รอบโลก
เขาว่าคนแก่ชอบกินของขม จริงหรือคะ? ฉันว่าฉันชอบกินของขมมาตั้งแต่ละอ่อน หรือว่าจะแก่แดดแก่ลม แต่ไม่ต้องขมขนาดบอระเพ็ดนะคะมันขมเกินไป ไม่ใช่แต่ชาวไทยที่ชอบกินของขม เพื่อนบ้านรอบตัวเราก็ล้วนกินพืชผักรสขมกันทั้งสิ้น ที่นึกออกอย่างแรกเลยคือ มะระ ตามด้วยใบขี้เหล็ก ใบยอ และสะเดา มะระเท่าที่เห็นประเทศในอาเซียนกินกันทุกประเทศคงได้รับอิทธิพลจากชาวจีนกันไปถ้วนทั่ว อย่างอื่นๆ ก็แล้วแต่ความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เมื่อย่างเข้าปลายปีก็เป็นฤดูของสะเดาที่เป็นพืชพื้นถิ่นในแถบเอเชีย เป็นไม้ยืนต้นที่ขึ้นได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ นับเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของต้น ส่วนที่เรานำมากินก็จะเป็นส่วนยอดอ่อนและดอก มีรสขมมัน ใครชอบขมมากก็กินพันธุ์พื้นเมืองคือ สะเดายอดแดง ส่วนที่ชอบขมน้อยก็กินสะเดามันยอดสีเขียวอ่อน ช่วงปลายปีถึงต้นปีสะเดาจะออกช่อแตกใบอ่อนติดดอกน่านำมาลวกจิ้มกับน้ำปลาหวานและปลาดุกย่าง เสียเหลือเกิน ถ้าจะดีกว่านั้นต้องเป็นกุ้งแม่น้ำเผา นั่นเป็นเวอร์ชั่นไทยยอดนิยม ส่วนชาวเขมรก็นิยมนำสะเดามาลวกจิ้มน้ำพริกที่เรียกว่า “ตึกเกรือง” และนำมายำที่เรียกว่า “ญวมสะเดา” (ញាំស្ដៅ) โดยเขาจะนำสะเดามาลวก แล้วยำกับผัก
เรื่องโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์ “ragout” มาจากคำว่า “ragoûter” มีความหมายว่า กระตุ้นความอยากอาหาร อาหารชนิดนี้มีมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นับเป็นอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก สตูว์ที่เข้มข้นนี้เหมาะที่สุดกับขนมปังเนื้อหนักอย่างบาแก็ต (Baguette) ในงานเลี้ยงสำคัญๆ เช่นงานแต่งงาน งานรับแขกบ้านแขกเมือง หรืองานปาร์ตี้ต่างๆ ของชาวเขมรมักจะเสิร์ฟอาหารที่ดูหรูหราแบบฝรั่ง หนึ่งในอาหารที่เป็นที่นิยมกันคือ รากูซัจม็วน ( រ៉ាហ្គូសាច់មាន់) คือ สตูว์ไก่ ที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน โดยมาจากอาหารที่ชื่อว่า “Ragoût de coq” ของฝรั่งเศส ถ้าเป็นสตูว์เนื้อวัวคือ “Ragoût de bœuf” ส่วน ขแมร์เรียกว่า รากูซัจโก (រ៉ាហ្គូសាច់គោ) ซึ่งเป็นที่นิยมในเวียดนามด้วยเช่นกัน คำว่า “ragout” มาจากคำว่า “ragoûter” อันมีความหมายว่า กระตุ้นความอยากอาหาร อาหารชนิดนี้มีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นับเป็นอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก สตูว์ที่เข้มข้นนี้เหมาะที่สุดกับขนมปังเนื้อหนักอย่างบาแก็ต (Baguette) ที่ชาวเขมรเรียกว่า นมปัง (នំប៉័ង) หรือเวียด
ไม่ใช่มีแต่ผู้ซื้อเท่านั้นที่อยากได้ “ของถูก” พ่อค้า แม่ขาย ก็อยากขายของถูกเช่นกัน เพราะไม่ว่ายังไง “ของถูก” ก็ยังเป็น “ของที่ถูกใจ” ชาวประชาและชาวบ้านเสมอ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจฝื้ดฝืด ไม่ได้คล่องปื๊ดปาน 4 จี ความจริงพ่อค้า แม่ขายทุกคนก็รู้ดีแหละว่า ของถูกคือสินค้าที่ลูกค้าต้องการ แต่วิธีที่จะไปควานหาของถูกมาขายเนี่ยสิ เป็นโจทย์ที่ท้าทายอยู่เหมือนกันนะว่าจะไปหาได้จากที่ไหนบ้าง? ขณะที่พ่อค้า แม่ขายส่วนใหญ่อาจจะ “มองเมิน” หรือมองข้ามสินค้าที่ใกล้หมดอายุ หรือสินค้าที่หีบห่อ บรรจุภัณฑ์มีรอย มีตำหนิ ซึ่งตามร้านค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ มักจะ “คัดออก” ไม่นำไปวางขายในร้าน แต่นี่ล่ะคือ “สินค้าทำเงิน” ให้แก่ ชาร์ลอต แดงค์ สาวอังกฤษวัย 21 เจ้าของร้านขายสินค้าราคาประหยัดชื่อว่า Bargain Brand Food ในแคว้นคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ เลยล่ะค่า!!! แม่ค้ามือใหม่ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงปีก็สามารถขยายร้านสาขาเป็นสาขาที่ 2 ได้แล้ว เล่าว่า ด้วยความที่เธอเองก็มี “เงินทุนจำกัด” ดังนั้น เธอจึงคิดทำร้านเล็กๆ เท่าที่เงินทุนของเธอสามารถเอาอยู่ จากนั้นก็คิดถึงคอนเซ็ปต์ร้านที่อยากให้คล้ายกับ “ธนาคารอาหาร” ซึ่งสามารถเป็นท
เขาว่ากันว่าตอนสงครามอันยาวนานคนเกาหลีกินข้าวกับกิมจินี้เท่านั้นและอดทนจนผ่านพ้นสงครามมาได้ คนเกาหลีจึงขึ้นชื่อเรื่องความอดทนนักหนา ฉันไปเกาหลีใต้ครั้งสุดท้ายเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก่อนข่าวเรื่องการจัดการพบปะญาติระหว่างคนเกาหลีใต้กับคนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบหลายปีจะเกิดขึ้น ระหว่างนั่งรถเที่ยว ฉันเฝ้ามองรั้วลวดหนามยาวสุดลูกหูลูกตาที่กั้นระหว่างพรมแดนเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ ดูค่ายคูประตูหอรบ รถถัง รถจี๊ป ที่จอดเรียงรายตามแนวชายแดนที่กั้นแผ่นดินเดียวกันให้เป็น 2 ประเทศ แบ่งคนเชื้อชาติเดียวกัน สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษเดียวกัน ให้ห่างไกลกัน แนวชายแดนที่ว่านั่นไม่ได้อยู่ไกลลับตาจนเราแสร้งไม่รับรู้ หากแต่อยู่ใจกลางประเทศนั่นเอง แค่เดินทางจากสนามบินเข้ากรุงโซลก็เจอรั้วลวดหนามเรียงเกือบตลอดแนว ดูแล้วก็คิดว่าคนเกาหลีอีกฝั่งเขาจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร เขาจะมองเราอยู่หรือเปล่า และที่สำคัญ ฉันสงสัยตลอดมาว่าคนเกาหลีทั้ง 2 ฝั่ง เขารักกันหรือเปล่า แต่เวลาที่เราเที่ยวท่องไปในเกาหลีใต้ ความเจริญทันสมัย แสงสีเสียงอะร้าอร่ามก็มักจะทำให้เราลืมไปว่า แค่มือเอื้อม ก็มีเกาหลีอีกแผ่นดินหนึ่งซึ่งผิดกับเกา
โดย : มิส มิลเลียนแนร์ “มิส มิลเลียนแนร์” เจ้าของคอลัมน์ ‘ไอเดียต่างแดน’ ประจำนิตยสารเส้นทางเศรษฐี มีไอเดียซนๆ ที่ทั้งแหวกแนวและน่าสนใจมาฝากกันอีกเช่นเคย ในเปรูมีโรงแรมสำหรับคนที่รักความท้าทายและธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงต้องทดสอบความกล้าในการปีนขึ้นยอดเขาที่ยากลำบาก เพื่อชมทิวทัศน์ที่สวยงามเกินบรรยาย แต่ยังต้องชื่นชอบความเรียบง่าย เพราะด้วยข้อจำกัดทำให้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก โรงแรมสุดแหวกแนวแห่งนี้มีชื่อว่า Sky Lodge Suites ของบริษัท Natura Vive ที่อยู่บนไหล่เขาของเทือกเขาในเมืองคัสโก แต่ Sky Lodge Suites ไม่ได้สร้างอยู่บนพื้นเหนือยอดเขา ทั้ง 3 ห้องพักแขวนอยู่ริมหน้าผา ที่มีความสูงราว 400 เมตร ออกแบบมาเอาใจลูกค้าที่หลงรักความหวาดเสียวอย่างเต็มที่ โดยห้องพักของโรงแรมแห่งนี้มีลักษณะเป็นแคปซูลที่ใช้กระจกใสแบบหนาทั้งหมด รวมทั้งใช้กรอบอลูมิเนียมและเหล็กยึดไว้กับหน้าผา ให้ความรู้สึกเหมือนลูกค้าลอยอยู่กลางอากาศเวลาอยู่ในห้องพัก และสามารถชมวิวได้แบบ 300 องศา ห้องพักแต่ละห้องมี 4 เตียง มีห้องน้ำในตัว และพื้นที่รับประทานอาหาร นอกจากนี้ ยังมีไฟฟ้าสำหรับให้แสงสว่างที่ได้จากแผงพลังง
คำว่า Street Vendors นี่ถ้าแปลเป็นไทยตามตรงก็คือคนขายของข้างถนน ประมาณคนขายของบนทางเท้า ซึ่งก็พบในหลายเมือง อย่างที่ฉันเล่าไปมากมายแล้ว คนขายของข้างถนนไม่ใช่มีแต่ในเมืองกำลังพัฒนา เมืองพัฒนาแล้วสุดโต่งอย่างอเมริกานี่ตัวดีนักละ ในนิวยอร์กน่ะคนขายของบนทางเท้าเยอะไม่น้อย โดยเฉพาะย่านไทม์สแควร์ที่ฉันเคยพาไปเที่ยวมาหลายครั้ง แต่ทางเท้าเขาจัดระเบียบเรียบร้อยกันดี ไม่อารมณ์ระเกะระกะใครใคร่ค้าค้าใครใคร่ขายขายไปเล้ยอย่างเมืองไทยและอีกหลายเมืองที่กำลังพัฒนา ซึ่งก็นั่นแหละนะ จะชี้หน้าโทษคนขายอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความยากจน มันก็จะมีปัญหาเช่นนี้อยู่ร่ำไป ใครก็อยากมีร้านรวงสวยๆ เชิดหน้าชูตาทั้งนั้น แต่พอมันจน ทางออกมันก็มีไม่มากไปกว่าการรุกล้ำทางเท้าวางของขายแบบคนเห็นแก่ตัวนี่แหละ อยู่ที่ทางการจะจัดระเบียบให้มันเดือดร้อนคนเดินถนนให้น้อยที่สุดเท่านั้นเป็นรับกันไหว แต่วันนี้ฉันจะพาไปเจอ Street Vendors แบบฮาร์ดคอร์ คือไม่ใช่แค่วางขายบนทางเท้าอย่างเดียว แต่ขายกัน ìบนถนนî ให้ตรงความหมาย Street Vendors จริงๆ และเผชิญกับการขายแบบฮาร์ดเซลส์อย่างที่ยากจะหาไหนเทียบทัน เป็นการข
เรื่องโดย : อาจี๋ที่ไม่เอาไหน มื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหนีแมวไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระหว่างที่เดินเที่ยวเล่นอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็น ตู้หมุนไข่ หรือเรียกกันว่า “กาชาปอง” “Gashapon” (กาชาปอง) เป็นชื่อเครื่องหยอดเหรียญชนิดหนึ่งที่บริษัท BANDAI (บันได) ในประเทศญี่ปุ่น ผลิตขึ้น มีลักษณะเป็นแคปซูลรูปทรงไข่ ภายในแคปซูลจะบรรจุโมเดลของเล่นชิ้นเล็กไว้หลากหลายแบบ และที่กำลังฮอตฮิตโดนหยอดจนหมดตู้คือ เจ้าของเล่นหมวกแมวกระต่ายน่ารักๆ ที่เพิ่งออกมาใหม่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง กาชาปองหมวกแมวทรงหูกระต่ายน่ารักๆ มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า kawaii kawaii neko usagichan (คาวาอี้ คาวาอี้ เนะโกะ อุซางิจัง) ซึ่งมีความหมายว่า แมวกระต่ายน่ารักๆ ที่โตเกียวจะมีให้หยอดทุกมุมเมือง ที่มีมากที่สุดคือย่านเครื่องใช้ไฟฟ้าและฟิกเกอร์ที่อากิฮาบาระ ที่จะมีตู้หยอดกาชาปองวางเรียงเป็นแถว ส่วนผมเจอตู้หยอดกาชาปองที่ซัปโปโร ที่ห้างบิ๊กคาเมร่า ร้านดองกี้ และเห็นเพื่อนบอกว่ามีที่ห้างโยโดบาชิด้วย และแล้วก็ถึงตาของผมหยอดกาชาปอง เพื่อจะได้หมวกแมวทรงหูกระต่ายกลับไปฝากแมวที่บ้านบ้างแล้ว แมวที่บ้านผมมี 60 ตัว ผมอยากได้ห
เรื่องโดย : มิสมิลเลียนแนร์ ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุรวดเร็วติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งนอกจากอัตราการเสียชีวิตน้อยลงเพราะการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น ยังมีปัจจัยจากการที่คนรุ่นใหม่แต่งงานน้อยลง หรือแต่งงานแล้วแต่ไม่อยากมีลูก ทางการญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทั้งการส่งเสริมให้หนุ่มสาวแต่งงานมากขึ้น การออกมาตรการจูงใจด้วยการให้สิทธิและความช่วยเหลือต่างๆ สำหรับครอบครัวที่ต้องการมีบุตร ขณะเดียวกัน ภาคส่วนต่างๆ ในญี่ปุ่นก็พยายามสนับสนุนให้ผู้คนสละโสดและอยากมีลูกมากขึ้น รวมถึงผุดคอร์สสุดแหวกแนวที่หลายคนคาดไม่ถึง คอร์สฝึกหนุ่มโสดให้เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูก เป็นหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนความพยายามแก้ปัญหาระดับชาติ นอกเหนือจากธุรกิจจัดหาคู่ที่มีดาษดื่น รอยเตอร์ส ระบุว่า บริษัทในเมืองโอซาก้าที่ใช้ชื่อว่า “อิคุเมน ยูนิเวอร์ซิตี้” ได้ริเริ่มเปิดคลาสสอนในวันอาทิตย์ เพื่อช่วยเหล่าชายโสดเพิ่มคุณสมบัติในการหาคู่ครอง ซึ่งจะทำให้มีภาษีมากกว่าผู้ชายทั่วๆ ไป อิคุเมน เป็นการผนวกกันระหว่างคำว่า การเลี้ยงเด็ก กับคำที่แปลว่า ผู้ชาย เกิดเป็นคำใหม่ที่หมายถึง พ่อบ้านที่ทำหน้าที่เลี้ยงลูก “
เรื่องโดย : อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ เมืองที่ฉันอยู่ คือ เมืองแมดิสัน (Madison) รัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) เป็นเมืองอยู่ทางตอนบนของอเมริกา ถ้าบอกว่าเมืองตอนบนก็หมายถึงมันใกล้ขั้วโลกเหนือเข้าไปทุกที มันจึงหนาวจับจิต ปีหนึ่งหนาวเสียครึ่ง ส่วนที่เหลือก็ยังเย็นๆ เรียกว่าไม่มีอุณหภูมิเกิน 20 องศาเซลเซียส เวลาหน้าหนาวนี่ก็ทะเลสาบแข็งกันไปทั้งเมือง วิ่งเล่นกันได้ ประมาณนั้น เมืองนี้คนหลากหลายเชื้อชาติหลั่งไหลเข้ามา ทั้งที่หนาวๆ นี่ก็เถิด คนเอเชียเองก็ไม่น้อย (คนจีนมากที่สุดตามระเบียบ) เพราะเป็นเมืองการศึกษา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ที่มีชื่อเสียงระดับโลก คนจึงหลั่งไหลมาเรียน-ทำงาน ร้านรวงของคนหลากหลายเชื้อชาติเหล่านี้จึงกระจายไปหมด ร้านอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารลาว อาหารแอฟริกัน อาหารอินเดีย เกินจะจาระไน นอกจากนั้นก็มีร้านสินค้าของแต่ละเชื้อชาติ เรียกว่าไม่ต่างไปจากอยู่ประเทศใครประเทศมัน อยากได้อะไรเหมือนที่เคยได้ในบ้านตัวเองก็มีให้ทั้งนั้น YUE-WAH ORIENTAL FOODS เป็นร้านขายสินค้าและเครื่องปรุงหลากหลายเชื้อชาติ คือรวมหมดทั้งเอเ
เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหนีแมวไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระหว่างที่เดินเที่ยวเล่นอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็น ตู้หมุนไข่ หรือเรียกกันว่า “กาชาปอง” “Gashapon” (กาชาปอง) เป็นชื่อเครื่องหยอดเหรียญชนิดหนึ่งที่บริษัท BANDAI (บันได) ในประเทศญี่ปุ่น ผลิตขึ้น มีลักษณะเป็นแคปซูลรูปทรงไข่ ภายในแคปซูลจะบรรจุโมเดลของเล่นชิ้นเล็กไว้หลากหลายแบบ และที่กำลังฮอตฮิตโดนหยอดจนหมดตู้คือ เจ้าของเล่นหมวกแมวกระต่ายน่ารักๆ ที่เพิ่งออกมาใหม่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง กาชาปองหมวกแมวทรงหูกระต่ายน่ารักๆ มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า kawaii kawaii neko usagichan (คาวาอี้ คาวาอี้ เนะโกะ อุซางิจัง) ซึ่งมีความหมายว่า แมวกระต่ายน่ารักๆ ที่โตเกียวจะมีให้หยอดทุกมุมเมือง ที่มีมากที่สุดคือย่านเครื่องใช้ไฟฟ้าและฟิกเกอร์ที่อากิฮาบาระ ที่จะมีตู้หยอดกาชาปองวางเรียงเป็นแถว ส่วนผมเจอตู้หยอดกาชาปองที่ซัปโปโร ที่ห้างบิ๊กคาเมร่า ร้านดองกี้ และเห็นเพื่อนบอกว่ามีที่ห้างโยโดบาชิด้วย และแล้วก็ถึงตาของผมหยอดกาชาปอง เพื่อจะได้หมวกแมวทรงหูกระต่ายกลับไปฝากแมวที่บ้านบ้างแล้ว แมวที่บ้านผมมี 60 ตัว ผมอยากได้หมวกแมวทรงหูกระต่ายน่ารักๆ 60
