เส้นทางเศรษฐีออนไลน์
เป็นขนมที่คนไทยคุ้นเคย และรู้จักกันอย่างแพร่หลายสำหรับ “วุ้น” ซึ่งปัจจุบันถูกชายหนุ่มครีเอตแปลงโฉมขนมไทยชนิดนี้ให้มีความแปลกตาและรสชาติที่ไม่ซ้ำใครด้วยการสอดไส้ผลไม้ลงไป นับเป็นขนมที่ไม่ร้ายกาจต่อร่างกาย แถมโกยรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน คุณภัค เรืองกิจรัตนกุล หรือ คุณฮั้ว เจ้าของธุรกิจวุ้นสอดไส้ เล่าว่า ชอบทานขนม ทั้งขนมไทย และเบเกอรี่ มาตั้งแต่เด็ก กระทั่งวันหนึ่งอยากเปิดร้านขายขนมในสไตล์ของตัวเอง ประกอบกับได้ลองทานวุ้นที่มีไส้ข้างในฝีมือคุณน้า จึงเกิดไอเดียของธุรกิจ “วุ้นสอดไส้” “ผมไม่เคยเห็นวุ้นสอดไส้ที่ไหนมาก่อน ซึ่งเท่าที่เห็นวุ้นส่วนใหญ่จะเป็น วุ้นกะทิ วุ้นเป็ด วุ้นใบเตย ซึ่งมั่นใจว่าถ้าทำวุ้นสอดไส้ออกมาขาย ลูกค้าจะต้องชอบแน่ๆ ฉะนั้นจึงสร้างเอกลักษณ์ให้ชัดเจน ด้วยการทำวุ้นสอดไส้ผลไม้” สำหรับจุดเด่นของวุ้นสอดไส้ผลไม้ หน้าตาวุ้นจะเป็นดอกไม้ ด้านในเป็นไส้ผลไม้ และเพื่อให้ลูกค้าจำได้ว่าเป็นวุ้นร้านพฤกษ์ คุณฮั้ว บอกว่า กลิ่นขนมจะหอมกะทิใบเตย ชนิดว่าหอมฟุ้งอยู่ภายในปาก หวานน้อย รสชาติกลมกล่อม ไม่ใส่สารกันเสีย ในช่วงแรกของการเปิดร้าน เจ้าของร้าน บอกว่า ขายออนไลน์ผ่านช่องทาง Instagram และ
เดินตลาด ทัวร์ย่านคนจน “กัวเตมาลา” เศร้าใจเกินกว่าจะอยากถ่ายรูป ดราม่ามหากาพย์หนึ่งในหลายเรื่องที่ทรัมป์สร้างขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่เข้ามาเป็นประธานาธิบดีอเมริกา คือเรื่องขบวนผู้อพยพจากประเทศในอเมริกากลาง เดินทางบ่ายหน้าจะไปหางานในอเมริกา ทรัมป์กรีดร้องเสียงสูงว่าพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้าย ต่อมาก็บอกว่าเป็นอาชญากร ต่อมาก็ว่าเป็นพวกจะเข้ามาแย่งงานคนอเมริกัน ตีอกชกหัวว่าจะไม่ให้เข้ามาเหยียบแผ่นดินเด็ดขาด ประกาศก้องว่าถ้าพวกนี้เข้ามาวุ่นวายใกล้พรมแดนอเมริกาจะเจอจัดหนัก ว่าแล้วก็ส่งกองทัพไปประชิดชายแดน ขึงขังดั่งจะรบล้างโลก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนผู้อพยพที่ว่านั่นอยู่ห่างจากชายแดนอเมริกาไปพันกว่ากิโล ยังไม่ข้ามประเทศเม็กซิโกมาด้วยซ้ำ และด้วยความเร็วของการเดินเท้าของผู้อพยพที่อ่อนล้าเหล่านี้ คาดว่าถ้ารอดชีวิตข้ามเม็กซิโกมาถึงชายแดนอเมริกาได้ ก็คงอีกหลายเดือน อาการประสาทกินของทรัมป์จึงตลกและน่าเศร้าใจไปในคราวเดียวกัน ผู้อพยพกว่า 4,000 คนที่เป็นข่าวนี่มาจากประเทศในอเมริกากลาง ส่วนใหญ่คือ ฮอนดูรัส กัวเตมาลา ซึ่งยากจนข้นแค้นมานานปี อาชญากรรมมากมาย การอาละวาดของแก๊งและข้าราชการฉ้อฉล ทำให้แผ่นดิน
สสว. จับมือ ม.มหิดล เร่งยกระดับ “เอสเอ็มอี-กีฬา” หวังแข่งขันในอาเซียนและตลาดโลก เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุม 408 อาคารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยบัณฑิตวิทยาลัย ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาการศึกษา การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ประกอบการ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจด้านกีฬาของประเทศไทย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนทั่วไป นักกีฬาสมัครเล่น และนักกีฬาอาชีพ อีกทั้งมีเจตจำนงอย่างแน่วแน่ที่จะร่วมมือในการศึกษา การวิจัย การพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ประกอบการ การพัฒนาบุคลากร การฝึกอบรม และกิจกรรมต่างๆ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจด้านกีฬาของประเทศไทย ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ประกอบการ ว่า วัตถุประสงค์ของการลงนามครั้งนี้ สสว. และ
แต่งตั้ง LINE TODAY พันธมิตรออนไลน์ ถ่ายทอดสดผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล คุณธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า การสื่อสารและรับข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ LINE ได้รับความนิยมจากคนไทยอย่างมาก ซึ่งความร่วมมือในการถ่ายทอดสดผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้การเข้าถึงข่าวสารของสำนักงานสลากฯ ง่ายขึ้น และครอบคลุมประชาชนหลากหลายกลุ่มยิ่งขึ้น เพราะคนไทยนิยมใช้ LINE สื่อสารกันอย่างแพร่หลาย และสามารถอัพเดตข่าวสารจาก LINE TODAY ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสำคัญมากสำหรับการตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนั้นการถ่ายทอดสดผ่าน LINE ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนจะได้รับข้อมูลที่แม่นยำโดยตรง ด้าน คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า สลากกินแบ่งรัฐบาล ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสังคมไทยและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เห็นได้จากยอดวิวบน LINE TODAY ที่เพิ่มสูงขึ้น 20% ในทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน ซึ่งเป็นวันที่ประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อตอบรับกระแสความนิยมนี้ เราจึงได้ร่วมเป็น
บางชิ้นกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์! สำรวจแหล่งสร้างอาชีพ โกดังสินค้าญี่ปุ่นมือสองเจ้าดัง จากพฤติกรรรม การ “บริโภค” ของพลเมืองประเทศญี่ปุ่น ที่มักใช้ของทุกอย่าง “ไม่นาน” อย่าง รถยนต์ อายุการใช้งาน 5 ปีทิ้งเลย นอกจากนี้ ยังชอบอิงแฟชั่น ถ้าสินค้าแฟชั่นแบบไหน “เอาต์” แล้ว จะเปลี่ยนใหม่ทันที และเมื่อคนญี่ปุ่นมีนิสัย “ชอบเปลี่ยน” บรรดาของเก่าใช้แล้วทั้งหลาย จึงถูกกำจัดด้วย 2 วิธี คือ หนึ่ง ของชิ้นเล็ก มีราคา จะถูกนำไปจำหน่ายต่อให้คนรับซื้อของเก่า และ สอง ของประเภทที่ขายต่อไม่ได้ ชิ้นใหญ่เกินไป อย่างเฟอร์นิเจอร์ จะถูกนำไปจ้างบริษัทรับกำจัดขยะนำไปทิ้งให้ เพราะคนญี่ปุ่น ไม่สามารถนำของที่ไม่อยากได้แล้ว ไปวางทิ้งหน้าบ้านหรือแอบทิ้งข้างถนนเหมือนเมืองไทย ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงก่อให้เกิดการเติบโตของธุรกิจส่งออกสินค้ามือสองของชาวญี่ปุ่น ไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย “ตู้ขยะ เป็นคำน่ากลัวของคนอยากทำธุรกิจนี้ บางคนลงทุนไปหลายแสนด้วยเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต กลับได้แต่สินค้าที่ขายต่อไม่ได้ การเน้นซื้อมาแบบราคาถูกอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนธุรกิจนี้พึงระวัง ฉะนั้นต้องเน้นการคัดเลือก
“เถาวัลย์เปรียง” สุดยอดสมุนไพรบรรเทาปวดเมื่อย บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติฯ แล้ว จากการเปิดเผยข้อมูลโดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระบุว่า “เถาวัลย์เปรียง” เป็นสมุนไพรที่แพทย์แผนไทยรู้จักใช้กันดี ปรากฏอยู่ในตำรายาแพทยศาสตร์สงเคราะห์ในหลายคัมภีร์ เป็นสมุนไพรที่มีความถี่ในการใช้และปรากฏในตำรายาสูงมากชนิดหนึ่ง โดยใช้เถาเป็นส่วนประกอบในตำรับยาแก้กษัยแก้เหน็บชา ถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายกษัย แก้เส้นเอ็นขอด แก้เมื่อยขบ ทำให้เส้นหย่อน แก้ปวด แก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้โรคบิด แก้โรคหวัด แก้ไอ ขับเสมหะ ถ่ายอุจจาระ บีบมดลูก สรรพคุณเหล่านี้คล้ายคลึงกับการใช้ของหมอยาพื้นบ้านทั่วไป กระทั่ง เมื่อประมาณ พ.ศ. 2535 คุณแม่ลีสี แซ่เอี้ยว ปัจจุบันท่านมีอายุ 92 ปี เป็นคุณแม่ของ ภญ.พัชรี ศรานุรักษ์ (ปัจจุบันรับราชการที่โรพยาบาลบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ) ในปีนั้น ท่านได้มาพบกับตน และออกปากฝากสมุนไพรชนิดหนึ่งไว้ว่าอย่าให้สูญไป ยาตัวนั้นก็คือ เถาวัลย์เปรียง ซึ่งท่านได้ความรู้มาจากซินแส ที่จังหวัดราชบุรี โดยใช้เป็นยาแก้ตกขาว ท่านบอกให้คนรักษาตัวเองหายมาแล้วหลายราย ไม่ใช่
กระเทียม พืชสมุนไพรไทยกลิ่นฉุน รสชาติแสบร้อน ทว่าคุณประโยชน์หลากหลาย ส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ปรุงแต่งอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติ และให้อาหารมีความหอม น่ารับประทานยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีการนำกระเทียมไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเทียมเสริมอาหาร กระเทียมสกัดผง สารสกัดน้ำมันกระเทียม กระเทียมดอง เป็นต้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้มีโอกาสไปเดินเล่นงาน ปั้นดาว ณ สุขสยาม จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ไอคอนสยาม ภายในงานมีร้านจัดแสดงสินค้าหลากหลายอย่าง ทั้งร้านขายอาหาร เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ มีร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้กับสระน้ำโซนสุขสยาม ตลาดธีมย้อนยุค บริเวณหน้าร้าน เขียนข้อความ ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้อ่านสั้นๆ ว่า “กระเทียมดำตราบราก้า ดำแต่ดี หัวใจ-ไขมัน-ตับ” คุณณัฏฐ์นรี วงศ์เอี่ยมสิริ เจ้าของร้าน ในวัย 45 ปี บ้านเกิดอยู่ชัยภูมิ เล่าว่า กระเทียมบ่มดำ คือ กระเทียมขาวหรือกระเทียมโทน ที่ผ่านกระบวนการบ่ม โดยใช้อุณหภูมิ ความชื้น และเวลา ซึ่งเวลาบ่มจะมีอยู่ 2 แบบ คือ 90 วัน กับ 1 ปี ซึ่งกระเทียม 2 แบบ มีความแตกต่างกันในเรื่องของรสชาติ รุ่น 90 วัน จะมีน้ำแฉะๆ รสชาติหวานอ
บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ส(จีเอ็ม) ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อาทิ รถยนต์เชฟโรเล็ต รถยนต์คาดิแลค และรถบิ๊กอัพจีเอ็มซี ประกาศปลดพนักงานกว่า 14,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งหมด และจะระงับการผลิตในโรงงาน 5 แห่งทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังจะปิดโรงงานผลิตรถนอกทวีปอเมริกาเหนืออีก 3 แห่งภายในสิ้นปี 2562 ด้วย หันให้ความสำคัญผลิตรถบรรทุก รถไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ การตัดสินใจปรับลดพนักงานและปิดโรงงานครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจากยอดขายรถยนต์ที่ชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ซื้อไม่สนใจที่จะซื้อรถยนต์ขนาดเล็ก แต่หันไปซื้อรถใหญ่อย่างรถเอสยูวีหรือรถบรรทุกแทน โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 70% ของการซื้อรถในอเมริกาเหนือทั้งหมด บวกกับปัญหารายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากกำแพงภาษีใหม่ที่มีการประกาศใช้โดยเฉพาะภาษีนำเข้าเหล็ก บริษัทระบุว่าจะหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตรถบรรทุก รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งน่าจะเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ยุคต่อไปแทน การตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรดังกล่าวของจีเอ็มทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักการเมืองจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 27 พ.ย.2561 นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 นายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่ 2 นางนที เรียมแสน จำเลย ที่ 3 และนายธานี ทุมมาศ จำเลยที่ 4 พร้อมทนายความได้เดินทางมาถึงศาลจังหวัดทองผาภูมิ โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้ตกเป็นจำเลยคดีอาญาหมายเลขดำที่ 219/2567 ใน 6 ข้อหาคือ 1. ฐานร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต 2. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต 3. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 4. ฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต 5. ฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยกระทำความผิดกฎหมาย และ 6. ฐานร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับการนัดสืบพยานโจทก์วันนี้เป็นวันแรกซึ่งรวม 10 นัด คือวันที่ 27-28-29-30 พ.ย. วันที่ 6-7 ธ.ค. วันที่ 11-12-13 ธ.ค.และวันที่ 18 ธ.ค.2561 โดยพยานโจทก์มีทั้งหมด จำนวน 32 ปาก จากนั้นศาลจังหวัดทองผาภูมิ นัดสืบพยานจำเลยที่มีอยู่ จำนวน 17 ปาก รวม 6
“หมอพื้นบ้าน” แนะรัฐบาลผุดโครงการนำร่องปลูก “กัญชา” บางจังหวัด ทดแทนราคาพืชผลตกต่ำ แม้กำลังตกเป็น “ประเด็นร้อน” ถกเถียงกันระหว่างฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน แต่ล่าสุดได้ “ข้อยุติ” ออกมาระดับหนึ่งแล้ว เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้มีการ “ปลดล็อก” กัญชา-กระท่อม อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ได้ โดยเห็นชอบมีการแก้ไข สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และ กระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2 หรือฝิ่น เท่านั้น ไม่รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ ทั้งนี้กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชา และเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนด โดยไม่ถือว่ามีความผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกามีมาตรการตรวจสอบควบคุม ส่วนผู้ที่สามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้ ประกอบด้วย กระทรวง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไท
