ชาวนา
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. น.ส.ศรุดา พรหมวิเศษ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/11 ถนนราชบำรุง ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี อาชีพธุรกิจส่วนตัว สั่งซื้อข้าวหอมมะลิ โดยตรงจากชาวนาใน จ.อุดรธานี ในราคากิโลกรัมละ 30 บาทเพื่อนำมาตรงเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่า น.ส.ศรุดา กล่าวว่า ตนทำธุรกิจส่วนตัวมีทั้งหน้าร้านและขายตามสื่อออนไลน์ทั่วไป ที่ได้คิดส่งข้าวจากชาวนามาขายโดยตรง เนื่องจากในปีนี้ราคาข้าวที่โรงสีข้าวรับซื้อจากชานาตกต่ำเป็นอย่างมาก จนชาวนที่ทำนาไม่สามารถอยู่ได้ และประสบกับปัญหาความขายทุน ซึ่งตนก็มีเพื่อนที่เคยเป็นวิศวกรโรงงาน แต่ออกไปทำนาปลอดสารพิษตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อในปีนี้ราคาข้าวตกต่ำมาก จึงได้สั่งซื้อข้าวหอมมะลิ มาโดยตรงในราคาที่ชาวนาสามารถอยู่ได้ เพื่อนำมาส่งขายต่อผ่านทางระบบออนไลน์ ก็ได้ผลตอบรับที่ดี และในอนาคตก็จะต่อยอดนำไปใส่แพ็คเก็ตใหม่ทำเป็นของชำร่วย หรือเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าต่อไป ที่มา ข่าวสดออนไลน์
จากกระแสข่าว ข้าวราคาตกต่ำ ชาวนาเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทำให้หลายภาคส่วนออกมาช่วยชาวนาขายข้าว เพื่อให้ได้ราคาดีขึ้น ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึง ดาราหนุ่ม ป๋อ ณัฐวุฒิ ที่ออกมาโพสต์อินสตาแกรมเมื่อสองวันก่อน ช่วยชาวนาขายข้าวโดยยินดีรับฝากร้านบนพื้นที่อินสตาแกรม รวมทั้งการตลาดในด้านอื่นๆ เช่นสื่อสารถึงผู้บริโภค เพื่อให้ซื้อขายกันโดยตรง ไปจนถึงเป็นตัวกลางหาคนช่วยออกแบบแพ็คเกจ โลโก้ต่างๆ จนได้ใจชาวเน็ตไปเต็มๆ ล่าสุด หนุ่มป๋อ ออกมาโพสต์อีก ถึงสาเหตุที่ประทับใจชาวนา และตนเองไม่เคยกินข้าวเหลือเลย ดังนี้ “ผมเคยเล่นเป็นชาวนาครับ ตอนนั้น ช่วงเเรกๆ ร้อนมาก เหนื่อยมาก ในการถ่ายทำ แสบผิวไปหมด ตัวก็เละโคลนตลอดเวลา แต่พอถ่ายไปเรื่อยๆ ผมได้คลุกคลีกับพี่ๆ ชาวนาจริงๆ เจอกันทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 2-3 วัน เกือบ 8 เดือน ผมกลับรู้สึกว่า พี่ๆ ชาวนาน่ารักมาก จิตใจงดงาม เอาของมาแบ่งให้ผมกินตลอด ทั้งๆ ที่แกก็ไม่ได้รวยอะไร เสียงหัวเราะในวงสนทนา ผมยังจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ มันสะอาด เต็มไปด้วยน้ำจิตน้ำใจ ประทับใจผมจริงๆ ครับ #ผมไม่เคยกินข้าวเหลือเลย นับตั้งแต่นั้นมาครับ” ขอบคุณภาพ อินสตาแกรม ป๋อ ณัฐวุฒิ &nb
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐ ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงจัดโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา ในสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ปตท. ที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ ให้เกษตรกรสามารถนำข้าวสารมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนสามารถซื้อขายข้าวสารได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเกษตรกร ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชุมชม โรงสีข้าวชุมชน หรือโรงสีข้าวสหกรณ์ สามารถติดต่อเพื่อนำข้าวสารมาวางจำหน่ายที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่ของตนเอง ล่าสุดมีเจ้าของปั๊มน้ำมันในจังหวัดบุรีรัมย์ และร้อยเอ็ดได้ติดต่อชาวนาในพื้นที่ นำข้าวสารมาวางขายที่ปั๊มบ้างแล้ว นายเทวินทร์กล่าวว่า นอกจากนี้ ปตท.จะเพิ่มช่องทางอื่นๆ โดยจะประสานกับเครือข่ายทางธุรกิจและเกษตรกรเพื่อนำข้าวสารมาจำหน่วยในบริเวณอาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคาร เอเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถนนวิภาวดี ให้แก่พนักงาน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม รวมทั้งข้าราชการในกระทรวงพลังงาน ตลอดจนผู้มาติดต่อทั่วไป นอกจากนี้ ปตท. ยังมีแผนรับซื้อข้าวสารจากชาวนาเพื่อมามอบ
“กิตติศักดิ์-สนช.ชาวนา” ชี้ จำนำยุ้งฉางตันละ 8,730 รบ.ให้เต็มที่แล้ว เปรียบหวัง ไอโฟน ได้แค่ซัมซุงก็ต้องพอใจ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิากยน นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมติรับจำนำยุ้งฉางข้าวหอมมะลิจากนบข.ที่ตันละ 8,730 บาท ไม่ถึงตามข้อเรียกร้องอย่างน้อยตันละ 12,500 บาท จากกลุ่มชาวนา ว่า ในฐานะที่มีโอกาสเข้ามาทำงานด้านนิติบัญญัติ และก็ยังเป็นชาวนาอยู่ ที่ผ่านมาก็ได้ส่งข้อมูลข้อเรียกร้องเพื่อข่วยเหลือพี่น้องชาวนาให้แก่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จนนำมาสู่มาตราการช่วยเหลือจากทางรัฐบาลหลายอย่าง เช่น ค่าช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท การพักชำระหนี้เกษตรกร โดยมติล่าสุดที่ นบข. มีมติกำหนดราคารับจำนำยุ้งฉางประจำฤดูกาลนี้ ก็ถือเป็นการช่วยเหลือชาวนา เป็นไปตามเงื่อนไขจากเงินในกระเป๋าของรัฐบาลที่มีอยู่ เริ่มจากข้าวหอมมะลิก่อน แล้วข้าวชนิดอื่นก็จะตามมา แน่นอนว่า นายกฯ มีนโยบายชัดเจนว่า จะไม่เพิ่มราคาจำนำข้าวดื้อๆ โดยไม่สนกลไกการตลาด และกติกาการค้าโลกที่ไม่ให้รัฐบาลประเทศใดแทรกแซงราคาสินค้า จนทำให้ประเทศอื่นที่ยากจนเสียเปรียบ ถ้ารัฐบาลเราทำก็จะ
วันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ภายหลังราคาข้าวเปลือกตกต่ำอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-6 บาท โรงสีจะรับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 30 เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 6,000 กว่าบาท ส่วนข้าวเปลือกที่เปียกน้ำหรือปลอมปน ราคาจะอยู่ที่ตันละ 5,000 กว่าบาท ทำให้ชาวนาหลายคนจำเป็นต้องนำออกไปขาย เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ครัวเรือน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาเป็นจำนวนมาก ก่อนมีคนนำไปล้อเลียนในโลกออนไลน์ทำนองว่า เรามาถึงจุดที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีราคาแพงกว่าข้าวแล้ว จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นายเมธา ขอชัย ปลัด อบต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เร่งระดมความคิดเห็นจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และคนหนุ่มสาว ในพื้นที่ เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ได้ข้อสรุปว่า งดขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง หันมาลงหุ้นรวมกลุ่มกันสีข้าวจากโรงสีชุมชนขนาดกลาง และนำไปขายกันเอง โดย อบต.ประกันราคาให้ กก. ละ 20 บาท ชาวบ้านขายนำไปขาย กก.ละ 27 บาท (มารับข้าวเอง) เป็นข้าวถุงขนาด 5 ก.ก. และขนาด 48 กก. ใช้ชื่อว่า “สะกาด ขวัญข้าว” สนับสนุนชาวนาโดยองค์การบริหารส่วนตำบลสะกาด อ.สังข
ธ.ก.ส.เร่งจ่ายเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ตามโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 นำร่องจ่ายแล้ว 2 จังหวัด พิจิตรและขอนแก่น นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 ไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.– 31 ต.ค. 2559 และภาคใต้ไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 2559 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การจ่ายเงินในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนการดำเนินโครงการฯ ประกอบไปด้วย 1.ประชุมทางไกลเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการฯ แก่คณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด กรุงเทพมหานคร นายอำเภอ และพนักงาน ธ.ก.ส. 2.ประชุมชี้แจงการดำเนินโครงการฯ ให้แก่ คณะกรรมการฯ ระดับหมู่บ้าน/แขวง/เทศบาล 3.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ 4.เกษตรกรลงทะเบียนแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ 5.ปิดประกาศข้อมูลผู้แสดงความปร
นายคณิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2560 ด้วยการจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 2,000 บาท เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนเเละจูงใจให้เกษตรกรลดรอบปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่นทดเเทน โดยตั้งเป้าหมายพื้นที่ 22 จังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พื้นที่ 300,000 ไร่ ชาวนา 60,000 ครัวเรือน ให้ครัวเรือนละไม่เกิน 5 ไร่ วงเงินงบประมาณรวม 600 ล้านบาท โดยจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำหน้าที่รวบรวมคุณสมบัติ และให้เกษตรกรเข้าร่วมด้วยความสมัครใจไม่ใช่การบังคับเลิกปลูก โดยจะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้องค์ความรู้เเละทำความเข้าใจเกษตรกรเเนะนำให้ปลูกพืชอื่นทดเเทนการทำนาปรังให้เหมาะสมกับพื้นที่เเละการชลประทาน อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ป้อนสู่โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งยังขาดแคลนผลผลิตและยังมีความต้องการของตลาดจำนวนมาก “โครงการดังกล่าวจะสอดรับกับการปฏิรูปภาคเกษตรข้าวครบวงจร โดยจะไม่ทับซ้อนกับโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพทำนาไปทำปศุสัตว์ ไร่ละ 1,000 ที่ดำเนินการโดย ธ.ก.ส. ข
