ชาวนา
จับตา เสนอ สนช. ร่างพ.ร.บ.ข้าว ชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้เอง-ติดคุก ถูกปรับเป็นแสน! รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่ได้ศึกษาเนื้อหา ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. …. ซึ่งทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ จะสรุปเตรียมจะเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 ในเร็วๆ นี้ เห็นว่า ร่างแก้ไขดังกล่าวยังมีจุดที่น่าจะเป็นปัญหา เพราะยังไม่ได้แก้ไขประเด็นใหญ่ที่น่าจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจและการทำการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาและการค้าเมล็ดพันธุ์ ตามมาตรา 27 กฎหมายให้อำนาจเฉพาะการค้าเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นหมายความว่า ชาวนาที่ทำเกษตรและมีวิถีชีวิตในการเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้เองแบบในอดีตจะไม่สามารถทำได้ เพราะมีโทษสูงถึง จำคุก 1 ปี และปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ต้องเข้าใจระบบก่อนว่า ชาวนามีการเก็บและพัฒนาพันธุ์ข้าวใช้เอง ทำให้เกิดพันธุ์ดี ๆ เช่น ข้าวเสาไห้ หรือข้าวสังข์หยด แต่การพัฒนาโดยชาวนาจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ระบบบริษัทที่จะมีการขึ้นทะเบียนรับรอง หากกฎหมายมีผล น
ลาความหลอน! ล้าง ป่าช้า เปลี่ยนที่นอนผี สู่แปลงเกษตรผสมผสานสุดเก๋ ป่าช้า เป็น แปลงเกษตร / วันที่ 12 ธ.ค. ชาวบ้านอ้ออีเขียว หมู่ที่ 2 ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมใจกันลงแขกเกี่ยวข้าวบนพื้นที่นาขนาด 1 งาน และเต้นรำบาสโลบ ตามแบบฉบับชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง ในกิจกรรม “ลงแขกเกี่ยวข้าว เผาปลา” ที่จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของคนในหมู่บ้าน โดยพื้นที่นาดังกล่าว คือ ป่าช้าเก่า ที่ชาวบ้านได้ลงความเห็นให้ปรับเปลี่ยนมาเป็นแปลงเกษตรผสมผสาน ให้เป็นซุเปอร์มาเก็ตของชุมชน นายสุชาติ ชื่นใจ ผู้ใหญ่บ้านอ้ออีเขียว เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่กว่า 3 ไร่ ของแหล่งเรียนรู้ชุมชนบ้านอ้ออีเขียว เป็นป่าช้าเก่าที่ถูกปล่อยร้างมานาน จนกระทั่งเมื่อ 30 ปีก่อน ทางวัดอ้ออีเขียวได้ร่วมกับชาวบ้านทำพิธีล้างป่าช้า ต่อมาเมื่อพื้นที่ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ ทำให้มีผู้ลักลอบนำขยะมาทิ้งเป็นประจำ ดูไม่น่ามอง ตนกับชาวบ้านจึงมีแนวคิดเดียวกันว่าจะพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนในรูปแบบ “โคก หนอง นา” มีการขุดสระน้ำเลี้ยงปลาเบญจพรรณ ขนาด 1 งาน ปลูกป่าชุมชน พืชผักสวนครัว และนาข้าว 1 งาน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านและคนในชุมชนได้เรียนรู้
ชาวนาสู่หัวหน้าทีมสำรวจขั้วโลกใต้ ภารกิจสุดยิ่งใหญ่ของจีน ชาวนาสู่หัวหน้าทีมสำรวจขั้วโลกใต้ – เว็บไซต์ เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพส์ เผยแพร่รายงานพิเศษ ถึงชีวิตของ ดร.เฉิน ต้าเคอ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชาวจีน ที่เคยตรากตรำในท้องทุ่งนาในชนบทห่างไกลในมณฑลหูหนาน ภาคใต้ของจีน ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม จนกลายเป็นหัวหน้าในภารกิจระดับชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน คือการสำรวจทวีปแอนตาร์กติก ขั้วโลกใต้ ดร.เฉินเป็นหนึ่งในชาวจีนหลายล้านคนที่ชีวิตถูกเปลี่ยนรูปแปลงร่างจากปัจจัยสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมและการตัดสินใจเปิดมหาวิทยาลัยหลายแห่งของประเทศ เส้นทางชีวิตที่ต่างออกไปอย่างมาก ต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายในเมืองเฉิงชา เมืองเอกของมณฑลหูหนาน กลางทศวรรษ 1970 ถูกบังคับให้ทำงานในนา 3 ปี เพราะพ่อแม่เป็นปัญญาชน กลุ่มปัญญาชนเป็นเป้าหมายการโจมตีระหว่างปฏิวัติวัฒนธรรม และด้วยภูมิหลังเป็นชนชั้นกลางจึงถูกบีบไม่ให้เรียนมหาวิทยาลัย ดร.เฉิน ต้าเคอ (สองจากซ้าย) สมัยหนุ่มๆ ชีวิตเปลี่ยนแปลงหลังพรรคคอมมิวนิสต์ยกเลิกคำสั่งห้ามคนชนชั้นกลางเรียนหนังสือในปี 2520 เป็นสิบปีหลังมหาวิทยาลัยหลายแห่งถูกปิดช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมโหมหนัก “ผม
ชาวนาครวญ! ราคาข้าวเหนียวดิ่งวูบเหลือกิโลละ7บาท แย้งปีทองรัฐบาล วันที่ 20 พ.ย. นางดวงตา ตันโช ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะธรรมาภิบาลจังหวัดพะเยาลงพื้นที่เยี่ยมชมและสอบถามเกษตรกรในพื้นที่ เกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับราคาข้าว ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด ลูกค้าธ.ก.ส พะเยาจำกัด (สกต.) บ้านสันจกปก อ.ดอกคำใต้ และ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด ลูกค้าธ.ก.ส พะเยาจำกัด อำเภอจุน จังหวัดพะเยา จากการเยี่ยมชมการดำเนินงานของสกต.ทั้งสองแห่ง ได้พบปะสอบถามชาวบ้านที่นำข้าวมาขาย ก็ทราบว่าพึงพอใจในราคาและวิธีการรับซื้อของทั้ง 2 สกต. แต่ก็มีปัญหาเรื่องการทำนาแปลงใหญ่ สาเหตุจากไม่มีแหล่งน้ำ ส่วนผู้บริหารทั้ง 2 แห่งและผู้จัดการธกส. ได้นำเสนอปัญหาการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล เรื่อง ชะลอการขายข้าวของชาวนา ทั้งนี้เนื่องจากโกดังที่เก็บมีไม่เพียงพอ สาเหตุสืบเนื่องจากการจำนำข้าวในอดีตที่ผ่านมายังไม่เสร็จสิ้น ข้าวที่มีปัญหายังอยู่ในโกดัง ไม่สามารถจะจะใช้โกดังได้ อีกทั้งนโยบาย “แก้มลิงข้าว” ก็ไม่ชัดเจน ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเกษตรกร ได้สะท้อนปัญหาราคาข้าวเหนียวว่า สำหรับที่มีการพูดว่าปีนี้เป็น “ปีทอ
ชาวนา เผย ข้าวหอมมะลิราคาพุ่ง แต่ไม่พอขาย!! เก็บไว้กิน-ทำพันธุ์ ก็แทบหมดแล้ว ไม่มีเงินใช้ในครอบครัว สืบเนื่องจากฝนแล้ง-น้ำน้อย ทำ 40 ไร่ ได้ข้าว 5 ตัน ข้าวหอมมะลิ – วันที่ 7 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ตามถนนหนทางตามหมู่บ้านต่างๆ ขณะนี้พบว่าชาวบ้านที่เก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข.15 และ 105 เสร็จ ต่างนำมาตากแดดเพื่อไล่ความชื้น ซึ่งการตากต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน ถ้ามีแดดจัดๆ หากแดดไม่จัดต้องใช้ระยะเวลาการตากเพิ่มไปอีก ข้าวจึงจะแห้งและสามารถนำไปขายได้ราคา หรือบางรายไม่ขายก็นำไปขึ้นยุ้งฉางเก็บไว้กินกันภายในครอบครัว ซึ่งปีนี้ต้องจ้างรถเกี่ยวข้าวลงเกี่ยวในราคา 550 บาทต่อไร่ ถึงแม้ปีนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลินาปีออกใหม่ จะมีราคาพุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ในภาพรวมของจ.สุรินทร์ พบว่า ผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิลดลงเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณฝนในปีนี้มีน้อยมาก และบางแห่งก็ประสบกับภัยแล้ง จนข้าวยืนต้นตายก็มี ขณะที่ราคาเปิดรับซื้อข้าวเปลือกนาปี หน้าโรงสีตอนนี้รับซื้อที่กิโลกรัมละ 17 บาท หรือ 17,000 ต่อตัน ผู้สื่อข่
ชาวนาเฮ!! ราคาข้าวเปลือกพุ่ง กก.ละ 12 บาท แต่ได้ผลผลิตน้อย เพราะฝนทิ้งช่วง ข้าว – วันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในหลายพื้นที่ของ จ.นครราชสีมา ต่างเริ่มลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีกันเป็นจำนวนมาก หลังจากทางโรงสีข้าวเปิดรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 12 บาท จึงทำให้ชาวนาต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขาย เช่นเดียวกันกับชาวนาใน อ.พิมาย ที่นำข้าวมาตากแดดรอการส่งขายให้กับโรงสีข้าว โดยนายอำนวย สกัดกลาง อายุ 63 ปี ชาวนาใน ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย เปิดเผยว่า ตนลงทุนปลูกข้าวนาปี ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิ จำนวน 50 ไร่ โดยช่วงนี้ได้เร่งเก็บเกี่ยวข้าวนาปีทั้งหมด เพื่อส่งขายให้กับโรงสีข้าว หลังจากได้นำข้าวเปลือกซึ่งเป็นข้าวที่เกี่ยวสดไปขายมาแล้ว ได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 12 บาท 50 สตางค์ เป็นราคาที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว ชาวนาเร่งตากข้าวก่อนนำไปขายโรงสี อย่างปีที่แล้วได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท ถึง 9 บาท ทำให้ชาวนาหลายรายต่างดีใจ ที่ราคารับซื้อข้าวเปลือกปรับสูงขึ้น แต่ชาวนาส่วนใหญ่ในหลายพื้นที่ของจ.นครราชสีมา กลับได้ผลผลิตข้าวน้อยกว่าทุกปี เนื่องจากประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วงในช่วงที่ต้นข้าวกำลังเจร
วิบากกรรม ชาวนา! ฝนแล้ง ข้าวยืนต้นตาย ต้องตัดหญ้าในแปลงไปขาย หาเงินไม่กี่ร้อยซื้อข้าวกิน ระหว่างรอ “รัฐ” ช่วยเหลือ ชาวนา – วันที่ 8 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในเขตพื้นที่ จ.นครราชสีมา เกษตรกรได้ประสบกับปัญหานี้ติดต่อกันหลายเดือน ถึงแม้จะมีฝนตกลงมาบ้าง ก็ไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ อ.บัวใหญ่ อ.ประทาย อ.โนนแดง อ.สีดา อ.บัวลาย อ.เมืองคง อ.บ้านเหลื่อม และ อ.แก้งสนามนาง ซึ่งมีความไม่พร้อมของระบบชลประทานอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้ต้นข้าวนาปีที่เกษตรกรได้ปลูกไว้ยืนต้นตายเป็นจำนวนหลายแสนไร่ จากการลงพื้นที่สอบถาม นายพิชัย ยินเสียง อายุ 79 ปี เกษตรกรชาวนา หมู่ที่ 1 ต.สีดา อ.สีดา เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ในพื้นที่ประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกัน นานๆ ครั้งอาจจะมีฝนตกลงมาบ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอให้น้ำสำหรับทำการเกษตร ที่นาที่พอจะสามารถให้น้ำทำนาได้ ส่วนมากเป็นที่นาอยู่ติดกับแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งถูกสูบแห้งเกือบจะหมดทุกที่แล้ว ส่วนที่นาของตนถึงแม้จะอยู่ติดกับถนนสายหลัก แต่ก็ไม่มีแหล่งน้ำที่จะมาสามารถสูบขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ ต้นข้าวจึ
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ชาวนาในตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เร่งสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อส่งเข้านาข้าวที่ฝืนทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ส่งผลให้ปริมาณน้ำ ตามคลองน้ำต่างๆ ในพื้นที่ เริ่มแห้งเหือด จนไม่เหลือน้ำอยู่ภายในลำน้ำ ขณะที่ชาวนาบางส่วนได้ทำการสูบน้ำไปเก็บไว้ภายในสระน้ำที่ขุดขึ้นเอง เพื่อกักตุนน้ำไว้ใช้ส่งให้กับนาข้าวของตน เนื่องจากในปีนี้ชาวนาทุกรายทราบดีว่าอ่างเก็บน้ำทุกแห่งมีน้ำไม่เพียงพอที่จะปล่อยให้ทำนาปรังได้เหมือนเช่นทุกๆ ปี โดยเฉพาะน้ำภายในเขื่อนพิมาย มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยกว่าทุกปี นายถกล แก้วมะเริง อายุ 50 ปี ชาวนาในตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย รายหนึ่งบอกว่า ตนเอง ได้ลงทุนปลูกข้าวนาปรัง ทั้งหมด 100 ไร่ เนื่องจากการทำนาปลูกข้าว ในช่วงนาปี ที่ผ่านมา ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ตนเองจึงหันมาปลูกข้าวนาปรังทดแทน หลังจะได้ผลผลิตเพิ่ม แต่ก็มาประสบกับปัญหา เริ่มจะขาดแคลนแหล่งน้ำใช้ในการเพราะปลูก โดยจากการสำรวจของทางสำนักงานเกษตรอำเภอพิมาย ล่าสุดพบว่าในพื้นที่อำเภอพิมาย มีเกษตรกรชาวนาฝืนทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ไร่ ซึ่งทางสำนักงานเกษตร
วันที่ 11 ก.พ.61 ร.ต.อ.ประยูร วิเศษชาติ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ท่าวุ้ง ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.ท่าวุ้ง ว่า มีผู้เสียชีวิตอยู่กลางทุ่งนา หลังวัดสามัคคีธรรม หมู่ที่ 4 ต.หัวสำโรง ลพบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรฉุกเฉิน รพ.ท่าวุ้ง อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่กลางทุ่งนาข้าวที่กำลังออกรวง พบมีชาวบ้านยืนจับกลุ่มพูดคุยถึงสาเหตุดังกล่าวจำนวนหนึ่ง ที่ริมคันนาพบศพ นายสังคม อุดขาว อายุ 50 ปี สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงขายาวสีดำ และมีถังฉีดพ่นยาฆ่าแมลงวางอยู่ใกล้ศพ ในนาข้าวมีร่องรอยข้าวล้มเป็นบริเวณกว้างประมาณ 4-5 เมตร ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้และการถูกทำร้าย ซึ่งจากการชันสูตรพลิกศพ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง จากการสอบสวนญาติผู้เสียชีวิต ทราบว่าเมื่อช่วงเช้านายสังคมได้ออกมามาพ่นยาฆ่าแมลงที่นา จนเที่ยงก็ยังไม่เห็นกลับไปกินข้าวหรือพักผ่อน ญาติๆ จึงได้ออกตามหา จนมาพบว่านายสังคมล้มฟุบอยู่ที่กลางทุ่งนา จึงได้ช่วยกันนำออกมาจากนาข้าวเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่นายสังคมได้สิ้นใจตายก่อนหน้าแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุคาดว่านายสังคมคงจะโหมงานหนัก ประกอบกับได้สูดดมสาร
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ที่วัดทุ่งสงวน ต.แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา นายถาวร แซ่อิ้ว ประธานชมรมชาวนาข้าว จ.สงขลา และชาวนา 300 คน ได้ยื่นหนังสือให้นายประสงค์ พีรธรากุล เกษตร จ.สงขลา และนายรุ่งโรจน์ และสุบ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม นายสุรชัย วงศ์ศุภลักษณ์ นายอำเภอระโนด ผู้แทน ธ.ก.ส.สงขลา และ นายก อบต.แดนสงวน เป็นผู้แทนในการรับเรื่องร้องเรียนขอให้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ อ.ระโนด ที่หว่านข้าวแล้วได้รับความเสียหายจากฝนตกหนัก นายถาวรกล่าวว่า เกษตรกร 1,352 ราย พื้นที่ 20,351 ไร่ ได้รับความเดือดร้อนจากการทำนาข้าว เนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันช่วงวันที่ 7-15 มกราคม 2561 ทำให้ข้าวที่หว่านเสียหาย ต้องหว่านใหม่ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น มีความประสงค์ให้ภาครัฐช่วยเหลือ ให้ชดเชยค่าเมล็ดพันธุ์หรือจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวหว่าน 3 วันก็เสียหาย นายประสงค์กล่าวว่า เนื่องจากกรณีดังกล่าวไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือตามระเบียบได้ จังหวัดจะได้พิจารณาหาแนวทางให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมอีกครั้ง ทั้งนี้ เนื่องจากการขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวหว่านจะต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน ทำให้ชาวนาไม่ได้รับสิทธิในการเยียวยาช่วยเหลือ
