เกษตรกร
ไม้ผลดั้งเดิมหลายชนิดสร้างรายได้อยากให้กลับมา ไม้ผลดั้งเดิมของจังหวัดอุบลราชธานีมีหลายตัว โดยเฉพาะพืชที่เป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง มะขามหวาน มะขามเปรี้ยว ลำไย ล้วนแต่เป็นพันธุ์ดีๆ ทั้งนั้น เนื่องจากบางส่วนช่วงยางพาราบูม ทำให้พี่น้องเกษตรกรตัดผลไม้ออกบางส่วน มาปลูกยางพารา พื้นที่ลดลง ก็เลยอยากให้ผลไม้กลับมาสู่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร จุดเริ่มต้นของไม้ผลชนิดใหม่ เริ่มจาก คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านมองภาคการเกษตรมีความจำเป็น น่าจะมีการปรับโครงสร้างการผลิต ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่จะเป็นไปได้ ไม่ใช่ปลูกตามความเคยชิน ตามประเพณีนิยม ก็เลยให้มีการสำรวจว่ามีศักยภาพตรงไหนอย่างไร ควรมีการปรับเปลี่ยนการผลิตของเกษตรกร ช่วงนั้นเรียกว่าแผนปรับปรุงการผลิตทางการเกษตร ให้พี่น้องปรับปรุงการผลิตทางการเกษตรขนานใหญ่ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีการนำพืชเศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามา มีความเหมาะสมที่จะปลูกไม้ผล มีการนำเข้ามาตั้งแต่ช่วงนั้น ผลผลิตออกมาดี เริ่มมีการขยายตั้งแต่นั้นมา ไ
เกษตรกรชาว ต.บ้านป่า อ.เมือง จ.พิษณุโลก รับซื้อพันธุ์สับปะรดฉีกตาจากภาคใต้มาปลูก ได้ผลผลิตดี เปิดขายในโลกโซเซียล กลับได้รับความสนใจ คนสั่งจองซื้อจนผลิตส่งให้กับลูกค้าไม่ทัน นายเยี่ยม ตาเห็น อายุ 70 ปี เกษตรกรที่แบ่งผืนนาปลูกข้าว และไร่นาสวนผสม ตามแนวพระราชดำริเกษตรกรพอเพียง ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อไว้รับประทานในครัวเรือน ส่วนที่เหลือ ก็จะนำไปขายเพื่อเป็นรายได้ของครอบครัว แต่ที่น่าสนใจ คือการปลูกสับปะรดพันธุ์ฉีกตาของคุณลุงเยี่ยม ที่ไม่มาก แต่สามารถนำไปขายสร้างรายได้ให้ครอบครัวเป็นอย่างดี คุณลุงเยี่ยม เล่าให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนเองได้ทำนาและปลูกพืชผักสวนครัว ตามแนวทางพระราชดำริ เมื่อปีที่ผ่านมาตนก็ทดลองซื้อกล้าพันธุ์สับปะรดพันธุ์ฉีกตามาจากภาคใต้เพียง 100 ต้นเท่านั้น และนำมาปลูกในพื้นที่ไร่นาสวนผสมเหตุที่ตนทดลองปลูก ก็เพราะเพื่อนแนะนำมา เนื่องจากมีความหวาน ไม่กัดลิ้น และที่สำคัญเพียงผ่าผลครึ่งลูกแล้วก็สามารถฉีกที่ตานำมารับประทานได้ง่ายดาย ไม่ต้องปลอกผิวให้ยุ่งยาก เหมือนสับปะรดทั่วไป แต่ถ้าหากต้องการปลอกผิวธรรมดาก็สามารถทำได้ คุณลุงเยี่ยม เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากระยะผ่านไป 1ปีสับปะรดออกผล
“มะละกอเป็นพืชที่ต้องการน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรครากเน่า” เป็นข้อมูลที่รู้กันดีอยู่ในกลุ่มชาวบ้านตำบลวังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ที่ผ่านมาในอดีต ไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกมะละกอแม้แต่รายเดียว ที่เห็นทั่วไปคือปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง และข้าวโพด มีพื้นที่ทำนาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มี คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ และ คุณปรีชา แสงทอง เริ่มนำร่อง นำมะละกอฮอลแลนด์มาลงปลูก เพราะมองเห็นในศักยภาพของพื้นที่ ทั้งยังมองเห็นว่าผลกำไรจากการทำสวนมะละกอน่าจะเป็นรายได้ที่มากกว่าการปลูกพืชไร่อย่างแน่นอน คุณปรีชา แสงทอง (ซ้าย) และ คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ (ขวา) ทั้งคุณณฏฐพลและคุณปรีชา ใช้ความเป็นหนุ่ม กล้าลองผิดลองถูก ไปเรียนรู้การทำสวนมะละกอฮอลแลนด์ เพราะเห็นว่าเป็นสายพันธุ์กินผลสุกที่ตลาดต้องการ แม้จะรู้ว่าสภาพพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีแหล่งน้ำน้อย ต้องอาศัยน้ำจากคลองหรือการขุดสระก็ตาม แล้วกลับมาเริ่มทดลองปลูกก่อนเพียง 5 ไร่ การเก็บผลผลิตรอบแรก ก็มองทะลุไปถึงอนาคตได้ว่า ผลไม้ชนิดนี้สร้างรายได้ที่ดีให้อย่างแน่นอน จาก 5 ไร่ เริ่มขยายพื้นที่การปลูกออกไปเรื่อยๆ เมื่อช
เมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสกลับบ้านที่อำเภอปากช่อง พี่สาวของผู้เขียนเห็นบ้านเพื่อนทำสวนผสม จึงแนะนำให้ลองลงพื้นที่ไปดูสวนแห่งนี้ พอไปถึงความรู้สึกแรกคือ ประทับใจในความเป็นกันเองของเจ้าของบ้าน และบรรยากาศที่ร่มรื่นไปด้วยไม้ผล ต้นไม้ให้ความสดชื่น เข้าไปแล้วรู้สึกอบอุ่น เจ้าของสวนคือ คุณลือชัย หวังสุวรรณ อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 15 ตำบลขโนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณลือชัย หวังสุวรรณ คุณลือชัย เล่าว่า ตนมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายข้าวราดแกง อยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี แต่ได้มีโอกาสมาทำสวนกับรีสอร์ทที่เขาใหญ่ เพราะเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เพื่อนชวนมาเที่ยวที่เขาใหญ่ เกิดถูกใจที่ตรงนี้จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน เนื้อที่ 8 ไร่ เดิมทีเป็นไร่อ้อยมาก่อน จึงลงมือพัฒนา เริ่มแรกสร้างบ้านไว้พักผ่อนเพียงหลังเดียว แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบต้นไม้ ไปที่ไหนเห็นต้นไม้ต้นไหนดี ต้นไหนสวย ก็ซื้อมาปลูกไว้หมด ปลูกโดยที่ไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย มีแต่ความชอบและใจรักเท่านั้น ภายในสวนโล่งสะอาด พื้นที่ 8 ไร่ ปลูกอะไรได้บ้าง ที่สวนของคุณลือชัย มีพื้นที่ทั้งหมด 8 ไร่ ด้วยกัน เขาไม่ได้ปลูกเพียงไม้ผ
คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณ ติดตามงานส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 15 ตำบล 199 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 1,042 ตารางกิโลเมตร นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ 10 คน ข้าวหอมมะลิ เป้าหมายหลักนำนโยบายแห่งรัฐ คือการเกษตรระบบแปลงใหญ่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างคุณภาพ การบริหารจัดการ สู่การตลาดที่ดี ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) ข้าวหอมมะลิ ฐานเรียนรู้เรื่อง ดิน น้ำ ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิต สู่การตลาดคุณภาพ เป็นศูนย์การศึกษาดูงานของชุมชน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง เป้าหมาย คือ เกษตรกรกินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด ครอบครัวเกษตรกรมีความสุข กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องแบกรับภารกิจหลัก ผ่านทางพบ คุณยอด หลักสนาม อยู่บ้านเลขที่ 50 ม.15 บ้านหนองมั่ง ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โทร.083-3447040 เกษตรกรหนุ่มใหญ่ กำลังก้มๆเงย ในแปลงพืชผัก เป็นมะเขือเปราะ อายุ 35-40 วัน ปลูกด้วยการบริหารจัดการน้ำแบบประหยัด สูบน้ำใต้ดินมาใช้ คลุมหน้าดินด้วยฟางข้าว
การพัฒนางานชนบท เป็นงานสำคัญและเป็นงานยากที่ต้องทำโดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนา ภูมิสังคมประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งสภาพอากาศ พื้นที่ สภาพดิน น้ำและคน ทำให้การทำเกษตรของเมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ การทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ จึงต้องมีการศึกษาให้เกิดเข้าใจ และทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย อย่างในพื้นที่หมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ก็เช่นกัน ด้วยเป็นพื้นที่สูง อยู่บนดอย การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยาก หมู่บ้านตั้งอยู่ในภูเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็น เมื่อครั้งอดีตการเดินทางเข้ามาที่นี่ลำบาก และทุรกันดารมาก ชาวเขาชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ ชนพื้นเมืองที่นี่ก็ทำการเกษตรแบบเลื่อนลอย ปลูกฝิ่นบ้าง ทำนาบ้าง ความเป็นอยู่ยากจน แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่ ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินดอยอาสาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอดินโครงการหลวง วัย 53 ปี เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ สมัยก่อนบรรพบุรุษ บนดอยที่นี่
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก 35 ราย เน้นแนวคิด การได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ มีหลายทางเลือกคือ พักผ่อน มีความสุขอยู่กับลูกหลานเหลน หรือทำงานเบาๆ เช่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักหรือปลูกไม้ผล แบบสวนหลังบ้าน เพื่อให้มีผลผลิตเก็บกินหรือแบ่งปันเพื่อนบ้าน วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ ไม่ควรลงทุน ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม เพราะมีความเสี่ยงสูง ยิ่งถ้าไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด อาจแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ทันการณ์ ซ้ำยังส่งผลให้บั้นปลายมีวิถีชีวิตไม่มั่นคง วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณด้วยการ การสร้างสวนไม้ผล ก่อนเกษียณ 5 ปี หรือมากกว่า เพื่อให้มีโอกาสปฏิบัติงานจริง ได้ลองผิดลองถูก รู้ข้อดี ข้อด้อย วิธีการแก้ปัญหา ได้พัฒนาการทำงานให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ และเมื่อถึงวันที่เกษียณจริงก็สามารถทำงานต่อยอดได้ทันที เป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ จากประเด็นดังกล่าว เราจึงขอนำเสนอเรื่องของ ครูเอกชัย…กับสวนไม้ผล งานใหม่หลังเกษียณเพื่อวิถีมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน คุณเอกชัย ตองอบ ผู้อำนวยการโรงเรียนนาแก้ววิทยา ผู้ปลูกสร้างสวนไม้ผลเล่าให้ฟังว่า โดยพื้นฐานแล้วคุณพ่อ-คุณแม่เป็นชาวไร่ชาวนา เมื่อครั้งเป็นเด็กได้ช่วยท่านทำงานในไร่นา จึงซึมซับความรู้ ประสบการณ์ไว้พอสมค
“เกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬหลักๆ คือ ทำสวนยางพารา ซึ่งปัจจุบันพบว่าโคที่เลี้ยงมีปริมาณที่ลดลง อาจทำให้ในอนาคตเนื้อโคที่ใช้บริโภคมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ จะเห็นได้จากสมัยก่อน โคและกระบือในจังหวัดบึงกาฬจะมีไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัวขึ้นไป เมื่อมาเทียบกับปัจจุบันตอนนี้โคมีประมาณ 5,000 กว่าตัว ถ้านำมาบริโภค บอกได้เลยว่าไม่น่าจะเพียงพอ ซึ่งตอนนี้ทางปศุสัตว์เองก็ได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีการเลี้ยงแบบทันสมัยมากขึ้น โดยทางปศุสัตว์มาทำการผสมเทียมให้ จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีโคสายพันธุ์ที่ดี ที่มีลูกผสมตรงตามที่ตลาดต้องการ ก็สามารถทำเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน” คุณสมชาย กล่าว คุณสมชาย อนันตจารุตระกูล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ คุณสมชาย อนันตจารุตระกูล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ ให้ข้อมูลว่า การทำเกษตรส่วนใหญ่ของจังหวัดบึงกาฬ เกษตรกรนิยมที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อผลผลิตของพืชชนิดนั้นมีจำนวนที่มากขึ้นก็จะทำให้ราคาลดลง จึงเป็นผลทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งต่อมาภาครัฐได้มีการจัดการให้เกษตรกรทำพืชชนิดแบบตลาดนำ โดยไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากเกินไป แต่ต้องหาสิ่งอื่น
ละออง ภูจวง อายุ 34 ปี ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 16 ตำบลขามเฒ่าพัฒนา อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (087) 145-6552 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งได้ใช้ความพยายามฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคจนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนและเกษตรกรทั่วไป คุณละออง เล่าให้ฟังว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อปี 2544 ได้ไปสมัครงานและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผนกวางแผนและควบคุมการผลิต ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสาร และธุรการทั่วไป ทำงานได้ 9 ปี และระหว่างนี้ยังศึกษาต่อจนจบ ปวส. ที่โรงเรียนเทคโนโลยีศรีราชา (ภาคค่ำ 2 ปี) อีกด้วย จุดเปลี่ยนอาชีพต่อสำนึกรักบ้านเกิด ตลอดระยะเวลาของการทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นไปด้วยดีด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทำ เป็นที่ยอมรับของนายจ้าง และเป็นที่รักใคร่ของพี่ เพื่อน และน้องๆ ในบริษัท แม้การทำงานที่บริษัทจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องส่วนตัวเริ่มเกิดขึ้นด้วยสำนึกต่อผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดเ
