ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ธ.ค.)แม้จะเป็นช่วงเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่ปรากฏว่า อยู่ๆฝนก็ได้เทกระหน่ำลงมากระจายทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร แบบไม่มีเค้าล่วงหน้า โดยเฉพาะบริเวณเขตดุสิตและพระนคร ส่งผลให้การจราจรช่วงเย็นติดขัดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 16.20 น. ศูนย์ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า มีปริมาณฝนเล็กน้อยถึงปานกลางฝั่งพระนครชั้นใน เขตปทุมวัน ดุสิต ราชเทวี พญาไท คลองเตย วัฒนา บางนา พระโขนง ประเวศ เคลื่อนตัวทิศตะวันตกเฉียงใต้ แนวโน้มคงที่ ปริมาณฝนสูงสุด ส.พระโขนง เขตคลองเตย ปริมาณฝนประมาณ 27 มม.

ก่อนหน้านี้ 13 ธ.ค.60 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกแถลงการประกาศเตือน ฉบับที่ 1” “อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ตอนล่าง และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2560

Latest Posts
จากร้านข้าวสารเป็นที่รู้จักเพียง 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรี ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างขึ้นด้วยความขยันและอดทนมาตั้งแต่ปี 2527 แม้จะบอกกับลูกว่าเป็นงานหนัก งานร้อน และไม่ได้สร้างกำไรมากนัก แต่สำหรับ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล หรือ “คุณกอล์ฟ” ทายาทรุ่นสองของ “ข้าวตราไก่แจ้” กลับมองเห็นโอกาสในธุรกิจที่ตัวเองคลุกคลีมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาจึงเลือกกลับมาสานต่อธุรกิจนี้หลังเรียนจบจากอเมริกา พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบบเถ้าแก่” สู่ “การบริหารแบบมืออาชีพ” จนกลายเป็นแบรนด์ข้าวไทยที่ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายเติบโตแตะ 2,500 ล้านบาท ในคอนเทนต์ชุด “โอกาส” ธุรกิจเกษตร พาไปพูดคุยกับ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ ถึงเส้นทางการเติบโต การเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้ายทาย และการต่อยอดธุรกิจที่ไม่หยุดแค่การจำหน่ายข้าสาร ร้านข้าวของพ่อแม่ จุดเริ่มธุรกิจพันล้าน คุณกอล์ฟเติบโตมาในร้านข้าวสารของพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็ก ราวปี 2527 กิจการเล็กๆ นี้มี “สุนทร ธัญญวัฒนกุล และ นภา” ภรรยา เป็นผู้บุกเบิกในตำบลกุฎโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ภาพจำของคุณกอล์ฟ คือไปวิ่งเล่นปี
จาก “ชาเย็น” สู่ “ชาเขียว” สร้างปรากฏการณ์ชาเย็นที่จริงใจเสร็จ แบรนด์ก็หันมาปั้นชาเขียวต่อ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คือแบรนด์ชาไทยที่เคยสร้างปรากฏการณ์ฮิตบนหน้าฟีดโซเชียลมาแล้ว โดยช่วงนั้นชาไทยเป็นเครื่องดื่มที่กำลังอยู่ในกระแส คนกำลังนิยมอย่างมาก หันไปทางไหนก็เจอเมนูชาไทย ทั้งเค้กชาไทย ไอศกรีมชาไทย ชานมไข่มุกชาไทย และหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้คนรักชาไทยต้องพูดถึงบ่อย ๆ คือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ด้วยการทำชาเย็นที่เข้มข้นถึงรสชาเย็นแท้ ทำให้คนรักเมนูนี้ต่างก็ยกให้แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” (everyday.thai.tea) เป็นแบรนด์หนึ่งในดวงใจ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดี ทั้ง ‘สลัชชี่ชาไทย’ และ ‘ชาเย็นรสเข้มข้น’ ดำเนินการโดย บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งไปเมื่อ 13 ก.ค. 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในปี 2566 รายได้รวม 14 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.5 ล้านบาท แต่นอกจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่ผ่านมายังได้แตกแบรนด์โกโก้-กาแฟ แบรนด์ “เข้ม” เสริมแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ กระทั่งเมื่อ April Fool’s Day แบรนด์ได้ร่วมล้อไปกับกระแสแกล้งผู้บริโภคว่าจะเปิดแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน
ใครจะคิดว่าจากผู้ประกอบการสู้ชีวิตที่เริ่มต้นธุรกิจส่งมะพร้าวน้ำหอมขายในเซเว่นฯ เพียงอย่างเดียว วันนี้จะก้าวสู่การเป็นตัวจริงด้านผลไม้สดครบวงจร ส่ง “เงาะมังคุด และลองกอง” ขายในเซเว่นฯ สูงถึง 120 ตันต่อเดือน คุณกิตติศักดิ์ พิพัฒน์คณาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด เล่าถึงการเดินทางกว่า 10 ปีในการทำธุรกิจว่า เขาต้องการกระจายผลไม้ที่มีความสดใหม่ไปถึงมือผู้บริโภค และตั้งใจอยากโฟกัสกับการพัฒนาคุณภาพสินค้า ประกอบกับเชื่อมั่นในศักยภาพการกระจายสินค้าของเซเว่นฯ จึงตัดสินใจเลือกปักหมุดไปที่เซเว่นฯ เพียงที่เดียว โดยใช้วิธีติดต่อแบบ Walk-in เข้าไปนำเสนอสินค้ากับฝ่ายจัดซื้อโดยตรง เพราะเชื่อมั่นในจุดแข็งของตัวเองที่มีความพร้อมของซัพพลายวัตถุดิบ สามารถบริหารจัดการให้มีผลผลิตหมุนเวียนมาจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปช่วงเริ่มต้นธุรกิจ คุณกิตติศักดิ์ทำตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปประเทศจีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ จนมีความเชี่ยวชาญและระบบเริ่มนิ่ง ทำให้เขามองเห็นโอกาสในประเทศ “ตอนนั้นตลาดผลไม้สดพร้อมทานในร้านสะดวกซื้อยังไม่มีใครกล้าทำ โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ที่บริหารจัดการยาก
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วย
