ทำไรรวย
อดีตผู้บริหารโรงแรม ผุดบริการ รับจ้างตื่นไปตักบาตร หวังเป็นสะพานบุญ คุณพนิตตา สุขมาก วัยห้าสิบเศษ คือ คนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ มีอันต้องตกงานเพราะโควิด เนื่องจากงานประจำที่ทำ คือ งานโรงแรม เธอคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 20 ปี ตำแหน่งล่าสุด คือ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ดูแลฝ่ายการตลาด ทำหน้าที่หาลูกค้าเข้าโรงแรม “เหตุการณ์ ปิดสนามบิน กีฬาสีประเทศ โรคซาร์ส สะดุดอย่างมากก็ 3 เดือน แต่โควิดนี้ ลากยาวเป็นปี สิ่งที่น่าตกใจ คือ พนักงานต้องจากกัน ที่ผ่านมาโรงแรมพยายามหาทางช่วยพนักงานทุกคนนะ ช่วงแรกทำข้าวกล่องขาย แต่สุดท้ายไปไม่ไหว ต้องหยุดเพราะสุดวิสัยแล้ว น่าใจหายมากที่ยอดลูกค้าตกลงเรื่อยๆ สมัยเปิดบริการได้ เราต้องคอยลุ้นให้ตัวเลขลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ครั้งนี้ค่อยๆ หาย จนกลายเป็นศูนย์” คุณพนิตตา แชร์ประสบการณ์ให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟัง เมื่องานประจำมีอันต้องยุติ คุณพนิตตาจึงหันมาหารายได้จากการเปิดเพจ บ้านอาหารไทย ขายอาหารออนไลน์ สไตล์ โฮมเมด ดัดแปลงครัวในบ้านพักย่านงามวงศ์วาน เป็นสถานที่ผลิต เมนูเด่น ที่อยากนำเสนอมีหลากหลาย อย่าง แกงรัญจวน ผัดสามกลิ่นหอม ยำก้านคะน้า สลัดผลไม้ “ที่มาขายอาหารออนไลน
ส้มโอดีที่สุดในโลก คือ พันธุ์ทับทิมสยาม เกรดพรีเมี่ยม ราคาจากสวนลูกละ 500 คุณวาริน ชิณวงศ์ เจ้าของ ชิณวงศ์ฟาร์ม และ อดีตประธานหอการค้า จ.นครศรีธรรมราช เป็นคนหนึ่งที่ตัดสินใจเลือกผลผลิตมีอนาคต อย่าง ส้มโอทับทิมสยาม เป็นสินค้าหลัก โดยเริ่มเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม เมื่อ 8 ปีที่แล้ว จากเดิมที่เคยทำธุรกิจไอที และเมื่อมีสมาร์ตโฟน เข้ามาแทนที่ ธุรกิจไอทีเริ่มซบเซา ประกอบกับ พ่อของเธออยากให้ทำเกษตร เลยกลับมาเดินตามฝันของพ่อ และเลือกส้มโอทับทิมสยาม โดยมองเห็นโอกาสว่า พื้นที่ประเทศไทย ปลูกส้มโอได้ดีที่สุดในโลก และ ส้มโอที่ดีที่สุดในโลก คือ ทับทิมสยาม รูปทรงสวย ผิวเนื้อดี รสชาตินุ่มลิ้น และด้วยความที่บ้านดั้งเดิมเป็นคน อ.ปากพนัง ที่ปลูกส้มโอพันธุ์นี้ได้ดีที่สุดในประเทศไทย มีจีไอรับรอง ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลา 4-5 ปี ที่จะรอให้ส้มโอทับทิมสยามออกผลนั้น คุณวาริน บอกว่า เป็นคนตัวเล็ก มีทุนรอนไม่สูงนัก จึงต้องทำพืชอื่นผสมผสานไปด้วย จึงเลือกปลูกผักสลัด เพื่อให้ได้เงินในระยะสั้น โดยทำฟาร์มสลัด ที่ อ.ลานสกา ปรุงดินเองทั้งหมด ไม่ได้ใช้ดินเดิม จึงทำให้ผักสลัดของเรา กรอบ หวาน อร่อย ไม
ฟ้าทะลายโจร ถึงเวลาเปลี่ยนความสงสัย ช่วยกันพัฒนา ให้เป็นผลิตภัณฑ์ของชาติ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ส่งผลกระทบกระจายวงกว้าง ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่สามารถจัดหาวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนได้ทั่วถึง สมุนไพร จึงถูกนำมาพูดถึงกันมาก ทั้งนำมาใช้ในการรักษาและป้องกัน คุณวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า เสียดายยาสมุนไพรไทยมาก ในช่วงเกิดโรคระบาดยิ่งน่าเสียดาย รัฐบาลควรทุ่มงบประมาณไปในการวิจัยและจดลิขสิทธิ์โดยเร่งด่วน สมุนไพรไทย เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ตำรายาโบราณของไทยเป็นภูมิปัญญาไทยที่บรรพบุรุษไทยสั่งสมมาหลายร้อยปี และเป็นวัตถุดิบยาที่เกิดในสภาพแวดล้อมบนแผ่นดินไทยและเหมาะกับคนไทย คนเอเชียโดยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ถ้ารัฐบาลไทยนำมาพัฒนาต่อยอด จะช่วยประชาชนได้มากและลดการพึ่งพายาต่างประเทศได้มหาศาล “แต่โครงการดีๆ แบบนี้ ต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เนื่องจากการซื้อยาต่างประเทศ เป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่หอมหวน ชวนอนุมัติ จะสร้างภูมิปัญญาของชาติ ต้องสร้างจากผู้มีภูมิปัญญาเท่านั้น” คือ คำกล่าวของรองหัวหน้าพรรคกล้า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นขององค์กรหลักที่ค้นคว้า
กูจะรอดไหมวะ ไอ้สัส ออร์เดอร์เสื้อยืดล้น สามชั่วโมงเกินพันตัว คุณครีม-ธวัชชัย สหัสสพาศน์ เจ้าของ SodA PringtinG กิจการรับพิมพ์ภาพลงบนผ้าแคนวาส ชูแนวคิด ของขวัญที่มีชิ้นเดียวในโลก สามารถมอบเป็นของขวัญได้ในหลายโอกาส ให้สัมภาษณ์ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ว่า ก่อนหน้านี้ธุรกิจของเขาเติบโตอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ทำให้งานเฉลิมฉลองต่างๆ โดยเฉพาะงานรับปริญญา ถูกเลื่อนออกไปก่อนแทบทั้งหมด จึงต้องปรับรูปแบบธุรกิจ มารับงาน เกี่ยวกับพิมพ์ผ้าและเสื้อยืด ทั้งผลิตจำหน่ายเอง ทำ OEM ผลิตสำหรับหน่วยงานต่างๆ “ช่วงที่ผ่านมา ทำสินค้าเกี่ยวกับแฟชั่นค่อนข้างเยอะ เลยจะดูข้อความ คำพูดอะไรที่เกี่ยวกับกระแส และแฟชั่นในตอนนั้นๆ ล่าสุด เลยทำเสื้อยืด กูจะรอดไหมวะ ไอ้สัส ออกมาครับ” คุณครีม เผย ก่อนแจงต่อถึงแรงบันดาลใจว่า “กูจะรอดไหมวะ” มาจากถามตัวเอง ว่าจะรอดจากสถานการณ์นี้ได้มั้ย ทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่วนคำว่า “ไอ้สัส” ได้แรงบันดาลใจมาจากคำด่าของ น้าค่อม ตลกชื่อดังผู้ล่วงลับ ถึงแม้จะเป็นคำด่าที่หยาบคาย แต่พออ่านแล้วนึกถึงเสียงของน้าค่อม ที่ฟัง
เด็กขยันทำกิน หาเงินเรียนเอง ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่ ก่อนเปิดเพจขายขนม รีวิวอาหาร ยกให้ เป็นเด็กขยันทำกิน ตัวจริง ทั้งยังมีความมุ่งมั่น แม้จะถูกทัดทานจากครอบครัวไม่อยากให้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แต่เธอก็ดิ้นรน หาเงินเรียนเอง ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่ คือ เรื่องราวของ พลอย-ภัทรภร พงษ์พิกิจ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต “เลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยรังสิต เพราะคาดหวังจะได้พบเพื่อนและสังคมที่ดี แต่ทางบ้านไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเรียนเอกชน เขาบอกถ้าเรียนก็ไปหาเงินเรียนเอง แล้วให้เงินมาก้อนหนึ่ง ประมาณ 3 หมื่นบาท” พลอย ย้อนความทรงจำ ก่อนเล่าต่อ ตอนนั้นเครียดอยู่เหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างต้องรับผิดชอบเอง เลยคิดว่าต้องหางานทำไปด้วยในระหว่างเรียน เลยเริ่มหางานทำตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 งานแรกที่ทำ คือ ร้านขนม ร้านที่สองเป็นร้านไอศกรีม ร้านที่สาม เป็นร้านแกงกะหรี่ และร้านสุดท้าย คือ ร้านนม ซึ่งแน่นอน การทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่สมดุลให้ดี รับรองไม่ด้านใดด้านหนึ่ง ย่อมเกิดปัญหาแน่นอน “รู้สึกสนุกกับงานที่เธอทำ จนเริ่มใส่ใจการเรียนน้อยลง และเอาเวลา
สร้างอาชีพจากผักตบชวา ทำได้สารพัด ปุ๋ย พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ ถ่านดับกลิ่น ยกขึ้นมาจากคลอง เพื่อลดปัญหาน้ำเสีย แถมยังนำไปสร้างอาชีพ ด้วยการแปรรูปทำได้สารพัด ทั้ง ปุ๋ย พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ ถ่านดับกลิ่น โดย ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมกับ อบจ.ปทุมธานี ลงพื้นที่ชุมชนเมืองเอก นำทีมปฏิบัติการนำผักตบชวา ที่ลอยอยู่ในคลองชุมชนเมืองเอก ขึ้นจากแหล่งน้ำ เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและความสะอาดของแหล่งน้ำ เป็นการป้องกันการเน่าเสียของน้ำ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคจากยุงและอันตรายจากสัตว์เลี้อยคลานที่มาตามผักตบชวา ผศ.ดร.นเรฏฐ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ผักตบชวาที่นำขึ้นมาจากแหล่งน้ำ จะถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในการนำไปใช้ในโครงการที่มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการพัฒนาอาชีพและรายได้ให้แก่นักศึกษา แกนนำ และคนในชุมชนหลักหก ตัวอย่างโครงการที่ทำร่วมกัน ได้แก่ การผลิตถ่านจากผักตบชวา การผลิตเซรามิกดับกลิ่นจากถ่านผักตบชวา การปลูกเห็ดจากปุ๋ยผักตบชวา การผลิตดอกไม้จันทน์และพวงหรีดจากผักตบชวา เป็นต้น
ระลอก 3 อีกแล้ว ใครจะไม่ท้อ ร้านสักคิ้วถูกล็อกดาวน์ ไกด์สาว หนีเสือปะจระเข้ ต้องยุติอาชีพไกด์ เพราะสถานการณ์โรคระบาด ก่อนหันมาเรียนวิชาสักคิ้ว หวังทำเป็นอาชีพใหม่ แต่แล้วต้องมาเจอกับ โควิด-19 ระลอก 3 ร้านสักถูกคำสั่งล็อกดาวน์ นี่มัน หนีเสือปะจระเข้ ชัดๆ คือ เรื่องราวของ คุณแบ๋มมี่-พัชราภรณ์ คำดี อายุ 37 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ จบปวช. เอกบัญชี ที่วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ แต่เพราะไม่ชอบอยู่กับที่ และไม่อยากเป็นนักบัญชี เลยคิดว่า อาชีพมัคคุเทศก์ หรือ ไกด์ (Guide) น่าจะเหมาะกับตัวเอง เลยเข้ากรุงเทพฯ มาศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่ วิทยาลัยดุสิตธานี รุ่น 49 คณะอุตสาหกรรมบริการ การท่องเที่ยว หลังเรียนจบ ได้ฝึกงาน ที่บริษัททำทัวร์ประเทศเวียดนาม และเป็นประเทศแรกที่เธอได้เดินทางไป จากนั้น บอกตัวเองตลอดว่า ต้องเป็นไกด์ เท่านั้น ต่อมาไม่นาน ทัวร์เกาหลีใต้ เริ่มได้รับความนิยม จากซีรีส์ เรื่อง Full house มีบริษัททัวร์เปิดรับไกด์ เลยได้ทำทัวร์เกาหลีอยู่ 9 ปี ต่อมาเป็นทัวร์ญี่ปุ่น อีก 5 ปีเศษ ดำเนินอาชีพที่รักมาด้วยดี จนถึงราวต้นปีที่แล้ว กระทั่งเกิดจุดพลิกผันครั้งใหญ่ จำได้แม่น เมื่อวันที่ 29 กุมภ
เปิดข้อมูลสถานที่รับตรวจหาเชื้อ พร้อมค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แต่หลายที่ปิดไม่มีกำหนด ยังคงเป็นหัวข้อที่ถูกถามถึงกันอย่างกว้างขวาง นอกจากเมื่อไหร่จะได้ฉีดวัคซีนแล้ว คงหนีไม่พ้น มีที่ไหนรับตรวจหาเชื้อโควิด-19 บ้าง แล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายกันเท่าไหร่ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงรวบรวมข้อมูลสถานที่ตรวจหาเชื้อ พร้อมค่าใช้จ่ายเบื้องต้น มาให้พิจารณากันตามอัธยาศัย แต่ต้องหมายเหตุให้ทราบก่อนว่า ล่าสุดโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ปิดแผนกรับตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างไม่มีกำหนดแล้ว โดยให้เหตุผล น้ำยาตรวจขาดแคลน บ้าง บุคลากรไม่เพียงพอ โรงพยาบาลรัฐ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ค่าใช้จ่าย 2,700 บาท สถาบันบำราศนราดูร ค่าใช้จ่าย 2,500-3,500 บาท โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ค่าใช้จ่าย 3,000-6,000 บาท โรงพยาบาลรามาธิบดี ค่าใช้จ่าย คนไทยไม่เกิน 2,500 บาท ชาวต่างชาติไม่เกิน 3,500 บาท โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ค่าใช้จ่าย 3,000 บาท โรงพยาบาลศิริราช ค่าใช้จ่าย 2,000-3,000 บาท (รับตรวจเฉพาะกลุ่มเสี่ยง) โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ค่าใช้จ่าย 7,000-8,000 บาท (ไม่รวมค่าบริการอื่นๆ) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ค่าใช้จ่าย 2,440 –
เอสเอ็มอี อาการโคม่า หากยืดเยื้ออาจพังทั้งระบบ ข้าวยากหมากแพง โจรชุกชุม จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสาม สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง เอสเอ็มอี อาการโคม่า เสียงแห่งความเดือดร้อนจากทั่วประเทศ ทั้งร้านค้าปลีก โชห่วย โอท็อป เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่น่ากังวลว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจพังทั้งระบบ คุณวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า ในฐานะ กูรูด้านเอสเอ็มอี ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งสภาเอสเอ็มอี เพื่อรวบรวมคนตัวเล็ก ซึ่งมีเกือบ 4 ล้านรายหรือราว 20 ล้านคน ถือเป็นฐานที่มั่นหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาแบบตรงคนตรงจุด ดีกว่าโปรยเงินจากฟ้าแล้วปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข คุณวรวุฒิ กล่าวว่า การช่วยเหลือเอสเอ็มอี เป็นปัญหามาเกือบ 30 ปี จนถึงวันนี้ความช่วยเหลือก็ยังลงไม่ถึงตัวจริง หากไม่ตั้งสภาเอสเอ็มอีขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม แม้เวลานี้ เอสเอ็มอีจะไปแฝงอยู่กับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สำนั
แห่ตรวจหาเชื้อ วันหยุดสุดสัปดาห์ คนกรุงจ้าละหวั่น เข้าซูเปอร์ฯ ตุนอาหาร-น้ำดื่ม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่นับวันมีตัวเลขผู้ติดเชื้อนับพัน และยังไม่มีท่าทีจะลดลงนั้น ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่เริ่มมีความตระหนก ผู้สื่อข่าว เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ออกสำรวจสถานการณ์ความเคลื่อนไหวจากพื้นที่บางส่วน ในกรุงเทพฯ พบว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (24-25 เมษายน) มีความโกลาหล เห็นได้ชัด เริ่มจาก ช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 24 เมษายน บรรยากาศหน้าสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ซึ่งมีการใช้เป็นสถานที่ตรวจโควิด-19 ให้กับผู้ประกันตน ตามโครงการของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ปรากฏ มีผู้มารอรับการตรวจเข้าแถวยาวเหยียด ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัด และแดดแรงมาก ผู้ที่ลงทะเบียนมาก่อน บางคนถึงกับถอดใจ หันไปพึ่งบริการจากโรงพยาบาลเอกชนแทน “คนเยอะขนาดนั้น แม้มีการป้องกันตัวเองแล้ว ก็ยังเสี่ยง เพราะทุกคนที่มาต่อคิวตรวจ สันนิษฐานว่าต้องเป็นผู้มีความเสี่ยงไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว เขาถึงลงทะเบียนมารับการตรวจกัน ประกอบกับฟังนายกฯ แถลงเมื่อล่าสุด คืนวันศุกร์แล้ว รู้สึกไม่มีความหวัง เลยต้องช่วยเหลือตัวเอง เงิน 3,000
