marketing
“คนซื้อไม่บ่น คนบ่นไม่ซื้อ” “ถ้าแพง แปลว่าเราไม่ใช่ target” การตัดจบด้วยประโยคเหล่านี้กำลังทำให้ร้านที่ราคา overpriced กลายเป็นเรื่องปกติ และคนที่ซื้อไม่ได้ถูกทิ้งให้ตกขบวน? คุณได้สังเกตหรือไม่ว่า มัตจะแก้วหนึ่งในมือตอนนี้ ราคาแก้วละ 3-4 ร้อยบาท กาแฟกับโดนัทที่ไว้ทานคู่มื้อเช้าอีกเกิน 2-3 ร้อย แต่ค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยอยู่ที่ราว 350 บาท นั่นแปลว่าทำงานทั้งวันซื้อได้แค่มัตจะแก้วเดียว แล้วคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าในกระแสตามราคานี้ได้ คือคนที่จะถูกมองว่าไม่อินเทรนด์ ล้าหลัง หรือแม้แต่ใครที่กล้าตั้งคำถามกับ ‘ราคา’ ก็จะถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ ที่ไม่มีกำลังซื้อสินค้าระดับพรีเมียมเช่นนี้ Overpriced ในเชิงเศรษฐศาสตร์ คืออะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ คำว่า “Overpriced” หมายถึง สินค้าที่ตั้งราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือสูงกว่าที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เต็มใจจะจ่ายเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ (Perceived Value และ Willingness to Pay) ซึ่งอาจเกิดจากอำนาจทางการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ หรือการปั่นกระแสมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าเอง เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าสินค้าชิ้นไหนแพงเกินจริง เพราะราคาสินค้าขึ้
เด็กหลายคนเติบโตมากับภาพของ “วู้ดดี้” คาวบอยหนุ่มนายอำเภอ กับ “บัซ ไลท์เยียร์” นักบินอวกาศผู้เชื่อว่าตัวเองคือฮีโร่แห่งกาแล็กซี แต่มีคนไม่มากนักที่รู้ว่า ก่อน Toy Story จะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอนิเมชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล มันเคยเป็นโปรเจกต์ที่เสี่ยงจะพา Pixar ล้มละลายมาแล้ว และที่น่าอึ้งกว่านั้นคือ แม้แต่ทีมผู้สร้างเองยังออกปากว่า มันคือ “ภาพยนตร์ที่คุณภาพแย่ที่สุด” ที่พวกเขาเคยทำมา แต่สุดท้าย หนังที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบนี้ กลับถูกจดจำในฐานะแอนนิเมชั่นระดับตำนาน จุดเริ่มต้นของ Pixar บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครแน่ใจว่าจะรอด ย้อนกลับไปในปี 1986 Pixar ยังไม่ใช่สตูดิโอยักษ์ใหญ่แบบทุกวันนี้ ในตอนนั้นมันเป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งถูกซื้อโดย Steve Jobs ด้วยเงินประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ Pixar ยังไม่เคยสร้างภาพยนตร์ยาวเลยด้วยซ้ำ ผลงานส่วนใหญ่เป็นเพียงหนังสั้นและโฆษณา ผลงานที่ทำให้พวกเขาเริ่มถูกพูดถึงคือ “Luxo Jr.” หนังสั้นเกี่ยวกับโคมไฟตั้งโต๊ะที่มีชีวิต ซึ่งกลายเป็นต้นแบบโลโก้ของ Pixar ในเวลาต่อมา แต่ถึงแม้จะเริ่มมีชื่อเสียงในวงการเทคโนโลยีแอนิเมชันบ้างแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อจริง ๆ ว่
หากพูดถึงแบรนด์เครื่องสำอางที่มาแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ SHEGLAM คือหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบน TikTok และโซเชียลมีเดียทั่วโลก Key Success มีแค่ ‘คอนเทนต์ไวรัล’ และ ‘พลัง Gen Z’ จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 ที่ทีมงานเพียง 5 คน นั่งช่วยกันระดมสมอง คิดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออกมาเป็น SHEGLAM แล้วเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มีสินค้าจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศ พร้อมยอดขายสุทธิแตะระดับ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ไม่มีภาพลักษณ์แบรนด์ลักชัวรี ไม่ต้องดูไฮเอนด์ มีเพียงสิ่งเดียวคือ ดูดีถูกใจ Gen Z ก็พอ ถอดกุญแจความสำเร็จที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้เร็วขนาดนี้ 1. ใช้สูตร Fast Fashion มาสร้าง Fast Beauty SHEGLAM คือแบรนด์ของประเทศจีน โดยผู้สร้างแบรนด์ SHEIN เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คือการนำแนวคิดแบบ SHEIN มาใช้กับธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มรูปแบบ แทนที่จะใช้เวลาพัฒนาสินค้านานหลายเดือน แต่ SHEGLAM เลือกใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เทรนด์ TikTok และความคิดเห็นของลูกค้า มาพัฒนาสินค้าอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเทรนด์ไหนกำลัง
จาก “มายเนมอิสไบรอัน” ถึงท่อนแรปไวรัลที่ใครก็ร้องตามไม่ถูก “อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ไม่ไหว อ้าว บ้านนี้มันน่ากลัว กลัวกลัวกลัว อร๊าย” ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกอะไรเรา ในแต่ละวัน ผู้คนต่างต้องเผชิญสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดมากมาย ทั้งการเรียน การทำงาน เพื่อน ครอบครัว จนบางครั้งก็รู้สึกราวกับความเครียดนั้นโจมตีมาทุกทิศทาง สิ่งนี้อาจทำให้คนเราอยากหาทางหลีกหนีจากทุกสิ่ง หายตัวไปสักพักเพื่อพักหัวใจอันเหนื่อยล้า แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะก็ตาม แต่การจะปลีกตัวในยุคนี้ก็แสนยาก เพราะมองไปทางใดก็เจอแต่คอนเทนต์สั่งให้ต้องแอคทีฟ 24 ชั่วโมง หรือบังคับให้เราต้องหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ในวันที่สมองเราเหนื่อยล้าจากเรื่องเครียด ใครก็ล้วนแต่อยากปล่อยใจจอย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัวเพิ่มทั้งนั้น ความคิดเช่นนี้จึงนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Escapism” การหลีกหนีความจริง เพราะโลกความจริงแสนเหนื่อยล้า การหลีกหนีความจริง หรือ Escapism คือกลไกการรับมือที่ตัวเราออกแบบมาเมื่อต้องการหลีกหนีจากมรสุมปัญหา อาจมองได้ว่าเป็นการปิดกั้นความหมายออกจากจิตใจ และปล่อยตนเองให้ไร้ซึ่งการตระหนักรู้ชั่วข
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ รายงาน Economy Overview 2026 สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจน โดยกว่า 56% ของผู้บริหารมองว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ยาก และคาดว่า GDP ไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 0.9% ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการคาดการณ์โดย MAT เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว งบประมาณการตลาดจึงกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนที่หลายองค์กรเลือกปรับลด นักการตลาดกว่า 70% มีแนวโน้มคงงบหรือปรับลดงบประมาณ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาอาจติดลบประมาณ 1% สื่อดั้งเดิมหลายประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่คาดว่าจะหดตัวกว่า 20% และเม็ดเงินโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ซื้อออนไลน์กว่า 75% เลือกทิ้งสินค้าไว้ในรถเข็นโดยไม่ชำระเงิน และการค้นหาแบรนด์ผ่าน Search Engine ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้คนเริ่
