เกษตรกร
ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ยอมรับ โรงงานได้ปาล์มที่มีคุณภาพ แต่ สะดุด น้ำปาล์มสกัดแล้ว ขายไม่ได้ราคา พรุ้งนี้ ราคาผลปาล์มดิ่งลงอีก ชาวสวน ผู้ประกอบการลานเท งง รัฐบาลเล่นอะไรกันอยู่ เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 9 พฤศิกายน พ.ศ. 2561 ที่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม บางสวรรค์ปาล์มออย นายสมรักษ์ บุญชู ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโรงงานบางสวรรค์ปาล์มออย จังหวัดกระบี่ ได้กล่าวว่า ขณะนี้ทางทหารก็ยังคอยควบคุม ดูแล คัดยากผลปาล์มอยู่ที่ลานปาล์มของโรงงานทุกวัน ทราบว่ามีกำหนดระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งสถานการณ์ ขณะนี้ เราต้องยอมรับว่า เมื่อเกษตรกรได้รับข่าวสารจากการเข้มงวดของทางภาครัฐ ถึงวันนี้ผลปาล์มที่เกษตรกรนำไปขายให้กับลานเท แต่ละแห่ง (จุดรับซื้อผลปาล์ม) เป็นผลปาล์ม ที่มีคุณภาพ และ ณ.วันนี้ โรงงานต่างๆ ทั้งในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสุราฎร์ธานี ก็ได้รับซื้อผลปาล์มที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน และจากการวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันจากผลปาล์ม ปรากฎว่าได้เปอร์เซ็นต์ สูงขึ้น ถึง 18.5 เปอร์เซ็นแล้ว ซึ่งถ้าหากว่าเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มสูงขึ้นเท่านี้ ลานเทก็จะสามารถซื้อผลปาล์มจากเกษตรกร ได้ในราคา 2.80 บาท ถึง 3.00 บาท แต่ว่าตอนน
4 ปี รัฐบาล”ประยุทธ์” เกษตรกรขายสินค้าได้ถูกลง ซ้ำเจอเอลนินโญถล่มซ้ำ เกษตรกร – เมื่อวันที่ 9 พ.ย. น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ในช่วง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ พบปี 2557 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ระดับ 142.21 และปี 2561 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ระดับ 126.60 แม้จะปรับตัวลดลงแต่ราคาสินค้าที่เกษตรกรขายได้ ยังสูงกว่าราคาปีที่ระดับ 100 ในปี 2548 ทั้งนี้ ดัชนีราคาของ สศก. ที่ปรับตัวลดลง เกิดจากมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของประเทศมีแนวโน้มลดลง จากปี 2556 มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่ 1.42 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงในอัตรา 2.23% เหลือ 1.14 ล้านล้านบาท ในปี 2560 อันเป็นผลกระทบจากเกิดปรากฎการณ์เอลนิโญในประเทศไทยที่รุนแรงมากในช่วงปลายปี 2557 จนถึงต้นปี 2559 ทำให้ผลผลิตพืชสำคัญ คือ ข้าวนาปรังลดลงอย่างมาก รวมทั้งพืชไร่ ดังนั้นภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งดังกล่าวและเป็นกรณีพิเศษด้วยแล้ว รว
“กฤษฎา” มึนเกษตรกรเมินปลูกข้าวโพดหลังนา สมัครร่วมโครงการไม่ถึง 50% ยังห่างเป้า จี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ ชี้ 20 ต.ค.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนเกษตรกร เมินปลูกข้าวโพดหลังนา – รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ กำลังวิตกเกี่ยวกับการขับเคลื่อนโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปลายเดือนก.ย. 2561 มีเป้าหมายส่งเสริมการปลูกประมาณ 2 ล้านไร่ ขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมไม่ถึง 50% จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ การรับรู้โครงการ ข้อดีที่รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้จากการเปลี่ยนอาชีพมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยในวันที่ 20 ต.ค.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ 33 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา ระดมเจ้าหน้าที่เร่งสำรวจจำนวนเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้
ก.เกษตรฯ รายงานความความคืบหน้าโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ช่วยสร้างอาชีพใหม่ เผยงบลงทุนพัฒนาระบบชลประทานช่วยจ้างงาน มีรายได้เฉลี่ย 12,716 บาท/คนพร้อมเร่งเดินหน้าทุกโครงการ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯภายใต้งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 1.88 ล้านราย เกษตรกรมีรายได้จากการเข้าร่วมโครงการแล้ว 1.74 ล้านราย มีรายได้ทางตรงที่เกษตรกรได้รับจำนวน 1,017 ล้านบาท และเกษตรกรได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกจากโครงการจำนวน 8,681 รายการ โดยในแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร งบรายจ่ายประจำทั้งหมด 17 โครงการ เบิกจ่ายเงินแล้ว 4,913.07 ล้านบาท เกษตรกรได้รับความรู้ 1.69 ล้านราย เกษตรกรมีรายได้จากการจ้างงาน และการอบรม 946.04 ล้านบาท ส่วนงบลงทุนทั้งหมด 15 โครงการ เบิกจ่ายแล้ว วงเงิน 4,098.65 ล้านบาท สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการเกษตร 8,649 รายการ โดยรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการ มีดังนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ สร้างฝายชะลอน้ำ หาแหล่งน้ำชุมชน ขณะนี้มีความคืบหน้าห
ก.เกษตรฯ กำชับทุกหน่วยงานดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อย่างรัดกุม โปร่งใส เป็นไปตามระเบียบ พร้อมเร่งเดินหน้าโครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร หลัง ครม.ขยายเวลาโครงการอีก 6 เดือน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ น.ส.จริยา สุทธิไชยา รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหัวหน้าทีมเร่งรัดการทำงาน ติดตามการใช้งบประมาณ โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ภายใต้งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท โดยดูแลความคืบหน้าการเบิกจ่ายทุกสัปดาห์ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติขยายเวลาให้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ของรัฐบาลทุกโครงการออกไปอีก 6 เดือน จากสิ้นสุดเดือนกันยายน 2561 เป็น สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2562 เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรอบคอบ และประโยชน์ตกแก่เกษตรกร ทั้งนี้ คณะผู้ตรวจราชการของกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ และแจ้งทุกหน่วยงาน ให้ดำเนินการเร่งจัดโครงการอย่างรัดกุม ให้เป็นไปตามระเบียบ มีความโปร่งใส รวมทั้งทุกหน่วยงานประสานข้อมูล และบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยติดตามการดำเนินการในแต่ละกิจกรรมที่มีความโดดเด่น สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพื่อนำไปต่อยอดการขยายผล และเชื่อมโยงการตลาดให้เกษตรกรในอนาค
เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ป้องกันไม่ให้นกมาจิกกินกล้วยไข่ที่ปลูกไว้ เพราะเมื่อถึงช่วงที่ผลกล้วยไข่ติดและเจริญเติบโต นกแก้วกะลิง จะพากันมาจิกกินผลกล้วยไข่เป็นฝูง ทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยนำภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ชาวนาสร้างหุ่นไล่กาไว้กลางทุ่งนา ปรับเปลี่ยนเสมือนหุ่นไล่นกในสวนกล้วยไข่ การทำหุ่นไล่นก มีการพัฒนาภูมิปัญญาให้แขนของหุ่นขยับได้ โดยใช้วัสดุเบา เมื่อลมพัดวัสดุก็จะขยับตามแรงลม ทำให้ดูเหมือนหุ่นไล่นกนั้นขยับได้ นอกจากนี้ ยังนำขวดแก้วเปล่าแขวนในที่สูง นำชิ้นไม้ไปห้อยไว้ข้างๆ ขวดแก้ว เมื่อลมพัดจะทำให้ชิ้นไม้กระทบกับขวดแก้ว เกิดเสียง เป็นการสร้างเรื่องให้นกเข้าใจผิด คิดว่ามีคนเดินเข้ามาในสวน ก็จะช่วยไล่นกได้อีกทาง
เป็นที่ทราบกันดีว่าความหวังของพี่น้องเกษตรกรไทยขึ้นอยู่กับการขายผลผลิตทางการเกษตรให้ได้ราคาดีเพื่อนำเงินที่ได้มาจุนเจือครอบครัวและใช้หนี้ที่เกิดขึ้นจากการเพาะปลูกที่ได้ลงทุนลงแรงไว้ตลอดช่วงการเพาะปลูกบางคนปลูกเสร็จก็ขายเองบางคนก็อาศัยพ่อค้าคนกลางรายได้ของเกษตรกรในแต่ละปีจึงไม่แน่นอนด้วยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมากมายและในยามที่ผลิตผลมีมากมายจนล้นตลาดย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าตกต่ำลงจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเข้ามาจัดกระบวนการช่วยเหลือหาช่องทางการจำหน่ายและกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที ทั้งนี้ ไม่ต่างกับคุณกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เป็นตัวแทนชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลาที่มีสมาชิกมากกว่า 600 ราย ที่ประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำได้ประสานขอความช่วยเหลือจากสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลาและแม็คโครสาขาหาดใหญ่อย่างเร่งด่วน ในการช่วยรับซื้อกุ้งขาวแวนนาไมจากเกษตรกรโดยตรงในช่วงที่มีปัญหา เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ตัน พร้อมจัดงานเทศกาล “แม็คโครชวนกินกุ้งไทย ต่อลม
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว. พาณิชย์ กล่าวภายหลังการเข้าพบของเกษตรกรกลุ่มข้าวโพด และมันสำปะหลัง ว่า กลุ่มเกษตรกรเข้าพบเพื่อรายงานสถานการณ์ราคา และผลผลิตสินค้าเกษตรพืชไร่ โดยต่างพึงพอใจกับราคา และนโยบายการดูแลของรัฐบาล ที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรดังกล่าวดีขึ้น เศรษฐกิจฐานราก และเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น โดยราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 9.50-9.60 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงมาก ส่วนหัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ราคาขึ้นมาอยู่ที่ก.ก.ละ 2.40-2.50 บาท แต่ทั้งนี้ ตนขอให้เกษตรกร เร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และลดต้นทุนการผลิตด้วย เพราะนโยบายการช่วยเหลือจากรัฐนั้น เป็นเพียงการเข้ามาช่วยบรรเทา ไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป ดังนั้นหากเกษตรกรสามารถทำได้ ก็จะช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพมากขึ้น และมั่นใจว่าปีนี้แนวโน้มราคาจะยังคงดีต่อเนื่อง และไม่เกิดปัญหาภัยแล้งขึ้น เพราะสภาพอากาศดี น่าจะทำให้ผลผลิตแอกมาก ซึ่งอาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรให้ไม่สูงมากนัก แต่จะดูแลไม่ให้ราคาตกต่ำ และอยากให้เกษตรกรเร่งเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และพัฒนาสินค้าตัวเองด้วย นอกจากนี้ นานสนธิรัตน์ยังกล่าวถ
เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปอัดรายการ เอ็นบีทีมีคำตอบ ที่ทีวี ช่อง 11 ที่ห้องอัดรายการผมได้พบกับ นายณัฐรท เซ็นนิล เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับเชิญมาอัดรายการเช่นกัน ผมได้รับเชิญมาอัดรายการเกี่ยวกับคนเขียนหนังสือแล้วหันไปวาดรูป ส่วน นายณัฐรท เซ็นนิล ได้รับเชิญมาอัดรายการในฐานะคนเคยทำงานบริษัทอยู่กรุงเทพฯ แต่ผันตัวเองไปเป็นเกษตรกรที่ต่างจังหวัด หลังจากผมอัดรายการเรียบร้อยแล้วได้ถือโอกาสนั่งดูชายหนุ่มผู้ผันตัวเองไปเป็นเกษตรกร เมื่อผมได้ดูแล้วก็อดที่จะนำมาถ่ายทอดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าคิดมากสำหรับการประกอบอาชีพของคนไทยในสมัยนี้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ นายณัฐรท หรือ ที่มีชื่อเล่นว่า บูม ได้เล่าในรายการว่า เขาเป็นคนจังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันอายุ 29 ปี ยังโสด เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พอเรียนจบได้เข้าทำงานที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ตัดต่อข่าวและโฆษณา ก่อนลาออกจากงานเพื่อกลับบ้านไปเป็นเกษตรกรอิสระได้รับเงินเดือน 23,000 บาท เงินเดือนแค่นี้ กับการมีชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ที่บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ แล้วยังต้องจ่ายค่าเดินทางอีก จึงไม่ค่อยพอใช้ หลังจากบูมทำงานอ
ในช่วงหลายปีมานี้ ต้องยอมรับว่า ฝรั่ง คือพืชอีกชนิดที่อยู่ในกระแสความสนใจของหลายคน เนื่องจากฝรั่งเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่มีราคาสูงอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงนี้เราจะเห็นแปลงปลูกฝรั่งแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแหล่งปลูกเดิมอย่าง นครปฐม ราชบุรี และพื้นที่ใหม่ๆ แต่จะว่ากันไปแล้ว ฝรั่งดูจะเป็นพืชที่แอบทำเงินเงียบๆ ให้ชาวสวนมาตลอด เพราะฝรั่งไม่ใช่พืชที่ถูกปลุกกระแสจากสื่อต่างๆ เหมือนกับอีกหลายพืชที่ถูกปลุกกระแสจนโด่งดังหรือน่าสนใจเกินความเป็นจริงเสียอีก จึงทำให้พื้นที่ปลูกฝรั่งไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าที่ควรจะเป็น และหลายคนมองข้ามพืชชนิดนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าคุณได้รู้จักพืชชนิดนี้แล้วเชื่อว่าคุณจะกลับมามองฝรั่งในมุมมองใหม่และทิ้งพืชที่คุณกำลังสนใจหันมาปลูกฝรั่งแทนกันเลยทีเดียว เยี่ยมสวนฝรั่ง ของชาวสวนรุ่นใหม่ ดีกรี ปริญญาตรี แม้จะเติบโตมากับอาชีพทำสวน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกหลานชาวสวนจะไม่อยากเดินตามรอยอาชีพของพ่อแม่ ขณะเดียวกันพ่อแม่เองก็อยากให้ลูกหลานได้ทำงานบริษัทที่สุขสบาย ไม่ต้องมายึดอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องตากแดดแทนการตากแอร์ในออฟฟิศ เช่นเดียวก
