านสื่อโฆษณาในช่องทางหลักอย่าง ทีวี หนังสือ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สินค้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทจะไม่ได้สร้างแบรนด์อย่างจริงจังเหมือนเดิม แต่แบรนด์ก็ยังคงสามารถขายสินค้าได้ด้วยตัวของแบรนด์เอง กระทั่งเมื่อช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา มีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากต่างประเทศ บริษัทจึงต้องมุ่งสร้างแบรนด์อย่างจริงจังอีกครั
เพราะรักและผูกพันกับการเกษตร จึงมีแนวคิดอยากแปรรูปผลผลิต อย่าง ‘ถั่วเขียว’ วัตถุดิบสารพัดประโยชน์ที่มักถูกมองข้าม จากกระบวนการแปรรูปที่ซับซ้อนและยุ่งยาก แต่ด้วยความมุ่งมั่น บวกกับองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่ได้เรียนมา ทำให้ คุณอ๊บ-ทรรศิน อินทานนท์ เริ่มต้นแปรรูปเมล็ดถั่วเขียวธรรมดาๆ ให้กลายเป็น ‘เฟรนช์ฟรายด์ถั่วเขียว’ เจ้าแรกของโลก ภายใต้แบรนด์ ZENFRY เอสเอ็มอีตัวเล็กๆ จาก อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่เพิ่มมูลค่าพืชบ้านๆ ได้ถึง 10 เท่า และกำลังเดินทางสู่ระดับ Global ด้วยการสร้างมาตรฐานที่ถูกต้อง เริ่มต้นจาก SMEs ตัวเล็กๆ หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณอ๊บเริ่มต้นชีวิตมนุษย์เงินเดือนในแวดวงอาหารและการตลาดในบริษัทเอกชนมานานนับสิบปี ก่อนตัดสินใจลาออกมาสู่เส้นทางการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรตามแนวคิดที่ตั้งใจไว้ โดยใช้เงินเก็บหนึ่งก้อนที่เก็บสะสมจากการทำงาน มาซื้อที่ดินผืนเล็ก เปิดโรงงาน ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี แปรรูปสับปะรดกวน และเผือกกวน เป็นโปรดักต์แรกเริ่ม จากนั้นได้จุดประกายไอเดียทำเฟรนช์ฟรายด์ถั่วเขียว จาก ข้าวแรมฟืน อาหารพื้นเมืองจากภาคเหนือ ที่ใช้ถั่วเหลืองเป็นวัตถ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟรนไชส์ โลกแฟรนไชส์ กำลังเปลี่ยนโฉมอย่างมีนัยสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยเหลือเท่านั้น แต่กลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดที่สุดในระบบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในแทบทุกขั้นตอนของธุรกิจ ตั้งแต่หลังบ้านยันหน้าร้าน สำหรับแฟรนไชซอร์ หรือเจ้าของระบบแฟรนไชส์ การนำ AI มาใช้งานไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เป็นการยกระดับระบบให้กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษามาตรฐานได้ทั่วถึง ในบริบทที่การแข่งขันรุนแรง การเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และแรงงานมีข้อจำกัด AI จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แฟรนไชส์เติบโตได้อย่างมั่นคง AI ยังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ลูกค้าคาดหวังความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความเฉพาะตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคยุคใหม่คุ้นเคยกับการสั่งสินค้าแบบอัตโนมัติ การได้รับคำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล และการเปรียบเทียบราคาได้ทันทีผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ยังไม่มีระบบรองรับหรือใช้วิธีบริหารจัดการแบบเดิมๆ จึงเสี่ยงที่จะถูกมองว่าล้าสมัย สำหรับแฟรนไชซอร์ การปรับตัวด
ในปัจจุบัน ปัญหากองขยะมหาศาล กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดมลพิษทางดิน น้ำ และอากาศ ส่งผลเสียต่อสุขภาพและระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ยังแฝงไว้ด้วยโอกาส ที่ทำให้หลายๆ ธุรกิจเริ่มหันมาต่อยอดไอเดียเพิ่มมูลค่าจากขยะเหล่านี้ อย่างเช่น การแปรรูปสินค้า เป็นต้น วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปอ่านเรื่องราวของ คุณภู-ภูชิต มิ่งขวัญ เจ้าของวิสาหกิจชุมชนเพียวพลัสฟาร์ม ฟาร์มโคพันธุ์ดีปากน้ำโพ ที่มองเห็นปัญหา “เปลือกทุเรียน” ที่มีเยอะมาก จึงเกิดไอเดียทำเป็นอาหารให้วัวกิน และยังมีการเลี้ยงดูที่ดี ทำให้ช่วงชีวิตของวัวมีความสุข ส่งผลให้เนื้อมีคุณภาพดี อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง เลี้ยงด้วงไม่สำเร็จ ต่อยอดอาชีพสู่ ผักกะละมัง งานเสริมรายได้ดี เฉลี่ยเดือนละ 6 หมื่น รายได้เดือนละหลักหมื่น! ครูทำเกษตร เพาะต้นอ่อนทานตะวัน 7 วันได้เงิน ลงทุนน้อย ใช้ภาชนะใกล้ตัว เลิกเป็นลูกจ้าง อดีตสาวแบงก์ ทิ้งเงินเดือนหลายหมื่น ทำเกษตรอินทรีย์ จุดเริ่มต้นของ Do Beef คุณภูเรียนจบบัญชี จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ และมีพี่ชายที่เรียนด้
“สนใจเรื่องเมือง เพราะตอนเรียนสถาปัตย์ มีวิชาเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง รู้สึกชอบเป็นพิเศษ แต่พอเข้าโหมดชีวิตจริง รู้สึกว่าสถาปัตย์ไม่ได้ทำเพื่อสังคมเลย เราใช้วิชาไปทำบ้านให้คนมีเงินกันมากกว่า ผมว่ามันย้อนแย้งอยู่เหมือนกัน” คุณชัช-ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ สถาปนิกหนุ่มในวัยสามสิบกว่า เริ่มบทสนทนากับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ดีกรีปริญญาตรี จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบอาชีพสถาปนิกเป็นงานหลัก ชอบงานขีดเขียน เคยออกพ็อกเก็ตบุ๊กของตัวเองมาแล้ว 2 เล่ม ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจรับออกแบบ ใช้ชื่อว่า Everyday Architect & Design Studio “เป็นสถาปนิกที่ชอบเขียนหนังสือเรื่องสังคม เรื่องคนจนเมือง ช่วงที่ออกจากงานประจำ ได้ไปทำงานชุมชน แนวสถาปนิกชุมชนลงพื้นที่คล้ายๆ เอ็นจีโอ แต่ไม่เข้มข้นขนาดนั้น โดยจะมีโจทย์สำรวจไปตามพื้นที่ต่างๆ แล้วคิดหาวิธีออกแบบเพื่อแก้ปัญหา สุดท้ายมีหนังสือตีพิมพ์ออกมา 2 เล่ม เล่มแรก ชื่อ อาคิเต็ก-เจอ และ สถาปัตยกรรม คณะเรี่ยราด” คุณชัช ย้อนประวัติให้ฟัง กระทั่งช่วงทำธุรกิจของตัวเอง เขาเริ่มนำงานเขียนที่สนใจเกี่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “มัทฉะ” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างรวดเร็วในประเทศไทย จากเดิมที่อาจเป็นที่รู้จักในวงจำกัด ปัจจุบันมัทฉะได้แทรกซึมเข้าไปในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้ที่มองหาเครื่องดื่มที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมการดื่มชาแบบญี่ปุ่น ความนิยมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เครื่องดื่ม แต่ยังขยายไปสู่ขนมหวาน เบเกอรี่ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีส่วนผสมของมัทฉะอย่างแพร่หลาย ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเทรนด์มัทฉะในไทยนั้นมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกระแสรักสุขภาพหรือความชื่นชอบในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย จนทำให้มัทฉะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการดื่มของผู้บริโภคชาวไทยไปแล้ว เรื่องราวของ คุณวิน-นนท์นิพัทธ์ เสถียรบำรุงกิจ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจของหนุ่มรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสและหลงใหลในเสน่ห์ของมัทฉะอย่างแท้จริง ที่แม้จะเติบโตในแวดวงธุรกิจของครอบครัว แต่เสน่ห์อันลุ่มลึกของมัทฉะกลับตรึงใจเขาไว้อย่างแนบแน่น ความชื่นชอบนี้ได้จุดประกายความมุ่งมั่นอันแรงกล้า จนนำไปสู่การก่อตั้ง K
