เกษตรกร
ความเหมาะสมทางทรัพยากรธรรมชาติของไทยได้เอื้อประโยชน์ต่อการนำพืชผัก ไม้ผล หลายชนิดไปปลูกได้ดียังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ มิหนำซ้ำบางพื้นที่อาจได้ผลผลิตดีทั้งคุณภาพและปริมาณกว่าเจ้าของพื้นที่เดิมเสียด้วยซ้ำ อย่างราย คุณรุ้งตะวัน ช้างสาร หรือ คุณแป๋ว เป็นคนนครปฐมโดยกำเนิด เป็นลูกชาวสวนเต็มตัว ครั้นแต่งงานได้ย้ายไปร่วมชีวิตกับสามีที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา พร้อมกับนำความรู้ ความสามารถจากอาชีพชาวสวนที่บ้านเกิดไปบุกเบิกปลูกไม้ผลชนิดถอดแบบจนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้และชื่อเสียงให้แก่จังหวัดได้อย่างดี คุณรุ้งตะวัน ช้างสาร เจ้าของสวน รุ้งตะวันที่ระโนด สงขลา ถอดแบบการปลูกไม้ผล ที่นครปฐม ไปใช้ที่สงขลา ได้ผลดี คุณแป๋ว เล่าว่า ด้วยความที่เป็นลูกชาวสวนผลไม้ เมื่อเห็นว่าสภาพดินในพื้นที่มีความคล้ายกับทางนครปฐม จึงนำแนวทางปลูกผลไม้และพืชชนิดอื่นที่เคยปลูกอยู่ที่บ้านเกิดมาใช้กับพื้นที่ของสามี จำนวน 6 ไร่ เริ่มต้นด้วยการปรับผืนนาเดิมให้เป็นร่องสวนตามแบบอย่างของจังหวัดนครปฐม แล้วนำพันธุ์ฝรั่งแป้นสีทองจำนวน 250 กิ่ง มาปลูก กระทั่งพบว่าคุณภาพดิน ตลอดจนสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมไม่สร้างปัญหาแต่ประการใด อีกทั้งย
“นิอร ปฏิทิน” เกษตรกรรุ่นใหม่วัยเพียง 36 ปี ประสบความสำเร็จปลูกดาวเรืองขาย สร้างเม็ดเงินหลักแสนบาทต่อเดือน ใช้วิชาเก่าจากอาชีพชาวนาของครอบครัว ประยุกต์เทคโนโลยีการเกษตรมาใช้กับสวนดาวเรือง 10 ไร่ ที่ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี “ดาวเรือง” ดอกไม้เศรษฐกิจ สร้างสีสันใหม่ให้ชาวปทุมฯ การมีอาชีพ “เกษตร” ของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถยืนได้ด้วยผลกำไรจากการค้าขายผลผลิตทางเกษตรนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสำหรับคุณนิอร ก้าวเข้ามาเป็นเกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรืองอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเวลานั้นเธออายุเพียง 34 ปี และอยู่ในจังหวะหมดหน้าที่จากการเป็นเลขานุการของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในแวดวงวิชาการด้านการกีฬา จึงใช้โอกาสนั้นผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว “ตอนนั้นอายุ 30 กว่าๆ ทำงานกับเจ้านาย พอดีเจ้านายเกษียณ และพ่อก็ไม่ทำนาแล้ว เพราะราคาข้าวไม่ดี ก็ดูเฟซบุ๊กอยู่เฟซบุ๊กหนึ่ง ไปเจอเขาทำไร่ดาวเรืองที่โคราช ก็เริ่มศึกษามาเรื่อยๆ ดูจากเฟซบุ๊กมา และค่อยๆ ศึกษาไป เจ้านายก็แนะนำให้หาตลาดก่อน ก่อนจะทำอะไร เพราะเจ้านายเป็นคนชอบต้นไม้ มาก และพอเรามาเป็นเกษตรกรเต็มตัวดีกว่า ก็เป็นนายตัวเ
“ถ้าให้เลือกระหว่างเลี้ยงกระบือกับการทำไร่ทำนา แบบไหนดีกว่ากันในปัจจุบันนี้ สำหรับผมเลือกเลี้ยงกระบือ เพราะการเลี้ยงกระบือไม่ได้ขายตัวละ 7,000-8,000 บาทเหมือนสมัยก่อน ซึ่งต่อตัวถ้าเลี้ยงเป็นเนื้อ ก็สามารถขายได้เป็นหลักหมื่นบาท เพียงแต่เราต้องมีวิธีการที่ต้องศึกษาให้ถูกต้อง เพื่อให้การเลี้ยงประสบผลสำเร็จ ซึ่งเดี๋ยวนี้วิทยาการต่างๆ สามารถหาข้อมูลศึกษาได้ เมื่อถึงเวลาขายคนเลี้ยงเองสามารถกำหนดเรื่องราคาได้อีกด้วย” คุณพรทรัพย์ กล่าว คุณพรทรัพย์ พาภักดี อยู่บ้านเลขที่ 494 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือจนประสบผลสำเร็จ โดยเน้นผลิตลูกพันธุ์ขายให้กับผู้ที่สนใจนำลูกไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ จนทำให้เวลานี้เขาได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้และมีแนวทางการแก้ปัญหาไปด้วยกัน โดยลดที่ทำนาบางส่วนมาทำแปลงปลูกหญ้าให้กระบือกิน เพื่อเป็นการลดต้นทุนเรื่องอาหาร จึงทำให้ทุกคนในกลุ่มเกิดรายได้ มีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี แปลงปลูกหญ้า ใช้เวลาว่าง เลี้ยงกระบือ คุณพรทรัพย์ ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มเล่าให้ฟังว่า ชุมชนในย่านนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพทำเกษตรกรรม คือทำ
การทำไร่นาสวนผสม เป็นการทำงานเกษตรหลายชนิดผสมผสานในบริเวณพื้นที่เดียวกัน ปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน และการจัดการที่ดี ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ได้ผลตอบแทนคุ้มทุน ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวนจึงเป็นวิธีการลดความเสี่ยงและสร้างรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง วิถีไร่นาสวนผสม วิถีพอเพียงและมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน คุณศรัญญา เพ็ชรรักษ์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดสิงห์บุรี ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แนวทางการดำเนินงานส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นวิธีการที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะได้รับผลผลิต เพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาทำไร่นาสวนผสมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้บริโภค คุณศรัญญา เพ็ชรรักษ์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาก
เกษตรกร ผู้ปลูก ว่านหางจระเข้ จำนวน 20 ไร่ รายนี้ ที่อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มีคุณลุงประยงค์ สุขสว่าง เป็นเจ้าของแต่ดั้งเดิม สวนแห่งนี้ เคยปลูกแตงกวา กล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว แต่พืชเหล่านี้ ต้องลงทุนกับยาฆ่าแมลง และแรงงานมาก เลยหันมาปลูกว่านหางจระเข้ ที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย และขายได้แน่นอน ที่ว่าขาย ได้แน่นอน เพราะมีกลุ่มแม่บ้านมารับซื้อ ไปทำน้ำว่านหางจระเข้ วันละ 2,500 กก.ๆละ 4 บาท หรือมีรายได้ 1 หมื่นบาท ทุกวัน จะว่าไปแล้ว ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่ดูแลง่าย ทนแล้ง และไม่มีโรค เพียงแต่ต้องหมั่นแซะหน่อ เพื่อเป็นขยายพันธุ์ต่อ หรือขายเป็นต้นพันธุ์ไปก็ได้ นี่เป็นพืชอีกตัวที่น่าสนใจ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีตลาดรองรับที่แน่นอน สนใจ ติดต่อ คุณสุทธิพงศ์ สุขสว่าง โทร. 081-8215242 ชมคลิป
เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาตนและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ หลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ คุณเชิดชัย จิณะแสน เกษตรกรชาวศรีสะเกษที่อดีตเคยทำงานในเมืองหลวง แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ มีผลทำให้ตัวเองและภรรยาต้องออกจากงาน แล้วเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเพื่อมาปักหลักต่อสู้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพเกษตรกรรม คุณเชิดชัย จิณะแสน แต่ด้วยความเป็นคนยึดมั่นต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 จึงได้น้อมนำตามแนวทางของพ่อหลวงมาใช้กับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ขนาด 9 ไร่ ของบ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 9 ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จนมาวันนี้ได้ปรากฏเป็นศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ
บ้านยืนบุรีฟาร์มเห็ด เกิดจากการทำเห็ดนางฟ้าไว้บริโภคในครัวเรือน เริ่มต้นจากที่ คุณวีระชาติ ยืนบุรี มีงานประจำ แต่ก็มองหาอาชีพเสริมไปด้วย ซึ่งขณะนั้นมีกิจกรรมทางการเกษตรหลายอย่าง เช่น เลี้ยงนกกระทา เพาะถั่วงอก ปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ และเพาะเห็ดนางฟ้า เพื่อมองหาสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตน ภายหลังคุณวีระชาติได้ข้อสรุปว่า การเพาะเห็ดลงตัวที่สุด คุณวีระชาติ ยืนบุรี “ตอนนั้นเริ่มทำก้อนเห็ดจากฟางข้าว ในตอนแรกฟางข้าวก็ไม่ได้ซื้อ ไปเก็บในแปลงนามานั่งสับ หมัก ใส่ถุง ทำมือทุกขั้นตอน ทำเล็กๆ เรื่อยๆ ขยับขยาย จากเก็บฟางข้าวจากแปลงนาเป็นซื้อฟางข้าวอัดแท่ง ซื้อขี้เลื่อยไม้ยางพารา ประกอบกับการทำงานประจำมีเวลาให้ครอบครัวน้อย เพราะต้องออกพื้นที่บ่อย จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ยิ่งภรรยาก็สนับสนุนให้ทำการเกษตร จะได้มีเวลาดูแลครอบครัว จึงผันตัวเองจากพนักงานประจำมาเป็นเกษตรกรเพาะเห็ดถุง จากวันนั้นถึงปัจจุบันได้สะสมความรู้และประสบการณ์ในการเพาะเห็ดเป็นเวลา 4 ปีแล้ว” ฟาร์มเห็ดแห่งนี้ ทำเห็ดแบบครบวงจร ตั้งแต่การทำเชื้อวุ้น ทำก้อนเเชื้อ มีโรงเรือนเปิดดอก แปรรูป ตลอดจนออกตลาดจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง ผลิตภัณฑ์ของ
ปัจจุบันนี้ อาหารเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมกันมาก วัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นอาหารได้รับการเอาใจใส่ ดูแลและตรวจสอบกันตั้งแต่ต้นทางจนถึงตลาดและผู้บริโภค จึงเห็นรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ชมรม วิสาหกิจชุมชน ที่มีชื่อเสียงกันมากหลาย เช่น กลุ่มผู้รักสุขภาพ ชมรมเกษตรอินทรีย์ เกษตรชีวภาพ เกษตรปลอดภัย ฯลฯ สำหรับพืชผักที่ได้รับความนิยมกันมากคือ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนถั่วลันเตา ผู้เขียนได้พบกับ คุณนัฐชานนท์ วงศ์ดาว อายุ 35 ปี อยู่ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เพาะต้นอ่อนถั่วลันเตา ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย ครอบครัวสนับสนุนให้กำลังใจ คุณนัฐชานนท์ เล่าให้ฟังว่า ด้วยตนเองมีสายเลือดเกษตรคือคุณพ่อ คุณเกริกฤทธิ์ วงศ์ดาว เรียนจบเกษตรบ้านกร่าง พิษณุโลก รุ่น 6 จบแม่โจ้ รุ่น 38 ล่าสุดคุณพ่อดำรงตำแหน่งเกษตรจังหวัดลำพูน ส่วนตนเองเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 63 สาขาเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม หลังจากจบการศึกษาแล้ว เริ่มต้นประกอบอาชีพการเกษตรจากการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ส่งขายตลาดและห้างร้านสรรพสินค้าในเมืองเชียงใหม่ ต่อมาจากการสังเกตเห็นว่า ต้นอ่อนถั่วลันเตา ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น จึงเริ่ม
ครอบครัวของ คุณมะโนทยาน พรมกอง อพยพจากอำเภอเดชอุดม มาตั้งหลักปักฐานอยู่บ้านเลขที่ 165 หมู่ที่ 7 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี สมัยก่อน ถึงแม้น้ำยืนจะเข้าออกลำบาก แต่ก็ดินดำน้ำดีกว่าที่เดชอุดม…ดีไม่ดีอย่างไรให้สังเกตดูที่ชื่อหมู่บ้านคือเกษตรสมบูรณ์ เมื่อเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ครอบครัวของคุณมะโนทยานปลูกข้าวไว้กิน ขณะเดียวกัน ก็ปลูกพืชไร่ จำพวกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง มีอยู่ช่วงหนึ่ง มะเขือพวงมีราคา จึงปลูกกันพอสมควร ทำให้ผลผลิตมีมาก หากนำไปขายในตัวเมืองอุบลฯ หรือที่ตลาดอำเภอวารินชำราบ ขายได้ราคาไม่ดี จึงต้องนำไปขายไกลถึงจังหวัดจันทบุรี จากซ้ายไปขวา คุณเพ็ญนภา คุณธนะศักดิ์ คุณแม่ลำเนาว์ และสมาชิกใหม่ของครอบครัว คุณมะโนทยาน นำมะเขือพวงบรรทุกรถไปขายถึงเมืองจันท์ ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร เมืองจันท์ในช่วงที่คุณมะโนทยานไปเห็นนั้นเป็นหน้าผลไม้ ตามข้างทางมีสวนเงาะสุกแดง ข้างทางบางแห่งมีทุเรียนวางขายอยู่เต็มไปหมด คณะที่ไปได้ซื้อชิมแล้วอร่อย ขณะที่นั่งรถกลับบ้าน คุณมะโนทยานเริ่มคิดว่า น่าจะปลูกทุเรียน เพราะสภาพพื้นดินของอำเภอน้ำยืน สีเดียวกับเมืองจันท์ เพราะเป็นตะเข็บชายแด
ลุงเสงี่ยม สีสันต์ อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 6 ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อาชีพหลักสมัยก่อนโน้น ที่ลุ่มแบ่งทำนา สูงขึ้นมาหน่อยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก่อนปี 2535 มีคนชวนลุงเสงี่ยมไปเป็นเพื่อน เพื่อซื้อเงาะจากจังหวัดจันทบุรีมาขาย ลุงชอบเพราะได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เรื่องเงินทองรายได้ไม่ได้คิด หลายครั้งหลายหนที่ไปเห็นต้นเงาะของชาวสวนเมืองจันท์สุกแดงเต็มต้น จึงอยากปลูก ที่อยากปลูกเนื่องจากท้องถิ่นอำเภอน้ำยืน อยู่ชายแดนติดกับกัมพูชา ดินดี ฝนตกดี ที่สำคัญ ลุงมีความขยันหมั่นเพียร ความรู้ และวิธีการปลูกน่าจะหาทางศึกษาได้ ลงมือเมื่อปี 2535 ลุงเสงี่ยมมีประสบการณ์เรื่องราคาข้าวโพด ช่วงเก็บผลผลิตขาย บางปีพออยู่ได้ แต่บางปีขาดทุน เมื่อไปเห็นเขาปลูกเงาะที่เมืองจันท์ จึงตัดสินใจปลูกเงาะโรงเรียนบนที่เนินใกล้บ้าน ไม่ปลูกแล้วข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลุงเสงี่ยม และป้าภัสสร สีสันต์ ทางเจ้าหน้าที่เกษตรแนะนำว่า งานปลูกไม้ผลควรขุดหลุมให้ลึก แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ขี้วัว ขี้ควายเก่าๆ ลุงตัดสินใจปลูกเมื่อปี 2535 ช่วงนั้นการทำนายังใช้ควายตัวเป็นๆ ยังไม่ใช้ควายเหล็ก ปุ๋ยคอกจึงหาได้ง่าย เงาะต้นนี้
