บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี”
“เงิน” เป็นปัจจัยหลักของร้านอาหาร ทำร้านอาหารก็เพราะอยากได้เงิน แต่จะได้เงินคนอื่นเขามาต้องออกเงินตัวเองไปก่อน
การทำร้านอาหารไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จึงต้องมีแผนธุรกิจ อย่าใช้ตำรา “เข้ากระเป๋าซ้าย ออกกระเป๋าขวา” เพราะไปๆ มาๆ มันควักวุ่นวายซ้ายขวาไปหมด ยิ่งเป็นคนที่มีหลายกิจการต้องใช้จ่ายเสมอ เอาอันโน้นไปใส่อันนี้ เอาอันนี้ไปใส่อันนั้น เลยไม่รู้ว่าอันไหนกำไรขาดทุนยังไง
แผนธุรกิจเล็กๆ แค่ตั้งไว้ในใจว่า จะเปิดร้านอาหารหรือแค่แผงลอยจะใช้เงินทุนสักเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ถึงจะคืนทุนหรือมีกำไร
“อย่าลงทุนเกินตัว” “อย่าจมไม่ลง” และรู้จักคำว่า “ประหยัด”
อะไรที่เราทำเองได้จงทำ อะไรที่ทำไม่ได้ ต้องเสาะแสวงหาแหล่งที่ให้ข้อเสนอดีที่สุดก่อน คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ถ้าได้จ่ายน้อยแต่ได้ประโยชน์สูงยิ่งดี
ตัวอย่างของการใช้จ่ายเกินตัว เกินงบประมาณ จมไม่ลง ไม่รู้จักประหยัดมีเยอะ
เพื่อนผมคนหนึ่งก่อนเปิดร้านให้คนครัวทำอาหาร ทดลองอาหาร ชิม เบ็ดเสร็จกว่าจะทดลองเสร็จหมดไป 30,000 บาท ผมรู้เข้าต้องอ้าปากค้าง “หา!” อุแม่เจ้ารายการอาหารประมาณ 30 รายการทำไมใช้เงินทดลองขนาดนั้น สงสัยคงทำด้วยเห็ดทรัฟเฟิล ปิดทองคำเปลว ไข่ปลาคาเวียร์เป็นแม่นมั่น หรือสั่งนำเข้าก้ามปูจากฮอกไกโด
ด้วยหัวอกคนทำอาหารและเวลาสอนทำอาหาร ผมจะพร่ำบอกนักเรียนเสมอว่า จงเลือกวัตถุดิบที่ดีแต่ราคาเหมาะสม จะซื้อแตงกวาต้องเดินเลือกในตลาดสดสัก 2-3 แผง เลือกลูกที่เขียว ไม่เหี่ยว ไม่เหลือง เปรียบเทียบราคากัน แต่ราคามักจะใกล้เคียงกัน เราก็เลือกแผงที่มีแตงกวาสวยสุด เลือกกุ้งระหว่างกิโลละ 220 บาท กับ 260 บาท อย่างหลังได้ตัวโตกว่าแน่นอน แต่เราจะซื้อไปทำน้ำพริกกุ้งเผา ไม่จำเป็นจะต้องใช้กุ้งตัวใหญ่ ใช้กุ้งตัวเล็กพอ ประหยัดไปได้อีกหลาย
ที่เพื่อนผมหมดเงินค่าทดลองอาหารไปหลาย เพราะด้วยนิสัยส่วนตัวติดกินหรู อยู่ดี เวลาทำอาหารเลยใช้แต่ของดีๆ ชีสก้อนแพงๆ หลายๆ ก้อน หลายๆ แบบ ทำแล้วไม่อร่อย ไม่ถูกปากเก็บลืมเท่ากับทิ้ง ซื้อไก่ หมู เนื้อ ทดลองอาหารจานเดียว ซื้อมาเป็นหลายโล ทั้งที่ยังไม่ได้ขาย ทำจริงใช้นิดเดียว น้ำมันมะกอกใช้เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ขวดอย่างแพง ทั้งที่ของอย่างเดียวกันในห้างค้าส่งมีขายราคาถูกกว่าครึ่ง ผิดกันที่ยี่ห้อ อย่างนี้ที่เขาเรียกว่า “จมไม่ลงจริงๆ”
