อาชีพเสริม
จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีความฝืดเคือง หรือเรียกว่ายุคข้าวยากหมากแพง อาจทำให้หลายๆ คนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกติดขัดในเรื่องของสภาพความคล่องตัวทางการเงินมิใช่น้อย ส่งผลให้เกิดสภาวะหนี้สินมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่พยายามมองหาอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีมากขึ้นสำหรับพอใช้จ่ายเพื่อให้ตนเองเกิดหนี้สิน แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อยอาจไม่มากเท่ากับงานประจำที่ทำ แต่ก็ทำด้วยใจรักจสามารถเป็นงานที่สร้างเงินได้ เหมือนเช่น คุณวรินดา สุวรรณทอง อยู่บ้านเลขที่ 351 ถนนเลียบคลองมอญ แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร คุณวรินดา สาวอินดี้ผู้รักความอิสระ เล่าให้ฟังว่า ปัจุบันตัวเธอทำงานเป็นสาวออฟฟิศ แต่มีความชอบในเรื่องของการปลูกต้นกระบองเพชร มาตั้งแต่ ปี 2551 สมัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในช่วงนั้นคือ ได้ศึกษาวิธีการปลูกเลี้ยงตามโซเชียลมีเดียต่างๆ “เหตุที่ปลูกต้นกระบองเพชร เพราะว่าช่วงนั้นซื้อมาเพื่ออยากเอาไว้ถ่ายรูป เพราะดูแล้วมันสวยดี คราวนี้พอดูๆ ไป เห็นว่าเอ้ย! มันก็สวยแปลกกว่าไม้อื่น ก็เลยชอบ แล้วก็ปลูกมาเรื่อยๆ ซื้อตาม
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเห็นได้ว่าการเกษตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เนื้อที่หรือความรู้ของการจบใน ด้านนี้มาทำมากนัก แต่เกิดจากการที่เริ่มชอบในสิ่งที่อยากทำ จนคิดค้นริเริ่มทดลองทำจนให้เกิดเป็นงานสร้างรายได้ แบบที่ว่าสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย คุณสุมิตรา ศรีเดช อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 4 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ลาออกจากงานบริษัท มาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง โดยใช้พื้นที่บริเวณภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนเป็นอาชีพที่เธอบอกว่าทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญทำให้เธอมีเวลาอยู่บ้านดูแลบุคคลอันเป็นที่รักอย่างใกล้ชิดได้ อีกด้วย จากพนักงานบริษัท ผันชีวิตสู่ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง คุณสุมิตรา เล่าให้ฟังว่า ได้ลาออกจากงานบริษัทมาอยู่ที่บ้านเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำ ท่าจีน จากนั้นประมาณ
ที่บ้านเลขที่ 215 บ้านเดื่อพัฒนา ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวได้พบคุณลุงชม ดาทอง อายุ 56 ปี และป้าทองสุข ดาทอง 56 ปี สองสามีภรรยา และเพื่อนบ้านกำลังช่วยกันเทกุ้งฝอยออกจากลอบดักกุ้ง จำนวนกว่า 50 หลัง จึงเข้าไปสอบถาม ซึ่งลุงชมเล่าให้ฟังว่าตนเองและภรรยามีบุตรอยู่ 3 คน มีหน้าที่การงานทำงานที่ต่างจังหวัดกันหมด ตนเองอาศัยอยู่กับภรรยา 2 คน ตนทำนา 15 ไร่ และยึดอาชีพเสริมหาจับกุ้งตามหนองน้ำสาธารณะข้างหมู่บ้าน โดยทำลอบดักกุ้งขึ้นมาเอง และจะออกไปวางลอบในช่วงเวลา 15.30 น. ของทุกวัน และเก็บกู้ตอนรุ่งเช้าเพื่อกุ้งนั้นจะได้สด และขายให้ทันชาวบ้านประกอบอาหารในช่วงเช้า โดยนำกุ้งมาเทรวมกันในกะละมัง และใช้แก้วใสตวงใส่ถุง ถุงละ 1 แก้วเต็ม ก่อนรัดปากถุงนำไปขายเพียงแค่ ถุงละ 20 บาทเท่านั้น ซึ่งถูกกว่าตลาดสดในอำเภอปราสาท 2 เท่า บางวันได้ร่วม 40 ถุง จะมีชาวบ้านมารอซื้อและช่วยกรอกใส่ถุง ซึ่งในแต่ละเช้า สามารถสร้างรายได้ไม่ตำกว่า 400-700 บาท โดยใช้รายได้ดังกล่าวไปจ่ายค่าปุ๋ยค่าไถหว่านและค่ารถเกี่ยวได้สบายๆ ลดต้นทุนในการทำนาได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเพิ่มภาระให้แก่ลูกหลานอีกด้วย สำหรับคุณลุงชม และป้าทองสุข
ตอนนี้หลายคนหันมาสนใจทำการเกษตรเป็นรายได้เสริม และมีไม่น้อยที่ทำเงินได้จนกลายเป็นรายได้หลัก อย่างดาบตำรวจที่พะเยาที่หันมาเลี้ยงไก่งวงออกขาย ปรากฏว่าสร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท ตอนนี้กำลังพัฒนาเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย ดาบตํารวจสมบูรณ์ นันทพิศ ตํารวจสังกัดกองบังคับการตํารวจภูธรจังหวัดพะเยา เล่าว่า ตนได้ใช้เวลาว่างจากงานรับราชการตำรวจในวันหยุด หันมาเพาะพันธุ์ไก่งวงออกจําหน่าย ภายในบริเวณบ้าน ในพื้นที่บ้านดอกบัว หมู่ที่ 4 ตําบลบ้านตุ่น อําเภอเมือง จังหวัดพะเยา เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งสามารถจําหน่ายได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากหากมีการเพาะพันธุ์ออกมาเสร็จแล้ว ลูกของไก่งวงอายุไม่เกิน 1-2 เดือน ก็จะมีคนมาสั่งจองซื้อกันจนหมด ดาบตํารวจสมบูรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเองหันมาเลี้ยงไก่งวงเป็นอาชีพเสริม ได้ปีกว่าๆ แล้ว โดยเริ่มจากพ่อพันธุ์ 2 ตัว แม่พันธุ์ 5 ตัว นํามาเพาะขยายพันธุ์โดยเฉลี่ยแล้ว ภายในระยะเวลา 2-3 เดือน แม่พันธุ์แต่ละตัวจะให้ลูกประมาณ 15-20 ตัว และนํามาเลี้ยงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถจําหน่ายได้แล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 2
