ส่งออก
ลูกสาวสวนลำไย พลิกวิกฤตส่งออก ส่งตรงผลผลิตสดๆ รังสรรค์เป็นขนมสูตรคุณยาย ขายดีจนเปิดคาเฟ่ ลำไย เป็นผลไม้ที่ใครหลายๆ คนชื่นชอบ เพราะให้ทั้งความหวาน ความสดชื่น ความอร่อย บางคนกินแล้วถึงกับหยุดไม่ได้ ไม่ว่าจะกินสดหรือนำไปแปรรูปเป็นน้ำหรือขนมก็สามารถทำได้มากมาย วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จัก ร้าน About Longan คาเฟ่เปิดใหม่ย่านบรรทัดทอง ที่ได้นำผลผลิตลำไยสดๆ จากสวนของครอบครัวมารังสรรค์เป็นเมนูแสนอร่อย โดย คุณออม-ภรณ์ชุดา เรือนแก้ว เจ้าของร้าน About Longan ได้เผยชีวิตเรื่องราวก่อนจะมาเป็นร้านนี้ เดิมทีทำงานเป็น Marketing Agency ในสายอีเวนต์ เพราะโควิดร้านนี้ถึงได้เกิดขึ้น มันระบาดหนักมากจนทำให้ว่างเลยคิดหาไอเดียที่จะทำธุรกิจอะไรสักอย่างจึงเกิดร้านนี้ขึ้นมา จาก Marketing Agency สู่เจ้าของธุรกิจร้าน About Longan จุดเริ่มต้นมาเป็นร้าน About Longan เมื่อปี 2020 เกิดโควิดระบาดหนักทำให้ออมว่างงานเพราะด้วยทำงาน Marketing Agency และธุรกิจที่บ้านทำสวนลำไยส่งออกประเทศจีน พอเจอเหตุการณ์โควิดทำให้ลำไยขายไม่ออก จึงเกิดไอเดียที่จะช่วยตัวเองและทางบ้านให้อยู่รอดในช่วงโควิด ตอนนั้นคิดว่าคนเขาอ
กรมการค้าต่างประเทศ เผยเวียดนามปรับลดอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าน้ำตาลของไทยจาก 42.99% เหลือ 25.73% และอัตราอากรตอบโต้การอุดหนุนจาก 4.65% เหลือ 0% ปัจจัยบวกหนุนส่งออกน้ำตาลไทยไปเวียดนาม วันที่ 18 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า แจ้งว่าเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ได้ประกาศผลชั้นที่สุดในการทบทวนอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนน้ำตาล ที่มีแหล่งกำเนิดจากไทย โดยอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และอัตราอากรตอบโต้การอุดหนุน (CVD) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันการส่งออกน้ำตาล เวียดนามเริ่มเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนสินค้าน้ำตาล ที่มีแหล่งกำเนิดจากไทยตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2564 โดยมีกำหนด 5 ปี เนื่องจากพบหลักฐานว่าน้ำตาลจากไทยมีพฤติกรรมทุ่มตลาด รวมถึงได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลไทย อันเป็นเหตุให้อุตสาหกรรมน้ำตาลของเวียดนามได้รับความเสียหายการเรียกเก็บอากร AD และ CVD ส่งผลให้น้ำตาลไทยที่ส่งออกไปเวียดนามต้องเผชิญภาระอากรรวมกันในอัตราที่สูงถึง 47.65% โดยการแก้ไขปัญหาดั
เป็นรองแค่จีน! ไทยขึ้นแท่น ส่งออก ปลากระป๋อง อันดับ 2 ของโลก เบอร์ 1 อาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปลื้ม สินค้าปลากระป๋องและแปรรูปไทยเนื้อหอม ส่งออกไปตลาด FTA โต 15.7% มูลค่าถึง 351.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นแท่นผู้ส่งออกเบอร์ 2 โลก และเบอร์ 1 อาเซียน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สินค้าปลากระป๋องและแปรรูป ถือเป็นสินค้าที่มีศักยภาพของไทย ซึ่งปัจจุบันไทยส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน และอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค. – พ.ค. 2566) ไทยส่งออกปลากระป๋องและแปรรูปไปตลาดโลก มูลค่า 1,145.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นการส่งออกไปตลาดคู่ FTA (การค้าเสรี) มูลค่า 351.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 15.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตลาดคู่ FTA ที่ขยายตัวต่อเนื่อง อาทิ ญี่ปุ่น ขยายตัว 22.7% ชิลี ขยายตัว 96.7% เปรู ขยายตัว 183.1% จีน ขยายตัว 25.7% กัมพูชา ขยายตัว 11.9% และฟิลิปปินส์ ขยายตัว 138.1% นางอรมน กล่าวว่า สินค้าปลากระป๋องและแปรรูปที่ส่งออกไปตลาดคู่ FTA ทุกกลุ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง ขยายตัว 17.2% คิดเป็นสัดส่วน 51.6
ส่งออกผลไม้ไทย ปี 66 ภาพรวมเติบโตได้ โดยเฉพาะ ผลไม้สด แช่เย็นและแช่แข็ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 66 จะเติบโตดี เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูกาลส่งมอบผลไม้ที่สำคัญของปี ประกอบกับการกลับมาขยายตัวของการส่งออกผลไม้สดจากฐานที่ต่ำในปีก่อน รวมถึงมีการเพิ่มการส่งออกผลไม้ไปยังตลาดใหม่ๆ แต่ด้วยเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ ตลอดจนผลจากสภาพอากาศที่แปรปรวน อาจกดดันให้อัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทยในช่วงที่เหลือของปีชะลอลง ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทยตลอดปี 66 อาจอยู่ที่ 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวราว 2.3%YoY โดยกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ กลุ่มผลไม้สด แช่เย็นและแช่แข็ง จากการส่งออกไปยังตลาดจีนที่กลับมาขยายตัวได้ดี ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มหดตัว ได้แก่ กลุ่มผลไม้กระป๋องและแปรรูป เนื่องจากคำสั่งซื้อของตลาดคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปปรับลดลง สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกผลไม้ การจัดการต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะจากวัตถุดิบอาหารและแรงงาน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเฉลี่ยเกือบ 80% ของต้นทุนรวม จะยัง
เวียดนาม ขุมทรัพย์ค้าปลีกไทย มีแนวโน้มเติบโตสูง 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 68 แนะผู้ประกอบการเจาะตลาดออฟไลน์-ออนไลน์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะค้าปลีกไทยปรับตัวเจาะตลาดเวียดนาม หลังตลาดมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก คาดปี 68 ยอดค้าปลีกจะสูงถึง 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยผู้ประกอบการควรปรับรูปแบบการลงทุนร้านค้าแบบเครือข่าย ซูเปอร์มาร์เก็ต และใช้ช่องทางออนไลน์เจาะกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาว วันที่ 15 มิถุนายน 2566 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสุภาพร สุขมาก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ถึงโอกาสในการขยายตลาดการค้าปลีกของไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม และการใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ในการขยายโอกาสทางการขายเจาะเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคของเวียดนามที่มีแนวโน้มเติบโต โดยทูตพาณิชย์ให้ข้อมูลว่า เวียดนามเป็นตลาดค้าปลีกที
โอกาสดีของคนขายต้นไม้! เปิดลิสต์ 38 ต้นไม้ไทย ส่งออกตลาดซาอุฯ แล้วกว่า 2 แสนต้น ตามเป้าหมาย “Saudi Vision 2030” ของซาอุดีอาระเบีย มีแผนที่จะนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลกเพื่อให้บรรลุตามนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียว (The Saudi Green Initiative) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยการปลูกต้นไม้ 10,000 ล้านต้น และร่วมสนับสนุนผลักดันโครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้น ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งต้นไม้ไปยังซาอุฯ แล้วกว่า 200,000 ต้น และถือว่ายังมีโอกาสให้ไทยส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุฯ ได้อีกมาก ซึ่งซาอุฯ จะร่วมมือกับกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือกลุ่มประเทศ GCC (Gulf Cooperation Council) และประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในการปลูกต้นไม้ในเอเชียตะวันตกเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านต้น โดยต้นไม้ไทยที่ส่งออกไป ซาอุดีอาระเบีย มีดังนี้ 1. ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Tabebuia rosea) 2. นนทรี (Peltophorum pterocarpum, Yellow poinciana) 3. พุทราจีน (Ziziphus jujuba) 4. ศรีตรัง (Jacaranda mimosifolia) 5. หูกวาง (Terminalia catappa) 6. อรชุน (Terminalia arjuna, Arjuna Tre
เลนส์แว่นตา สินค้าน่าจับตามอง ส่งออกสหรัฐฯ มากสุด วันที่ 5 พฤษภาคม 2566 นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ที่ไทยได้รับในปัจจุบัน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช มีมูลค่ารวม 496.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิฯ สูงถึง 52.36% โดยตลาดที่ไทยมีการใช้สิทธิ GSP ส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ สหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่า 457.82 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 91.61% ของมูลค่าการส่งออกรวมที่ใช้สิทธิ GSP สำหรับการใช้สิทธิ GSP ในการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ สินค้าครองแชมป์อันดับ 1 ยังคงเป็นส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ แต่สินค้าที่มีความโดดเด่นและน่าจับตามองไม่แพ้กัน คือเลนส์แว่นตา ซึ่งมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ 19.95 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 132.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสหรัฐฯ มีการนำเข้าเลนส์แว่นตาจากไทยมากเป็นลำดับที่ 2 รองจากเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับสิทธิฯ จากสหรัฐฯ ด้วยกันเองแล้ว พบว่าสหรัฐฯ มีการนำเข
บุกตลาดจีนต้องรู้! 6 เมืองใหญ่ ปักหมุดเมืองน่าค้าขาย มือใหม่ส่งออกห้ามพลาด ผู้ประกอบการที่ตีตลาดส่งออกใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ไปบุกตลาดจีน มักเข้าใจว่า ผู้บริโภคชาวจีน มักมีกำลังซื้อสูงเหมือนๆ กันหมด แต่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า จีนเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ ทำให้แต่ละเมืองมีขนาด กำลังซื้อ และพฤติกรรมการบริโภคของคนที่แตกต่างกันไป คุณอิทธิชัย อรรถกระวีสุนทร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้ง จำกัด ได้ปักหมุดเมืองน่าค้าขายในประเทศจีน ในเว็บไซต์ POST Family ให้ผู้ที่สนใจทำการส่งออกไปประเทศจีน ได้ทำความเข้าใจกัน ดังนี้ คุนหมิง : เมืองสุดชิล คุ้นเคยสินค้าไทย นับว่าเป็นจุดหมายที่ผู้ประกอบการไทยหลายคนเลือกให้เป็นตลาดแรกในการบุกจีน เพราะคุนหมิงเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆ สิบสองปันนา ค่อนข้างจะมีความคุ้นเคยกับสินค้าไทยซึ่งถือเป็นจุดได้เปรียบ และด้วยความที่คุนหมิงเป็นเมืองที่มีความชิลคล้ายๆ กับเชียงใหม่ ดังนั้น สินค้าที่เหมาะจะขายในเมืองนี้ อาจไม่จำเป็นต้องพรีเมียมมากหรือมีความไฮเอนด์สูง สำหรับสินค้าไทยที่มีโอกาส เช่น ผลิตภัณฑ์สปา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และของใช้ทั่วไป เซี่ยงไฮ้, เซินเจิ้น : เมืองแ
ชี้เป้าส่งออก “ชาไทยไม่ใส่นม” เจาะตลาดผู้บริโภครักสุขภาพในอินเดีย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าส่งออก “ชาไทยไม่ใส่นม” เจาะตลาดอินเดีย หลังทูต พาณิชย์นำ “ชาใบหม่อน” แจกทดลองตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถเจาะตลาดกลุ่มรักสุขภาพ ควบคุมน้ำหนัก และมังสวิรัติ แนะช่องทางเพิ่มการรู้จักด้วยการขายเป็นของฝาก ขายผ่านตู้กด สอดแทรกเป็นเมนูในร้านอาหาร มั่นใจเวิร์กแน่ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า จากการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวสุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมือง มุมไบ อินเดีย ถึงโอกาสในการส่งออกชาไทยไม่ใส่นม เจาะตลาดอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคชาที่รักสุขภาพ ต้องการควบคุมน้ำหนัก และบริโภคอาหารมังสวิรัติ ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบันชาวอินเดีย นิยมดื่มชาโดยต้องมีการต้มนมสดก่อนใส่ชาลงไปผสม ตรงนี้เองจึงกลายเป็นจุดที่น่าสนใจว่าชาไทยที่มีกลิ่นหอมหวานจะเข้าไปเติมเ
EXIM BANK เดินหน้าเติมความรู้ โอกาส และเติมทุน สร้างผู้ส่งออก SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยเติบโตยั่งยืน ความพยายามของรัฐบาลในการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจของธุรกิจ SMEs ยังคงเดินหน้าต่อไปและถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทย ผ่านทางการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งการให้องค์ความรู้และเงินทุน เพื่อสร้างผู้ประกอบการรายเดิมให้เข้มแข็งและสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันธุรกิจ SMEs ทั้งหมดมีจำนวน 3.1 ล้านราย คิดเป็น 99% ของจำนวนผู้ประกอบการในประเทศไทย แต่มีสัดส่วนมูลค่าเพียง 35% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เท่านั้น ในขณะที่สามารถสร้างการจ้างงานได้ถึง 12.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 72% ของการจ้างงานทั้งระบบ ผู้ประกอบการ SMEs จึงถือเป็นกระดูกสันหลังและฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า ธุรกิจ SMEs มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก ทางรอดของประเทศไทยจึงอยู่ที่การสร้างผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้แข็งแกร่ง โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเป็นคนกลางเชื่อมธุรกิจทุกขนาดเข้าไ
