ผลไม้
“ปลูกผักผลไม้” ธุรกิจดาวรุ่ง รับนโยบายรัฐบูม “มหานครผลไม้โลก” โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธุรกิจการเกษตร : ปลูกผักและผลไม้ ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจปลูกผักกินใบ ผักกินต้น ผักกินผล เช่น ผักกาด ผักคะน้า กะหล่ำปลี แตงกวา เห็ด การปลูกผลไม้เมืองร้อนและกึ่งร้อน ลำไย ทุเรียน มะม่วง กล้วย แคนตาลูป ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิล เชอรี่ เป็นต้น ยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง 1.การเติบโตของธุรกิจ : การจัดตั้งนิติบุคคล ประเภทธุรกิจ ปลูกผักและผลไม้เป็นหลัก เชื่อมโยงธุรกิจผลิตแปรรูปผักและผลไม้ และธุรกิจขายส่ง ขายปลีก ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการถนอมและแปรรูปการเติบโตของธุรกิจปลูกผักและผลไม้ปี 2558-2561 (ม.ค.-มิ.ย.) – อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี และปี 2560 อัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 126.09 – ปี 2561 (ม.ค.-มิ.ย.) มีอัตราเติบโตร้อยละ 462.50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 – การจัดตั้งธุรกิจการปลูกผัก : ผลไม้ สัดส่วน 70 : 30 – การจัดตั้งธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก และการผลิต/แปรรูปผักและผลไม้ มีการเติบโตสอดคล้องกัน – การเติบโตของมูลค่าทุนจัดตั้งธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบปี 2560 กับป
ผลไม้นอกจากจะรสชาติอร่อย ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง และหากอยู่เมืองไทยด้วยแล้วผลไม้หาทานได้ง่ายตลอดทั้งปี คนสมัยก่อนยังนำผลไม้มาถนอมอาหารด้วยกรรมวิธีหลายอย่าง อาทิ ตากแห้ง หมักดอง เชื่อม แช่อิ่ม ฉาบ ส่วนปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่นำผลไม้มาดัดแปลงทำน้ำพริก แถมเป็นผงโรยข้าวทานแทนกับข้าวได้ด้วย พัฒนาน้ำพริกจากของเหลือ เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ คุณทิวาพร ศิริ หรือ คุณแอม สาวเชียงใหม่วัย 25 ปี คือ เจ้าของไอเดียน้ำพริกผลไม้ AMZAP (แอมแซ่บ) เล่าที่มาว่า หลังจบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ไปทำงานสร้างเขื่อนที่ประเทศลาวอยู่ประมาณครึ่งปี หลังจากนั้นลาออกด้วยเหตุผลว่าไม่อยากเสียเวลาทำงานประจำ อยากสร้างกิจการของตัวเอง นั่นคือ กิจการน้ำพริกผลไม้ เดิมทีบ้านของหญิงสาวดำเนินธุรกิจขายปลีก ขายส่งน้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว และแคบหมู มานานกว่า 15 ปี ซึ่งแต่ละวันจะผลิตแคบหมูราว 500 กิโลกรัม จุดเด่น คือ ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ส่วนน้ำพริกหนุ่มก็ไม่ใส่สารกันบูด ไส้อั่วมันน้อย ใส่สมุนไพรเยอะ ภายหลังที่คุณแอมลาออกจากงานประจำ เธอตั้งหลักด้วยการช่วยงานที่บ้านก่อน เลยเกิดไอเดียอยากขายแคบห
จัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเยอะมาก สำหรับ “มัลเบอร์รี” หรือ “ลูกหม่อน” ผลไม้ชนิดหนึ่งที่เมื่อสุกผลแล้วจะเป็นสีดำ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลักษณะลำต้นตั้งตรง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบปลายใบแหลมยาว ซึ่ง “หม่อน” แต่เดิมเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีนตอนใต้ แถบเทือกเขาหิมาลัย ต่อมามีการนำมาปลูกในอินโดจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ แถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่เช่นกัน ที่ตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มีสวนมัลเบอร์รี่ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ เจ้าของ คือ คุณสุรวุฒิ เหลืองขมิ้น เกษตรกรชายวัย 56 ปี เนรมิตพื้นที่บริเวณนี้ให้กลายเป็นสวนมัลเบอร์รี่ ด้วยต้นหม่อนจำนวน 300 ต้น จำหน่ายทั้งผลสดและแปรรูป นอกจากนั้นยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ รายได้แต่ละเดือนเกือบ 3 แสนบาทเลยทีเดียว คุณสุรวุฒิ เท้าความว่า เกิดมาในครอบครัวเกษตรกร ตอนเด็กๆ ปลูกสารพัดทั้งผักและผลไม้ อาทิ กล้วย ส้ม มะนาว มะพร้าว องุ่น ส่วนต้นหม่อนนั้นเริ่มปลูกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือราว พ.ศ.2550 โดยได้กิ่งพันธุ์หม่อน 1 ต้นมาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเ
อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณ เกิดที่นครศรีธรรมราช ผันตัวมาสวมบทบาทเกษตรกร และใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดระนอง ด้วยการปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ปลูกผักสวนครัว และบรรดาผลไม้สารพัด บนที่ดิน 170 ไร่ แถมลดต้นทุนด้วยการทำปุ๋ยใช้เอง จนเได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2555 ปัจจุบันเก็บผลผลิตขาย มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสน ด.ต.สมนึก โมราศิลป์ บ้านเลขที่ 1/9 บ้านห้วยปลิง หมู่ที่ 7 ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง เผยว่า ในอดีตเคยรับราชการตำรวจ และเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อปี 2543 โดยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบเรื่องเกษตร จึงไปศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ช่วงแรกปลูกพืชระยะสั้นบนพื้นที่ 2 ไร่ อาทิ พริก แตงกวา มะเขือ ใบโหระพา กล้วย ขิง ข่า ต่อมาขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 100 ไร่ รวมเบ็ดเสร็จ ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 2,200 ต้น ปาล์มน้ำมันของ ด.ต. สมนึก ถูกบำรุงดูแลรักษาเป็นอย่างดี ให้ผลผลิตเดือนละ 2 ครั้ง แถมยังได้มาตรฐาน GAP ก่อเกิดรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคุ้มค่า และด้วยความต้องการอยากทำเกษตรผสมผสาน เกษตรกรคนเก่ง เลยปลูกยางพารา ผลไม้ ผักสวนครัว อย่างอื่นร
กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยของผู้บริโภคขึ้นมาอีกครั้ง จากกรณีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำปลาที่จำหน่ายและผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2555-2558 โดยได้รวบรวมข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำปลาทั่วประเทศทั้งหมด 1,121 ตัวอย่าง จาก 422 ยี่ห้อ พบไม่ได้มาตรฐาน 410 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 36.57 ไม่เพียงแต่คุณภาพน้ำปลาเท่านั้น ขณะเดียวกันเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai PAN) ยังเก็บตัวอย่างผัก 10 ชนิด ได้แก่ พริกแดง กะเพรา ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี แตงกวา มะเขือเปราะ และมะเขือเทศ ผลไม้ 6 ชนิด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง มะละกอ แตงโม แคนตาลูป ฝรั่ง และแก้วมังกร รวมทั้งผัก-ผลไม้ทั้งหมด 158 ตัวอย่าง ซึ่งมีทั้งที่มีฉลากรับรองมาตรฐาน อาทิ มาตรฐานปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ ฉลากออร์แกนิคส์ ฉลากมาตรฐานคิว จีเอพี (Q GAP) คิว จีเอ็มพี (Q GMP) และที่ไม่มีฉลากรับรองมาตรฐาน พบว่าผัก-ผลไม้มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึงร้อยละ 56 โดยส้มและคะน้าเจอปัญหามากสุด เกิดคำถามว่า จากข่าวดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก แต่เพราะเหตุใดจึงยังคงมีปัญหาเรื่องคุณภ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายมาณพ ม่วงเลี่ยม อายุ 46 ปี ชาว ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ไปเลือกซื้อลองกองเพื่อนำมารับประทานที่บ้านที่บริเวณแผงจำหน่ายหน้าโรงรถจักร หรือถนนหน้าอาคารส่วนการคลัง เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ สอบถามราคาพ่อค้าแม่ขายทราบว่า แบบร่วงหรือเป็นช่อเล็กๆ ราคากิโลกรัมละ 30-35 บาท หากเป็นแบบคัดช่อราคาจะอยู่ที่ 50-55 บาท ราคาจะขึ้นลงตามวันต่างกัน ลองกองแบบคัดช่อสวยงามเป็นลองกองใหม่ที่ตัดวันต่อวัน หรือข้ามวันเพียง 1 วัน จะรับประทานดีกว่าลองกองที่เป็นแบบร่วงและช่อเล็ก จึงตัดสินใจเลือกซื้อแบบคัดช่อเพราะรับประทานปีละครั้งก็อยากรับประทานสิ่งที่ดีหน่อย เลือกซื้อมา 5 กิโลกรัม เป็นเงิน 250 บาท “เมื่อนำมารับประทานที่บ้านพร้อมกับครอบครัว ลองกองที่ซื้อมาแบบช่อในราคาที่แพงที่สุดของแผงจำหน่ายแล้วปรากฏว่า เป็นลองกองแบบช่อเหมือนกัน แต่เป็นลองกองที่เป็นช่อเล็กแต่ใช้ยางวงรัดรวมกันให้เป็นช่อใหญ่ มองดูภายนอกแบบผิวเผินจะไม่เห็นว่าเป็นลองกองแบบยางมัดรวมกัน จนกว่าจะนำมารับประทานถึงจะเห็น จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกจากพ่อค้าแม่ค้าที่คัดลองกองแบบช่อใหญ่ราคาสูงที่สุดมาให้รับประ
รองศาสตราจารย์ วรภัทร ลัคนทินวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการวิจัยขั้นสูง อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ท่านเล็งเห็นถึงความสำคัญของผลไม้ไทย อาทิ ลำไย ทุเรียน มะพร้าว ชมพู่ฯลฯ อันถือเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศโดยในปี 2559 มีการส่งออกผลไม้สดไทยเป็นมูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์) โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังตลาดเป้าหมายหลักอย่าง ประเทศจีน และรองลงมา ได้แก่ ประเทศฮ่องกง และเวียดนาม แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้ไทย กลับสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการดูแลบำรุงดิน และปรับคุณภาพผลไม้ให้มีรสชาติอร่อยและสีผิวเรียบสวยทั้งนี้ เพื่อเป็นลดความสูญเสียของเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ตลอดจนสามารถส่งออกผลไม้แข่งขันเทียบกับตลาดต่างประเทศได้ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จึงได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ทั้งนวัตกรรมช่วยยืดอายุและเก็บรักษาความสดใหม่ของผลไม้ ฯลฯ เพื่อยกระดับรายได้แก่เกษตรกรไทยโดยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรมาปรับใช้ ก่อนต่อยอดสู่งานวิจัยและนวัตกรร
