เจ๊ง
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” สำนวนโบราณที่หมายถึงทำอะไรไม่ถี่ถ้วน เดิมใช้ว่า “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตัวเล็น” ตัวเล็นคือพวกแมลงเล็กๆ แล้วเพี้ยนเป็น “ตาเล็น” แต่เอาเข้าจริงผมพยายามหาและคิดถึงที่มาของสำนวนนี้ก็หาใครอธิบายไม่ได้โดนใจ ผมเลยอธิบายเอาเองว่าช้างตัวโตแต่ตาช้างเล็กเลยมองไม่เห็นตาข่ายถี่ๆ ส่วนตัวเล็นถึงแม้ตัวเล็กแต่ตาโตเมื่อเปรียบเทียบกับหัว เจอตาข่ายห่างๆ กลับมองไม่เห็น ร้านอาหารที่ทำกันเจ๊งๆ เหตุผลใหญ่อันหนึ่งก็เรื่องความไม่ถี่ถ้วนนี่ล่ะครับ ไอ้ที่ควรจะถี่ดันไม่ถี่ ไอ้ที่ไม่ควรถี่ดันถี่ ผมรู้จักอยู่ร้านหนึ่ง ขายอาหารฟิวชันตามสมัยนิยม เจ้าของจัดเป็นคนถี่ถ้วนชนิดตามสำนวนนี้ ร้านต้องสะสมชีสและเนื้อสัตว์หลายชนิดมาใช้ทำอาหาร ซึ่งเป็นของราคาแพง ขณะเดียวกัน ก็มีอาหารไทยๆ ด้วย เลยต้องสะสมพวกผักสด ใบกะเพรา พริก แต่ละวันเจ้าของจะเข้าครัวไปคอยดูแลข้าวของวัตถุดิบ แต่ที่แกใส่ใจมากๆ เป็นพวกของผักสดนี่ล่ะ เห็นผักเหี่ยว ผักแช่น้ำจนดำ พ่อครัวเก็บผักไม่ใส่กล่อง ขยำใส่ถุงก๊อบแก๊บ ข้าวโพดต้มทั้งฝักวางแบในตู้เย็น ไม่เอาพลาสต
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” “เงิน” เป็นปัจจัยหลักของร้านอาหาร ทำร้านอาหารก็เพราะอยากได้เงิน แต่จะได้เงินคนอื่นเขามาต้องออกเงินตัวเองไปก่อน การทำร้านอาหารไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จึงต้องมีแผนธุรกิจ อย่าใช้ตำรา “เข้ากระเป๋าซ้าย ออกกระเป๋าขวา” เพราะไปๆ มาๆ มันควักวุ่นวายซ้ายขวาไปหมด ยิ่งเป็นคนที่มีหลายกิจการต้องใช้จ่ายเสมอ เอาอันโน้นไปใส่อันนี้ เอาอันนี้ไปใส่อันนั้น เลยไม่รู้ว่าอันไหนกำไรขาดทุนยังไง แผนธุรกิจเล็กๆ แค่ตั้งไว้ในใจว่า จะเปิดร้านอาหารหรือแค่แผงลอยจะใช้เงินทุนสักเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ถึงจะคืนทุนหรือมีกำไร “อย่าลงทุนเกินตัว” “อย่าจมไม่ลง” และรู้จักคำว่า “ประหยัด” อะไรที่เราทำเองได้จงทำ อะไรที่ทำไม่ได้ ต้องเสาะแสวงหาแหล่งที่ให้ข้อเสนอดีที่สุดก่อน คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ถ้าได้จ่ายน้อยแต่ได้ประโยชน์สูงยิ่งดี ตัวอย่างของการใช้จ่ายเกินตัว เกินงบประมาณ จมไม่ลง ไม่รู้จักประหยัดมีเยอะ เพื่อนผมคนหนึ่งก่อนเปิดร้านให้คนครัวทำอาหาร ทดลองอาหาร ชิม เบ็ดเสร็จกว่าจะทดลองเสร็จหมดไป 30,000 บาท ผมรู้เข้าต้องอ้าปากค้าง “หา!” อุแม่เจ้ารายการอาห
บทความโดย : อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ ตู้จดหมายพลศรี แรงบันดาลหนึ่งที่ทำให้คนอยากเปิดร้านอาหารคือ ชอบทำอาหาร ทำอาหารอร่อย ใครกินก็ชมเปาะ มีสูตรของคุณย่า คุณยาย หรือตกทอดมาจากซัวเถา มีสตอรี่ อย่ากระนั้นเลย เมื่อประสบโอกาสดี ขอเปิดร้านอาหารซะเลย เห็นคนอื่นเขาเปิดร้านอาหารแล้วประสบความสำเร็จ แต่อร่อยสู้ของเราไม่ได้ แล้วเรามีฝีมือขนาดนี้ ลูกค้าจะไม่ติดตรึมรึ เปิดแล้วช่วงแรกๆ ดูดี มีลูกค้าเข้าไม่ขาดสาย ช่วงนี้เขาเรียกกันว่า “ลูกค้าหลอก” หรือ “ไม่ใช่ของจริง” เพราะเมื่อแรกเปิดเราจะมีแรงหนุนจากเพื่อนฝูง ญาติ ครอบครัว ชวนกันมาอุดหนุนหลายๆ สาย ใครมากินก็ชม อร่อยอย่างโน้น อร่อยอย่างนี้ แล้วจะชวนเพื่อนกลับมากินอีก แต่พอเปิดไปประมาณ 6 เดือน 1 ปี นี่แหละจะพบกับ “ของจริง” ลูกค้าที่เคยหมุนเวียนมาหายไปไหนหมด ที่เคยบอกว่าจะชวนเพื่อนกลับมาอุดหนุนก็หาย จะเหลือลูกค้าประจำๆ อยู่ไม่กี่ราย เป็นอย่างนี้อีกสัก 6 เดือน ทุนหมด ก็ชักถอยแล้วครับ อยากทำร้านอาหารให้เจ๊ง แค่หลงตัวเองไว้เยอะๆ ว่า “ฉันทำอาหารอร่อย ฝีมือดี ขายดีแน่นอน” ถ้าไม่ดวงดี เจ๊งสมใจครับ การทำร้านอาหารให้ประสบความสำเ
บทความโดย : อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ #ตู้จดหมายพลศรี ในโซเชียลเขาบอกกันว่า “ถ้าเราโกรธใคร เกลียดใคร จงยุให้เขาทำร้านอาหาร เป็นกิจการปราบเซียน เจ๊งแน่นอน” “ทำร้านอาหารยากจริงไหม” ตอบว่า “จริงครับ” เป็นสัจธรรมที่หลายคนรู้ดี แต่ก็แปลกทั้งๆ ที่รู้ คนก็อยากเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟสวยๆ กันไม่ขาดสาย เปิดใหม่สักพักเจ๊ง ก็มีคนมาเปิดใหม่อีก เข้าทำนองคำคมเปรียบเทียบประชดประชันโบราณเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมเกี่ยวข้องแวะเวียนเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก เป็นที่ปรึกษา จัดอบรม ตรวจร้านอาหาร นับเป็นร้อยร้าน ผ่านกลับไปมีทั้งที่ยังอยู่ กิจการก้าวหน้า และอีกหลายสิบเลิกกิจการไปแล้ว บางร้านผมไปช่วยตั้งไข่ให้ตั้งแต่ต้น ไล่ไปตั้งแต่ช่วยออกแบบพื้นที่ สร้างครัว ทำร้าน สร้างเมนู ออกแบบอาหาร ทดลองอาหาร แนะนำการบริหารงาน การจัดการต้นทุน การตั้งราคาขาย การโปรโมต โฆษณา เรียกว่าทำกันถ้วนทั่วทุกกระบวนความ มีร้านที่ลงทุนจ้างอินฟลูเอนเซอร์ โฆษณาในโซเชียล หมดเป็นแสนก็ยังเจ๊งอยู่ดี ร้านที่รอดก็มีเยอะครับ เดี๋ยวจะโดนนินทาว่า ผมไปให้คำปรึกษาใครเขาเจ๊งหมด องค์ประกอบที่ทำให้กา
