อาหารอีสาน
“เราอยากทำร้านลาบที่คนเข้ามากินแล้วทำไมรู้สึกเท่จังวะ ร้านแม่งเท่ มาฟังแผ่นเสียง กินกับลาบ” ประโยคสั้นๆ แต่สะท้อนความเป็น “Studio Larb” (สตูดิโอลาบ) ได้อย่างชัดเจน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ ตั้ม-กฤตวัฒน์ สุริย์ หนึ่งในเจ้าของร้านที่ชูความเป็น “อีสานป๊อป” ให้โดดเด่น ตั้งแต่การตกแต่งร้าน ที่นำของสะสมมาจัดวางอย่างมีสไตล์ การเปิดแผ่นเสียงที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการกิน ผสมผสานกับอาหารอีสานสูตรนครพนมจากรสมือพ่อแม่ ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันก่อนเสิร์ฟทุกจาน ร้านน้องใหม่ใกล้บีทีเอสเสนานิคม Studio Larb คือโปรเจ็กต์ที่ตั้ม กับหุ้นส่วน บอล-อดิศักดิ์ กรรเชียง, เม่น-ศิริยศ เรื่องตังญาณ และ หรั่ง-เทอดภูมิ สมบูรณ์ คิดไว้นานแล้ว ว่าจะสร้างร้านที่มีความแตกต่าง พิเศษ และเท่ในแบบของตัวเอง “เราวางคอนเซ็ปต์แต่แรกแล้วว่าจะขายลาบ เปิดแผ่นเสียง เราเท่ในแบบของเรา มันคือตัวตนเราจริงๆ เพราะของทุกอย่างที่เอามาแต่งร้านเป็นของหุ้นส่วนทุกคน แผ่นเสียงเอย เครื่องเล่นเอย เฟอร์นิเจอร์เอย มันผ่านตัวตนของทุกคนที่มาทำร้านนี้จริงๆ” ตั้ม เล่าเสริมว่า ก่อนจะได้ทำเลในย่านนี้ เขาอยากกลับไปเปิดร้านที่บ้านเก
เมื่อพูดถึงอาหารอีสาน หลายคนอาจจะนึกถึงเมนูง่ายๆ รสชาติจัดจ้าน ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ แต่สำหรับร้าน ‘เผ็ดเผ็ด’ การนำเสนออาหารอีสานกลายเป็นเรื่องราวที่ลึกซึ้งและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน สูตรอาหารที่ผ่านการทดลองและพัฒนาโดย คุณต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู และ คุณโอม-ณัฐกร จิวะรังสินี เจ้าของร้าน ‘Phed Phed – ร้านเผ็ดเผ็ด’ ซึ่งทั้งคู่ดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดที่เต็มไปด้วยแพชชัน ปัจจุบันขยายสาขาไปกว่า 8 แห่ง ซึ่งแต่ละสาขาจะมีคอนเซ็ปต์และเมนูที่แตกต่างกันตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ หากใครอยากทานต้อง Walk-In เข้ามาเท่านั้น ซึ่งพีกสุดเคยมีลูกค้ามาต่อคิวมากถึง 120 คิว โดยจากผลประกอบการ บริษัท รสเผ็ดดี จำกัด เมื่อปี 2567 สามารถทำรายได้ 192 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.8 ล้านบาท จุดเริ่มต้นของเผ็ดเผ็ด คุณต้อม เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำร้านอาหาร เขาเคยทำร้านกระเป๋ามาก่อน ซึ่งก็มีการทำกระเป๋าบวกกับการลงรูปอาหารไปด้วย แล้วเหมือนกับว่าลูกค้ามีความสนใจในเรื่องอาหาร ทำให้เขาจุดประกายลองเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ชื่อว่า “เผ็ดเผ็ด” “ผมเป็นคนนครพนมโดยกำเนิด แล้วมีความชื่นชอ
“ลาบเสียบ” ร้านอาหารอีสานแห่งความทรงจำของ “ฝ้าย-อาทิตย์ มูลสาร” ศิลปิน นักวิชาการ และพ่อค้าผู้หยิบเอาวัฒนธรรมอาหารอีสานมาเล่าใหม่ให้น่าสนใจกว่าเดิม ผ่านการ “เสียบไม้” สไตล์อิซากายะญี่ปุ่น โดยยังให้เกียรติความเป็นอีสานผ่านการใช้วัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด การใช้เนื้อสดใหม่ ข้าวคั่ว หรือพริกป่นที่คั่วเอง มาชูรสชาติได้อย่างลงตัว ในอีกมุมหนึ่งลาบเสียบไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่คือพื้นที่แห่งการปลดปล่อยความทุกข์และสร้างความสุข ผ่านอาหาร วัฒนธรรม และเสียงดนตรี ที่หลอมรวมอยู่ในที่เดียวกัน “คำว่า “อีสาน” ในเชิงผัสสะหรือการรับรู้ มันคือความง่ายๆ ผ่อนคลาย ถอดเนคไท ถอดเสื้อโค้ตออก แล้วนั่งกินฟังดนตรีหมอลำที่เราเปิดไปแล้วเฮฮากัน KPI ของลาบเสียบไม่ได้ว่าลูกค้ากินหมดกินเหลือ แต่ลูกค้ายิ้มและหัวเราะดังเท่าไหร่อันนั้นคือความสำเร็จของลาบเสียบ” คำบอกเล่าจากฝ้าย จุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” ฝ้ายผู้บ่าวยโสธรผู้เป็นทั้งศิลปิน นักวิชาการ และในอีกบทบาทคือ “พ่อค้า” เขาสร้างธุรกิจของตัวเองด้วยการเปิดร้านหนังสือและคราฟ์เบียร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” จากแนวคิดเรียบง่ายของเ
“ลาบเสียบ” ร้านกับแกล้มอีสานสไตล์อิซากายะ ของ “ฝ้าย-อาทิตย์ มูลสาร” ศิลปิน นักวิชาการ และพ่อค้าที่หลอมรวมแพสชันและวัฒนธรรมวงเหล้าอีสานเข้าไว้ด้วยกัน ฝ้ายเริ่มต้นร้านนี้ด้วยแนวคิดเรียบง่าย แค่ “อยากทำกับแกล้ม” ไว้ที่ร้านคราฟต์เบียร์อีกหนึ่งธุรกิจของเขา ในช่วงที่กระแสหม่าล่าจากจีนกำลังฮิตในเมืองไทย แต่สำหรับฝ้าย หม่าล่ากลับไม่ตอบโจทย์สายดื่ม เพราะความเผ็ดชาทำให้ลิ้นไม่สามารถรับรู้รสชาติของเครื่องดื่มได้เต็มที่ เขาจึงหยิบ “อาหารของความทรงจำ” จากวงเหล้าอีสานในยุคพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็น ลาบ ก้อย ซอยจุ๊ หรือหมกหน่อไม้ มาตีความใหม่ในรูปแบบ “เสียบไม้” เปลี่ยนหน้าตาและเทกซ์เจอร์ให้ร่วมสมัย โดยยังคงให้เกียรติรากเหง้าและวัตถุดิบดั้งเดิมอย่างครบถ้วน ลาบเสียบ เปิดสาขาแรกที่ซอยวัดลาดปลาดุกใกล้บ้านของฝ้าย ร้านเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนสตูดิโอให้เขาได้คิดไอเดียและรังสรรค์เมนูใหม่ๆ ก่อนตกผลึกเป็นสูตรจริงจัง ต่อมาคือสาขาจิม ทอมป์สัน อาร์ต เซ็นเตอร์ ที่กลายเป็นพื้นที่สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองไปโดยปริยาย ด้วยทำเลซึ่งมีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติแวะเวียนมาไม่ขาด และสาขาที่สาม สาทร ซึ่งวางตำแหน่งเพื่อหนุ่มส
ย่านทองหล่อ-เอกมัย เป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยร้านแฮงเอาต์หลากหลายสไตล์ ตั้งแต่ร้านนั่งชิล บาร์รูปท็อป คลับที่เน้นแสงสีเสียง หรือร้านอิซากายะสไตล์ญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิต ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เพราะสามารถเลือกร้านนั่งเมาท์มอย หรือปาร์ตี้หนักๆ หนึ่งในร้านที่ฮอตฮิตในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น “อีหล่า อีสานกายะ” ร้านอาหารอีสานที่มาในคอนเซ็ปต์อิซากายะ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านกินดื่ม แต่กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ประจำของคนเมือง เหมาะสำหรับนั่งสังสรรค์หลังเลิกงาน อาหารมีรสชาติจัดจ้าน มาในบรรยากาศสบายๆ เปิดเพลงคลอเบาๆ ราคาเริ่มต้น 69 บาท ทำให้มีลูกค้าแวะมาแบบไม่ขาดสาย ในคอลัมน์ Entreprenuer วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ คุณตาล-ธนวัฒน์ แสงอำไพ ผู้ก่อตั้งร้าน “อีหล่า อีสานกายะ” ที่พลิกบทบาทจากอาชีพทนายมาเป็นเจ้าของธุรกิจอาหาร โดยปัจจุบันเปิดมา 4 ปี ขยายไปกว่า 4 สาขา ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ 100 ล้านบาท จุดเริ่มต้น “อีหล่า อีสานกายะ” คุณตาลทำงานเป็นทนายอยู่ประมาณ 5 ปี แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนชอบสังสรรค์ ทำให้การดื่ม ในช่วงกลางคืนแล้วไปทำงานตอนเช้า อาจทำให้เขาทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงมองหาส
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลา 12.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ ภายในงาน Thailand Healthcare 2025 มหกรรมสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ ภายใต้ธีม ‘A Better Life : สร้างสุขทุกช่วงวัย’ คุณรัชฎา สีสวย เจ้าของร้าน “พาข้าว” บรรทัดทอง ได้ขึ้นเวทีช่วง Food Therapy : ไส้กรอกอีสาน ความกลมกล่อมที่ถูกส่งต่อมาจากครอบครัวมากกว่า 30 ปี เพื่อเผยเคล็ดลับความอร่อย หากพูดถึงร้านอาหารอีสานที่มาพร้อมความ “ติดแกลม” หรือความหรูหราทันสมัย ชื่อของ “พาข้าว” มักจะเป็นหนึ่งในร้านขวัญใจผู้บริโภคเสมอ คุณรัชฎา เผยบนเวทีว่า “คอนเซ็ปต์ของร้านพาข้าวคือ อาหารอีสานติดแกลม” และในวันนี้ เธอได้คัดสรร 2 เมนูเด็ดมานำเสนอ คือ ตำฤดูกาล และ ไส้กรอกอีสาน ตำฤดูกาล แซ่บครบรสเพื่อสุขภาพ เมนูแรกคือ ตำฤดูกาล หรือ ตำสตรอเบอร์รี ตำมังคุด ที่โดดเด่นด้วยน้ำปลาร้าสูตรเฉพาะของร้าน ซึ่งสายสุขภาพก็ทานได้อย่างสบายใจ เพราะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์จากปลาหลายสายพันธุ์ เช่น ปลากระดี่ และปลาเนื้อแดง ที่ผ่านกรรมวิธีหมักอย่างพิถีพิถันจนได้ที่ ทำให้ ไม่มีกลิ่นคาว มารบกวน การปรุงเริ่มจากการใช้พริกแดงจินดาแห้งผสมกับพริกแดงจินดาสดในอัตราส
เชื่อว่าหนึ่งในความฝันของผู้ประกอบการร้านอาหารหลายท่าน อยากมีรางวัลการันตี เพื่อเป็นจุดดึงดูดลูกค้าหรือเป็นมุดหมายของนักชิม แต่หนทางและวิธีการที่จะช่วยให้ร้านอาหารคว้ารางวัลและทำความฝันให้สำเร็จได้นั้น ต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง จากเวทีเสวนา “เส้นทางสู่ความเป็นเลิศของอาหารไทยผ่านคู่มือ มิชลิน ไกด์” โดย เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจ้าของร้าน Samuay & Sons (ซาหมวย & ซันส์) ที่การันตีด้วยรางวัลมิชลินไกด์ Bib Gourmand จังหวัดอุดรธานี ได้มาถ่ายทอดถึงเส้นทางอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างมาก โดยได้ถ่ายทอดเนื้อหาผ่านเวทีเสวนา ดังนี้ จุดเริ่มต้น เชฟหนุ่มมุ่งเน้นการรังสรรค์เมนูอาหารจานเด็ด ด้วยวัตถุดิบไทยดั้งเดิม ผสานเทคนิคการปรุงแบบตะวันตกร่วมสมัย นำเสนอ “อาหารอีสานในมุมมองใหม่” ที่มีมากกว่าส้มตำและไก่ย่าง ด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลจากตลาดพื้นบ้านและฟาร์มออร์แกนิก ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบอาหารอีสานสมัยใหม่ ที่ทั้งอร่อย สวยงาม และเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ สัมผัสเสน่ห์ “อาหารอีสานแนวใหม่” อุดรธานี มุมมองวงการอาหารไทย “ผมขอพูดในฐานะเชฟต่างจังหวัด การที่เรามี
รายได้ 2-3 หมื่นต่อเดือน! ขายวัตถุดิบอาหารอีสาน เสริม “ไข่ผำ” สินค้าในกระแส อยากซื้อต้องโทรจอง ภาคอีสานมีความหลากหลายในด้านวัตถุดิบและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ละจังหวัดจะมีของดีประจำท้องถิ่น ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ขายในร้านจะเป็นของพื้นบ้านที่ส่วนมากเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในป่าและแม่น้ำ สามารถหาได้ทั่วไปในภาคอีสาน สมัยก่อน ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจมองภาพลักษณ์ของอาหารอีสานว่าแปลกและยากต่อการรับประทาน แต่ปัจจุบัน วัตถุดิบหลายอย่างเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการรีวิวผ่านโซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทาง ทำให้อาหารอีสานเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น นั่นจึงทำให้ผู้ที่ทำอาชีพขายวัตถุดิบอาหารพื้นบ้าน อย่าง คุณชาญณรงค์ บุญเฮง อายุ 26 ปี เติบโตไปด้วย จุดเริ่มต้นเข้าสู่วงการขายวัตถุดิบอาหารพื้นบ้าน คุณชาญณรงค์ เล่าให้ฟังว่า “ผมโตมากับธุรกิจนี้เลยครับ เดิมทีคุณแม่ขายมะม่วงอยู่ที่ตลาดมะม่วง ซึ่งขายได้เฉพาะมะม่วง จะกี่สายพันธุ์ก็ได้แต่ขายได้เฉพาะมะม่วง วันหนึ่งคุณแม่มีโอกาสได้แผงในตลาดผักพื้นบ้านคัดบรรจุ โดยตลาดนี้อนุญาตให้ขายมะม่วงท้องถิ่น เช่น มะม่วงเบา ม
ไทบ้านต้องรู้! ก่อนเปิดร้านลาบที่ญี่ปุ่น มีร้านส้มตำเด้อ ส้มตำไทยระดับอินเตอร์ เปิดอยู่ก่อนแล้ว จากวลี “พ่อครับ…ผมว่าจะเปิดร้านลาบอยู่ญี่ปุ่น” ที่ผู้กำกับหนังชื่อดัง ต้องเต-ธิติ ศรีนวลได้ฝากไว้ในภาพยนตร์สัปเหร่อ นำมาสู่โปรเจ็กต์ใหม่หมาดๆ ที่หลายคนตั้งตารอ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 3 ซึ่งหากมองในมุมธุรกิจ วลีดังกล่าวอาจไม่ใช่แค่บทพูดของนักแสดง แต่การไปเปิดร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นนั้นมีผู้ประกอบการไทยบุกเบิกมาก่อนแล้ว นั่นคือ “ร้านส้มตำเด้อ” ร้านอาหารอีสานระดับอินเตอร์ที่เริ่มต้นจากประเทศไทย สู่การขยายสาขาในเมืองใหญ่ในต่างประเทศ ร้านส้มตำเด้อ ไม่ได้ประสบความสำเร็จแค่ในไทย เพราะหลังจากเปิดร้านที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2555 คุณธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ เจ้าของร้าน ได้พาอาหารอีสานรสแซ่บบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปปักหมุดไกลถึงกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2557 และได้รับมิชลินสตาร์ 1 ดาว ในปี 2559 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับร้านอาหารที่จะได้รับมิชลินสตาร์ ตราสัญลักษณ์ที่แสดงถึงคุณภาพมาตรฐานจากการจัดอันดับของมิชลิน ไกด์ ต่อมาในปี 2560 เจ้าของร้านส้มตำเด้อได้บินไปเปิดสาขาที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม และกรุงโตเก
เซ็น กรุ๊ป ร่วมเปิด ‘ตำมั่ว’ แฟรนไชส์สาขาแรกในมาเลเซีย พร้อมรุกหนักตลาดมาเลเซีย เผยเป้าขยาย 50 สาขา ภายใน 3 ปี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 คุณศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจแบรนด์ไทย บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดีกับ มร.ลิเว่น ชอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเฟง โฮลดิ้ง มาเลเซีย (Thaifeng Holdings SDN. BHD.) เนื่องในโอกาสเปิด ‘ตำมั่ว’ แฟรนไชส์สาขาแรกที่ประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในคอนเซ็ปต์ De Tummour Authentic Thai Food ที่มีรสชาติอีสานแท้ๆ ฉบับนครพนม ณ Empire Shopping Gallery เมืองสุบังจายา ศูนย์การค้าที่อยู่ใจกลางย่านธุรกิจของรัฐสลังงอร์ (Selangor) ตอบโจทย์ลูกค้าในพื้นที่ที่ชอบทานอาหารรสจัดจ้าน ถือได้ว่าเป็นร้านอาหารไทยอีสานร้านแรกที่เปิดในประเทศมาเลเซียอีกด้วย พร้อมเผยเป้าขยาย 50 สาขาแฟรนไชส์ในประเทศมาเลเซีย ภายใน 3 ปี ประกาศเร่งกำลังเต็มสูบดันธุรกิจร้านอาหารไทยอีสานและธุรกิจค้าปลีกให้เติบโตต่อเนื่อง
